個人檔案Notes on insight meditat...相片部落格清單更多 ![]() | 說明 |
|
|
11月13日 ขอเชิญร่วมทอดผ้าป่าสร้างหลังคาวัดฯขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคี ทอด ณ วัดสมเด็จเจริญ ตำบลสมเด็จเจริญ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี โทร.๐๘๑-๗๖๓-๙๘๘๐
ด้วยวัดได้ทำการสร้างอุโบสถทรงไทย แต่ปัจจุบันขาดงบประมาณในการสร้างหลังคา จึงมีหนังสือมาบอกบุญแด่ท่านสาธุชนผู้ใจบุญทั้งหลาย ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพสร้างหลังคาอุโบสถ เพื่อให้สำเร็จเป็นถาวรวัตถุในบวรพระพุทธศาสนา และอำนวยความสะดวกในกิจกรรมต่าง ๆ ของวัดสืบต่อไป
ดูภาพถ่ายได้ที่ my picture นะครับ กำหนดทอดผ้าป่า ตรงกับวันอังคารที่ ๑๓ เดือนเมษายน ๒๕๕๓ (วันสงกรานต์ ) เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น.
นำโดย คุณธรรม – คุณสายสุนีย์ เหลืองมโนธรรม และครอบครัว
***หากต้องการซองผ้าป่าหรือสอบถามข้อมูลร่วมบุญติดต่อผู้ประสานงานได้ที่*** พระมหาบุญค้ำ ป.ธ.๘ วัดเสมียรนารี จ.กรุงเทพฯ ๐๘๙-๐๗๙-๔๒๖๐ พระณัฐวัฒน์ มโนธมฺโม วัดสมเด็จเจริญ ๐๘๓-๑๐๙-๙๘๑๑
ถนนอาจไม่สวยเท่าไหร่นะครับ >_< เพราะเป็นงานฝีมือชาวบ้านช่วยกันทำ แต่ความแข็งแรงทนทานได้มาตรฐานแน่นอน ขนาดหน้ากว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๓๕ เมตร มีเสาโคมไฟซ้าย – ขวาตลอดทาง ถวายเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ขอโทษที่อัพเดทช้าจ้า
เอาสาระมาฝาก
ถ้าใครรู้ว่าอาการเจ็บป่วยจะเกิดขึ้น จงรีบรักษาเสียด้วยยา คือ ความอดทน เจริญพระกรรมฐาน กำหนดอดทนหนอ การคำนึงถึงภาษิตที่ว่า ใครแช่งใครด่าใครว่าเรา เหมือนยอดเขา ถูกกระทบไม่หวั่นไหว จะทำให้สบายใจขึ้นอย่างประหลาด โปรดนำไปใช้ดูบ้าง คือพระกรรมฐานกำหนดจิตอดทนให้ได้ ได้ผลดีจริง ๆ ทน คือ ทนต่อสิ่งที่ชัง อันหมายถึง สิ่งที่ไม่ชอบนั่นเอง ซึ่งพอจะประมวลให้ทราบ ลงเป็น ๓ อย่าง คือ ๑. อดทนต่อความลำบาห ๒. ทนต่อความเจ็บป่วย ๓. ทนต่อความเจ็บใจ ฉะนั้นการที่จะรักษาร่างกายให้สมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บใด ๆ นั้นต้องเริ่มที่ กายทำจิตใจให้ผ่องใสก่อนเพราะจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว เมื่อนายดี บ่าวก็มีความสุขถึงตอนนี้ หยูกยาอะไรก็หมดความจำเป็น แต่ถ้ากายมีโรคภัยแล้ว ยาในตำรับเหล่านี้ คงจะพอช่วยได้
วิธีสร้างบุญบารมี บุญคือเครื่องชำระสันดาน, ความดี, กุศล, ความสุข, ความประพฤติชอบทางกาย วาจา และใจ,สภาพที่ทำจิตใจให้สะอาดผ่องใสดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข พึงสั่งสมบุญทั้งหลาย อันจะนำความสุขมาให้” หลักแห่งการบำเพ็ญบุญ หรือเรียกว่า บุญกิริยาวัตถู โดยย่อมี ๓ อย่างคือ
๑.ทานมัย บุญเกิดจากการให้ทาน ทั้งแก่คน สัตว์ ฯ ๒. ศีลมัย บุญเกิดจากการรักษาศีล ได้แก่ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ฯ ๓. ภาวนามัย บุญเกิดจากการเจริญภาวนา ได้แก่การเจริญสมถะ – วิปัสสนากรรมฐาน
แต่ถ้าขยายออกไปบุญกิริยาวัตถุ มี ๑๐ ประการคือ
๑. ทานมัย ๒. ศีลมัย ๓. ภาวนามัย ๔. อปจายนมัย บุญเกิดจากการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ๕. เวยยาวัจจมัย บุญเกิดจากการขวนขวายในกิจที่ชอบ ๖. ปัตติทานมัย บุญเกิดจากการให้ส่วนบุญ เช่นการกรวดน้ำ แผ่เมตตาเป็นต้น ๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญเกิดจากการอนุโมทนา เช่นเมื่อเห็นคนอื่นทำดี หรือทำบุญอะไรการก็อนุโมทนากับเขาด้วย เราก็ได้บุญเหมือนกัน ๘. ธัมมัสสวนมัย บุญเกิดจากการฟังธรรม (ขณะที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี่ ก็ได้ผลบุญแล้วเหมือนกัน) ๙. ธัมมเทศนามัย บุญเกิดจากการแสดงธรรมสอนคนอื่น ( เหมือนที่ผมพิมพ์บทความนี้ให้คนอื่นได้อ่าน) ๑๐.ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความเห็นให้ตรง การแก้ไขปรับปรุงความคิดเห็นให้ถูกกับหลักศาสนาพุทธ เช่นทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น
คำว่า “มัย” ที่ต่อท้ายบุญกิริยาวัตถุทุกข้อนั้นมาจากคำบาลีว่า “มะยะ” แปลว่า สำเร็จ หรือ เกิด เช่น ทานมัย บุญสำเร็จจากการให้ทาน หรือ บุญเกิดจากการให้ทาน
· บางคนไม่เข้าใจเรื่องบุญ หรือหลักการทำบุญ หรือเข้าใจเพียงบางส่วน เพราะไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจ เมื่อผู้อื่นบอกให้ทราบหรือบอกให้ทำอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น หรือเห็นเขาทำก็ทำบ้าง แต่ไม่เข้าใจในเรื่องของบุญ หรือเจ้าใจเพียงบางส่วน อาจจะผิดหรือถูกก็ไม่รู้แน่ บางคนก็ทำด้วยศรัทธาแบบงมงาย หรือถูกหลอกลวง เพราะไม่รุ้หลักการทำบุญที่ถูกต้อง พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่จะเข้าใจเรื่องการให้ทานมากกว่าการทำบุญอย่างอื่นแต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่ถูกหลอกลวงหรือให้ทานอย่างผิดหลักและได้ผลน้อย · ในเรื่องการทำบุญในพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ เพราะถ้าเข้าใจหลักการทำบุญ ๑๐ อย่างนี้แล้วก็จะได้ทำบุญหรือสร้างความดีอย่างถูกต้อง ไม่งมงาย และได้ผลมาก ไม่เสียทีที่เราเกิดมาเป็นพุทธศาสนิกชน.
ท่านใดสนใจหนังสือธรรมมะ-สวดมนต์ ซีดีธรรมเทศนา – บรรยายธรรม ฯ ติดต่อที่ ๐๘๓-๑๐๙-๙๘๑๑
4月23日 สร้างถนนเข้าวัดสวัสดีครับผม
ก่อนอื่นก็ขอกราบอนุโมธนาสาธุ เพื่อน ๆ ทุก ๆ คนที่ร่วมทำบุญผ้าป่าฯ กับผมในครั้งนี้นะครับ
ยอดที่ได้ทั้งหมด ประมาณ 200,000.- บาท ครับ เศษเท่าไหร่นั้นยังไม่ได้นับ เพราะว่า ผมยังเก็บซองไม่หมดเลย
ยังมีค้างอีกค๊าฟ
ท่ามกลางบรรยกาศการเมือง และอากาศที่ร้อนแบบนี้ แต่ผมอิ่มใจจริง ๆ หนีความสับสนเข้าวัดทำบุญ
สงกรานต์ที่ผ่านมา ผมไปทำบุญงานผ้าป่าสามัคคี ที่ วัดสมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญฯ และได้บวชพรามห์ 6 วัน
ส่วนเรื่องการสร้างถนนนั้น ไม่ต้องกังวลนะครับ
เพราะผมจะเป็นคนคุม+สร้างเองกับมือ และพระ เณร +ชาวบ้านระแวกนั้นด้วย
คงเริ่มสร้าง ประมาณ วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2552 นี้
ส่วนขนาดหน้ากว้างเท่าไหร่นั้น ขอคำนวณยอดอีกที เพราะ ยอดผ้าป่าไม่ตรงไปตามเป้า ( 250,000 บาท )
อาจจะลดจาก หน้ากว้าง 5 เมตร เหลือ 4 เมตร ทางยาวประมาณ 150 เมตร
ตอนนี้ผมก็ยุ่ง ๆ เรื่องการย้ายที่อยู่ และ เปลี่ยนงาน เลยไม่ค่อยได้ตอบเมล หรือมาอัพ space / hi5 บ่อยนะครับ
ปลายปีนี้ก็คงร่วมทำบุญหล่อพระประธาน กับเจ้าภาพท่านอื่นด้วย
ยังไงแล้วอยากฝากโครงการผ้าป่าปีหน้าด้วยนะครับ ผมอาจจะทอดผ้าป่า ถวายกระเบื้องมุมหลังคา อุโบสถ
หรืออาจจะเป็นกระเบื้องปูพื้น อุโบสถ ก็ได้ครับ
ไว้ผมจะถ่ายรูปอุโบสถ / ถนนที่จะสร้าง และ พระประธาน มาอัพให้ดูนะครับ
อนุโมธนาสาธุทุกท่านด้วยครับ
ปล. แล้วเพื่อน ๆ ไปสงกรานต์กันมาสนุกมั้ยค๊าฟ 1月8日 ทอดผ้าป่าสงกรานต์52 ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพผ้าป่าสามัคคีสมทบทุนสร้างทางเข้าวัด
ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคี
ทอด ณ วัดสมเด็จเจริญ
ตำบลสมเด็จเจริญ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี โทร.๐๘๑-๗๖๓-๙๘๘๐
เนื่องด้วยถนนทางเข้าวัดชำรุดทรุดโทรม สร้างมานานและไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งวัดมีกิจกรรมทางพุทธศาสนาต่าง ๆ
มากมายตามเทศกาลประเพณี วันสำคัญของชาติ และมีผู้คนมาทำบุญกับทางวัดตลอด ซึ่งไม่สะดวกต่อการสัญจรไปมา
ทั้งแก่พระภิกษุสงฆ์ สามเณรที่พำนักอยู่ในวัด และพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาที่มาติดต่อหรือทำกิจกรรมภายในวัด
จึงเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านได้ร่วมกันบริจาคปัจจัยสมทบทุนสร้างถนนคอนกรีตทางเข้าวัด เพื่อความสะดวกสบาย
แด่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร และพุทธศาสนิกชนต่าง ๆ ที่มาทำบุญ ณ วัดแห่งนี้ จึงมีหนังสือมาเพื่อบอกบุญ
และร่วมอนุโมทนาตามกำลังศรัทธา ณ โอกาสนี้
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลกทั้งหลาย จงบันดาลให้ท่านและครอบครัว จงประสบกับ จตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย จะทำการสิ่งใดขอให้สมปรารถนาทุกประการเทอญ.
กำหนดทอดผ้าป่าสามัคคี ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๓ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒ (แรม ๔ ค่ำ เดือน ๕) เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น.
คำจบเงินทำบุญ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (กล่าว 3 จบ)
อิมานิ มะยังภันเต รัจฉาโย อาคะตานาคะตัสสะ จาตุททิสัสสะ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโนภันเต ภิกขุสังโฆ อิมา รัจฉาโย ปะฏิคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ. ข้าพเจ้า..........(ชื่อ-นามสกุล).........อยู่บ้านเลขที่..........(ที่อยู่)..........ได้ถวายเงินทำบุญเป็นเจ้าภาพผ้าป่าสามัคคี สร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อเป็นทางเข้าหน้าวัดสมเด็จเจริญ ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี เป็นเงินจำนวน.......................ขอให้..............(ตั้งจิตอธิฐาน)............... สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ.
คำกรวดน้ำแผ่เมตตา อะหัง สุขิโต โหมิ นิททุกโข โหมิ อะเวโร โหมิ อัพยาปัชโฌ โหมิ อะนิโฆ โหมิ สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ. สัพเพสัตตา อะเวรา อัพยาปัชชา อะนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ. อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตาโหตุ ญาตโย.
อนิสงฆ์แห่งการทำบุญนี้ จะช่วยอำนวยให้การดำเนินชีวิต หน้าที่การงาน และครอบครัว ของท่านดำเนินไปด้วยความราบรื่นสะดวกสบายยิ่งขึ้น จะทำการสิ่งใดไร้อุปสรรค มีผู้คนคอยอุปถัมภ์ค้ำชู บริวารดี มียานพาหนะใช้ เดินทาง ขับขี่ปลอดภัย.
( สร้างถนนหน้ากว้าง 5 เมตร ยาวประมาณ 130 เมตร เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก อย่างดีเทหนาประมาณ 10 cm ขึ้นไป) ![]()
ผู้ดำเนินงาน
พระมหาบุญค้ำ วัดเสมียรนารี กทม. 089-079-4260
พระสุวรรณ โมฬี วัดสมเด็จเจริญ จ.กาญฯ 086-795-7073
ณัฐวัฒน์ เหลืองมโนธรรม 083-109-9811
หรือโอนเงินมาได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาอ้อมใหญ่ บ/ช.ออมทรัพย์ เลขที่ 331-2-55888-1
12月5日 พระบารมีปกเกล้า พระบารมีปกเกล้า
ศาสตราจารย์พิเศษ ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา เขียนเรื่อง 60 ปีแห่งรัชสมัย ไว้ในหนังสือ 60 ปี ใต้พระบรมโพธิสมภาร ร่มเย็นเป็นสุข ว่า
พระมหาพิชัยมงกุฎที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น ทำด้วยทองคำมีน้ำหนักถึง 7.3 กิโลกรัม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
มีพระบรมราโชวาท พระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยาม มกุฎราชกุมาร ความตอนหนึ่งว่า
“ในขณะนั้น เปรียบเหมือนคนที่ศีรษะขาดแล้ว จับเอาแต่ร่างกายขึ้นตั้งไว้ในที่สมมติกษัตริย์
เหลือที่จะพรรณนาถึงความทุกข์อันต้องเป็นกำพร้าในอายุเพียงเท่านั้น และความหนักของมงกุฎ
อันเหลือที่คอจะทานไว้ได้”
ประเด็นความหนักแห่งพระมหามงกุฎ พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว รัชกาลที่ 9
พระราชทานสัมภาษณ์ผู้แทนนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เมื่อ พ.ศ.2525 ว่า
“เมื่อข้าพเจ้าเข้ามารับหน้าที่...ข้าพเจ้าอายุเพียงแค่สิบแปดปี ในเวลานั้นทุกอย่างดูทรุดโทรมไปหมด
ในวันนั้นเก้าอี้และพรมก็ขาดเป็นรู พื้นแตกคร่ำคร่า วังทั้งวังเกือบจะพังลงมา...
ข้าพเจ้าต้องค่อยๆก่อร่างสร้างทุกๆอย่างขึ้นมาใหม่ โดยไม่ใช้วิธีทุบทิ้ง
ข้าพเจ้าค่อยๆทำไปทีละเล็กละน้อย เป็นเวลาสามสิบหกปีเข้าไปแล้ว
ดังนี้ เราอาจเรียกรัชกาลนี้ได้กระมั่งว่า เป็นรัชกาลแห่งการปฏิรูป...ขนบประเพณีดั้งเดิมอาจนำมาใช้อีกครั้งหนึ่ง
เพื่อชีวิตในปัจจุบัน และอนาคต”
อีกประโยคที่หลายคนจดจำ วิลาศ มณีวัตร เขียนไว้ในหนังสือ พระราชอารมณ์ขันของในหลวง
“เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า อาณาจักรนั้นเปรียบเหมือนพีระมิด มีพระ มหากษัตริย์อยู่บนยอด
และมีประชาชนอยู่ข้างล่าง แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ดูเหมือนทุกอย่างจะตรงกันข้าม
นั่นเป็นสาเหตุให้ข้าพเจ้ารู้สึกปวดคอและบริเวณไหล่อยู่เสมอ”
พระมหามงกุฎหรืออีกนัย ส่วนฐานพีระมิดหัวกลับนี่แหละครับ
คืออุปมาเปรียบพระราชภารกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎรของพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงทำต่อเนื่องไม่เคยขาดสาย
มีผู้นับรวมๆกันแล้วว่า กว่า 3 พันโครงการ แต่ก็ดูจะยังน้อยเกินไป
ในเมืองนครเตหะราน ของอิหร่าน หนึ่งในหลายสิ่งที่ติดตา
คือหลายๆมงกุฎประดับสารพัดอัญมณี ที่แสดงถึงความร่ำรวยมหาศาลของกษัตริย์เปอร์เซียครับ
ที่นั่นมีเพชร ดาเรีย อินูร์ น้ำหนัก 182 กะรัต เพชรสีชมพูเม็ดใหญ่ที่สุดในโลก
เดิมทีเคยประดับมงกุฎพระเจ้าไซรัส กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิเปอร์เซีย เมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว
ยังมีกษัตริย์อีกมากมายหลายพระองค์ ที่ครอบครองเพชรเหล่านี้
ผมเชื่อของผมว่าคงไม่มีใครจดจำฝังใจกษัตริย์ร่ำรวยได้เท่ากับกษัตริย์ ที่เปี่ยมล้นด้วยความเมตตาปรานีต่อราษฎร
พระเจ้าอยู่หัวของไทยไม่มีเพชรเม็ดใหญ่ๆ แต่ทรงสามารถ
ยึดครองหัวใจประชาชนทั้งประเทศให้ดื่มด่ำอยู่กับความจงรักภักดี ไม่มีเสื่อมคลาย
วันนี้ วันเฉลิมพระชนมพรรษา ผมหวังว่า พวกเราไม่ว่าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง
คงเลิกสร้างปัญหาเป็นภาระเพิ่มน้ำหนักให้ต้องทรงบ่น “ข้าพเจ้ารู้สึกปวดคอและบริเวณไหล่...” ต่อไปอีก
นับแต่วันนี้ ด้วยพระบารมีปกเกล้า เราหวังกันว่า ประเทศไทยจะมีสันติภาพถาวร
ไม่ใช่สันติภาพชั่วคราว อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจกัน.
11月4日 ราตูตานีปืนใหญ่จอมสลัด
ตรากตรำกับการฟังบทวิวาททางการเมืองกันมานาน ถ้าพอมีเวลา ผมอยากให้ไปดูหนังกันสักเรื่อง ปืนใหญ่จอมสลัด ตอนนี้กำลังฉายอยู่ในโรงครับ หนังเรื่องไหนถูกใจมากๆ ผมมักดูสองรอบ รอบแรกดูเอาสนุก เอามัน รอบสอง...ดูแบบเอาเรื่อง เรื่องเดิมที่เป็นต้นเค้าเป็นไง! หนัง เขาเอามาแค่ไหน เติมอะไรเข้าไปมั่ง!
ดูปืนใหญ่จอมสลัดแล้วกลับถึงบ้าน ก็ค้นศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมีนาคม 2550 มีเรื่อง สี่กษัตริยาปตานี ที่เขียนโดย สุภัตรา ภูมิประภาส ออกมาคลี่ทุกหน้า ราตู (นางพญา) ปตานี ในตำนานนครรัฐปตานี ไม่ได้มีแค่ ราตูฮิเจา ราตูบีรู ราตูอุงงู สามพี่น้อง ที่หนังเอาไปเป็นตัวเอกเท่านั้น ยังมีราตูกูนิง พระธิดาราตูอุงงู รวมอยู่ด้วย
อ่านหนังสือแล้ว เห็นภาพการต่อสู้เพื่อรักษาบัลลังก์ของผู้นำหญิง...เมื่อใช้ความอ่อน...เหมือนที่โบราณสอน “ถ้าจะอ่อนอ่อนให้เห็นเป็นเส้นไหม ผูกพยัคฆ์เอาไว้โขยกเฆี่ยน” ไม่ได้แล้ว กลยุทธ์ต่อไป ก็ใช้ความแข็ง “แข็งให้เป็นเช่นวิเชียร จะได้ เจียรแก้วกระจกดูเพลินตา” เมื่อข้าศึกมีปืนใหญ่ นครปตานี ก็ต้องมีปืนใหญ่ ยิงสู้กันไป แบบใครดีใครอยู่ ตำนานนครรัฐปตานี ไม่มีเรื่องลิ่ม (โต๊ะ) เคี่ยม ช่างหล่อปืนใหญ่จากจีน ที่น้องสาว “ลิ่มกอเหนี่ยว” ข้ามทะเลมาตาม แล้วผูกคอตาย...เหมือนที่เล่าขานกันข้างศาลข้างมัสยิด ในรัชสมัยราตูบีรู เป็นสมัยที่มีการสร้างกำแพงเมือง เมืองเข้มแข็ง ใหญ่โต มีการหล่อปืนใหญ่สามกระบอกไว้พร้อมสู้ศัตรูเต็มที่ ปืนใหญ่สามกระบอกนั้น ชื่อ ศรีนครา ศรีปตานี และ มหาเลลา กล่าวกันว่า ราตูบีรูสั่งห้ามชาวบ้านขายทองเหลืองให้พ่อค้าต่างชาติ 3 ปี ให้นำมาขายให้ทางการ เพื่อรวบรวมทองเหลืองไว้ หล่อปืนใหญ่โดยเฉพาะ
สมัยต้นรัตนโกสินทร์ สยามยึดปืนใหญ่ลงเรือ สองกระบอกอยู่หน้ากระทรวงกลาโหมปัจจุบัน แต่หนึ่งกระบอกจมหายอยู่ใต้ทะเล หนังจับเค้า ปืนใหญ่ใต้ทะเล ผูกเรื่องขึ้นใหม่ โยงกับ ลิ่ม เคี่ยม ช่างหล่อปืนจากฮกเกี้ยน... ถูกบังคับให้หล่อปืนให้โจร แล้วก็ต้องมาหล่อปืนให้นางพญาปัตตานีด้วย ลิ่มกอเหนี่ยว น้องสาวใจบุญ มือนับลูกประคำ เสียใจ...“พี่...จะต้องฆ่าคนอีกสักเท่าไร” แล้วก็ผูกคอตาย ผมชอบตรงที่หนังเขาเล่าเรื่องแบบใหม่...ไม่กระทบใจคนพุทธคนมุสลิม เหมือนที่เล่าขานกันอยู่
แต่เอาเป็นว่า หนังสือก็เป็นหนังสือ หนังก็เป็นหนัง ต้องเติมเรื่อง พลังดูหลำ พลังแห่งความว่าง จนได้พระเอกหล่อขี่ปลาราหู (กระเบนใหญ่) สั่งปลายักษ์ถล่มแพปืนใหญ่ฝ่ายโจรได้...
ดูปืนใหญ่จอมสลัดแล้ว ก็นึกถึงทั้งลอร์ด ออฟ เดอะริงส์ และกัปตัน แจ๊ค สแปร์โรว์ ในไพเรท ออฟ เดอะ แคริบเบียน แต่ก็ภูมิใจฝีมือไทย...ทำได้ใกล้เคียงฝรั่ง ดูเอาสนุกก็สนุก จะดูเอาวิชาประวัติศาสตร์ หรือจะเอาสาระทางการเมืองก็คงได้... หนังเรื่องนี้ ชื่อฝรั่ง ควีน ออฟ ลังกาสุกะ แปลแบบผมว่า ...นางพญาลังกาสุกะ ชายอกสามศอกดูแล้ว...ก็ควรอาย ที่ต้อง ยอมให้ผู้หญิงออกหน้ารักษาแผ่นดิน. 10月13日 อ้ายโง่
9月21日 การเมืองใหม่ 70/ 30 ฯ 70/30 ฯ กัด ๆ เด้อครับ
ผมก็อยากเห็นการเมืองใหม่ครับ แต่...
ที่มาของ...70/30 - การเมืองใหม่ – ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ
โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช ………………………………………………………………………………… “เหตุที่ผมคิดเช่นนี้
ก็เพราะการใช้อำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายข้าราชการ หรือการแสวงหาประโยชน์จากโครงการขนาดใหญ่ เป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียกร้องผลประโยชน์ และการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องในวงแคบ ที่ปรากฏในคดีต่างๆ ที่ คตส.กำลังพิจารณาอยู่ แม้ปัจจัยภายนอกจะไม่สนับสนุนรัฐบาลทหารก็ตาม แต่สูตร “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่ให้มีการเลือกตั้ง แต่ไม่ให้ ส.ส. ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลทั้งหมด กล่าวคือเปิดช่องในรัฐธรรมนูญให้บุคคลที่ไม่ใช่ ส.ส. และไม่สังกัดพรรคการเมืองเข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้ ก็น่าจะทำให้กระแสการต่อต้านของชาติตะวันตกลดน้อยลง” “...ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบนี้
เป็นกึ่งกลางระหว่าง ระบอบที่พรรคการเมืองพรรคเดียว มีอำนาจเด็ดขาด กับระบอบเผด็จการทหาร ประเทศไทยเคยมีระบอบนี้ในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าในที่สุด ระบอบนี้อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมเราก็เป็นได้” “ความแตกต่างของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบคราวนี้ ก็คือ
แทนที่ตัวนายกรัฐมนตรีจะมาจากข้าราชการ หรือทหาร แต่มาจากฝ่ายการเมือง. ส่วนฝ่ายประชาชน (องค์กรเอกชน) ต้องสามารถเข้าร่วมอยู่ในคณะรัฐบาลได้ โดยคนเหล่านี้ต้องไม่สังกัดพรรคการเมือง วิธีการนี้น่าจะทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองขึ้นได้ เพราะข้าราชการ – ทหาร – องค์กรประชาชน เหล่านี้ มิได้มาจากฝ่ายการเมืองโดยตรง แต่มิอาจจะปฏิเสธได้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นอำนาจที่มีอยู่จริงในสังคม และมีอิทธิพลทางการเมือง.” “ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบการเมืองใหม่
เราก็ควรส่งเสริมสนับสนุนให้มีการพัฒนาพลเมืองโดยตรง ผ่านทั้งสื่อ และการศึกษาตั้งแต่ระดับโรงเรียน จนถึงโรงงาน.” “ระบอบกึ่งประชาธิปไตยนี้เคยมีมาแล้ว
ในสมัย พล.อ.เปรมเป็นนายกรัฐมนตรี ในยุคนั้นการหาผลประโยชน์มีน้อยมาก กฎหมายและโครงการดีๆ เกิดขึ้นมากมาย และนักการเมือง ผู้แทนราษฎรก็มีบทบาท ตัวถ่วงดุลไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเพื่อพรรคหรือพวกพ้อง ก็คือรัฐมนตรีและที่ปรึกษาที่เป็นข้าราชการ และนักวิชาการ” “ท่ามกลางความขัดแย้ง
และความไม่แน่นอนของการเมืองไทยในปัจจุบัน ใครจะคาดว่าระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ อาจเป็นทางเลือก และเป็นคำตอบสุดท้ายก็ได้.” ส่วนตัวแล้ว ผมก็อยากเห็นการเมืองใหม่นะ ไม่อยากให้มีการซื้อเสียง อยากให้รัฐบาลซื่อสัตย์ต่อหน้าที่
และทำเพื่อประชาชนจริงๆ
ฟังดู 70/30 เข้าท่าดี แต่ผมว่ายังไงก็ยังซื้อเสียงได้อยู่ดีครับ...
แต่ถ้าเรายืนอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว
นายทหารท่านนึงกล่าวว่า
"เคยรู้จักคำว่าอำนาจที่เคยเสพมันมั้ยครับ ผมบอกเลยมันจะหลงตัวและลืมตัว
คุณแน่ใจได้อย่างไรว่าตัวแทนแต่ละอาชีพ จะบริสุทธิ์ ไม่มีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง
คุณรู้จักกิเลสของมนุษย์แค่ไหนครับ??
ลองไปดูการเลือกประธานสโมสรของข้ารราชการทหาร..
หรือการเลือกผู้แทนในหน่วยงานครู แม้กระทั่งการบินไทย
ว่ามีเรื่องผลประโยชน์หรือไม่ ถึงบอกว่าอย่าเพ้อฝันครับ และให้อยู่ในโลกความเป็นจริงครับ
สิ่งเดียวที่คุณจะแก้ปัญหานี้คือคุณต้องให้การศึกษาคน และต้องเคารพสิทธิของคนอื่น
คนบางคนอาจไม่ได้เรียนมาแต่เค้าอาจจะคิดถูกหรือดีกว่าเราก็ได้
ทั้งนี้เราต้องสอนให้ทุกคนยอมรับในเรื่องของกติกาครับ ขาวบ้านไม่ได้โง่หรอกครับ
แต่เค้าอยู่ในโลกความเป็นจริง เราอาจจะคิดต่างได้ แต่เราต้องเคารพในความคิดเขาครับ"
และส่วนตัวไม่ชอบกลุ่มคนที่อ้าง
เอาธรรมนำหน้า
บอกว่า มาใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญ บอกว่า ใช้หลักอหิงสา อริยะขัดขืน... พวกนี้ก็ทำเพื่อตัวเองซะส่วนใหญ่ อ้างกู้ชาติ และบิดเบือนความจริงบางส่วน..
และสิ่งที่แกนนำ บางคนกล่าวถึง
การต่อต้านทุนนิยมสามานย์ที่มักอ้างถึง เป็นเพียงความพยายามล้มล้างกลุ่มทุนฝ่ายตรงข้าม
เพื่อผลักดันกลุ่มทุนและพรรคการเมืองที่สนับสนุนกิจการของเขา ให้ขึ้นมามีอำนาจแทนที่ใช่หรือไม่ ??
แบ่งแยกประชาชน โหมไฟให้มีการเลือกข้าง
แกนนำใช้ทุกยุทธวิธีตั้งแต่เริ่มแรก สร้างให้เกิดการแบ่งแยก
ความเกลียดชังและการเผชิญหน้าในหมู่ประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
คำพูดปลุกระดมเช่น ถึงเวลาติดดาบปลายปืน เราต้องเลือกข้าง หรือการเดินสายปลุกระดมแบ่งเหนือแบ่งใต้
การบีบคั้นให้คนคิดต่างไม่มีที่ยืนในสังคม การผลักดันคนที่คิดไม่เหมือนตนให้เป็นศัตรู ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้คือ "ทำหินแตกแยกแผ่นดิน"
นั่งอยู่นอกกระดานเฝ้าดูการเดินหมายของสองฝั่ง
ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน จะห้ำหั่นกันให้บรรลัย เห็นแล้วก็เหนื่อยใจ ประเทศไทยนั้นเสียหาย ฆ่ากันจะให้ตาย สุดท้ายแล้วไม่ได้อะไร ประเทศชาติพลันบรรลัย พวกท่านไซร์ "ไร้คุณธรรม" จับเศรษฐกิจเป็นตัวประกัน นี่หรือผู้นำ ประเทศไทย... -------------------------------------------------------------------------
ข้อความบางส่วน จากเพื่อนในMsn ส่งมาให้อ่านครับ
v
v
v
ไม่ได้นิยมชมชอบ สมัคร และก็เกลียดทักษิณมากด้วย
แต่ก็เป็นแค่คนที่'เคย'นิยมพันธมิตรเหมือนกัน เสียดายว่าพันธมิตร ไม่ฟังในหลวงที่อุตส่าห์ ส่งตุลาการมาเป็นตัวช่วยของชาติ เสียดายว่าถ้าวันนี้ พันธมิตร มีสติสักนิด เดือนหน้า จะมีคดียุบพรรค แล้วก็รู้ๆกันอยู่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เสียดาย ที่คนนำขบวนเป็นคนที่เห็นชัยชนะของกลุ่ม สำคัญกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ เสียดายว่า คนที่มาชุมนุม คิดแต่จะโค่นล้ม แต่ไม่คิดสร้างสรร การโค่นล้ม มันไม่ได้ยากหรอก แต่การสร้างสรร ต่อจากนี้ล่ะ เคยคิดกันมั้ย ว่าหลังจากซากปรักหักพังของชาติ คุณจะสร้างมันขึ้นมาใหม่อย่างไร ไม่เคย!! เพราะตอนนี้ทุกคนมีแต่อาวุธหนักและความคิดแบบก้อนหินเตรียมทุ่มใส่กัน คุณจะสร้างตึกใหม่ยังไง ถ้าคุณเตรียมพร้อมแต่เรื่องการทุบตึกแต่ ไม่มีแบบแปลนของการสร้างตึกใหม่ คุณก็ต้องทุบและสร้างอย่างนี้ไม่มีทีสิ้นสุด สหภาพการบินไทย สั่งหยุดงานประท้วง ทั้งที่ตัวเองขาดทุนร่วมหมื่นล้านบาท ถ้าหัวหน้าสหภาพหัวรุนแรงสั่งพนักงานลาหยุด
ลูกค้าไม่พอใจ boycott คุณ วันหน้าคุณจะขาดทุนยิ่งกว่านี้ แล้วมันจะเหลืองานอะไรให้คุณทำอีก คุณควรจะทำตามหน้าที่หรือไม่ ?
ถ้าพันธมิตรไม่ฟังคำสั่งศาล โดยการอ้างอารยะขัดขืน คุณคิดว่าถ้ามีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทักษิณจะไม่อ้างคำๆเดียวกันนี้หรือ แล้ววันนั้น คุณก็จะมีการชุมนุมไม่รู้จักจบสิ้น แล้วถ้าคุณเห็นการชุมนุมอย่างรุนแรงอย่างนี้ อังกฤษก็มีสิทธิ์ที่จะให้คำร้องขอเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองกับทักษิณได้ เพราะความไม่ปลอดภัยจริงไหม ?
ถ้าไม่ฟังคำสั่งศาล คุณจะขอให้ศาลฟังคำขอร้องของคุณ ให้พาคนมาลงโทษได้อย่างไร ? เพราะในความเป็นจริงคุณจะฟังและยอมรับแต่คำสั่งที่เอื้อประโยชน์ต่อคุณเท่านั้นไมได้ มหาตมะ คานธี ใช้เวลาเป็น 10 ปีกับคำว่าอารยะขัดขืน ภายใต้กฏหมาย กว่าจะปลดปล่อยอินเดีย สำเร็จ เนลสัน แมนเดลลา ติดคุกกี่ปีกัน กว่าจะมีวันนี้ วันที่เป็นรัฐบุรุษ อ.ไชยยันต์ ไชยพร อ้างคำว่าอารยะขัดขืนฉีกบัตรเลือกตั้ง แต่ก็ยอมมอบตัวอยู่ภายใต้กฎหมาย ถ้าพันธมิตรจะอ้างคำนี้ก็ควรจะอยู่ใต้กฎหมายไม่ต่างกัน การชุมนุมเรียกร้องให้เกิดความถูกต้องเป็นเรื่องดีแต่ อย่าสร้างเงื่อนไข ไม่ให้เกิดความรุนแรง นั่นคือเรื่องที่ดีที่สุด การพูดบนเวที ควรเป็นการพูดยั่วยุใช่หรือเปล่า ? ถ้าพันธมิตรเครียดเพราะบรรยากาศ ก็โปรดรู้เถอะว่าตำรวจที่ต้องคุ้มครองท่านก็เครียดไม่ต่างกัน ท่านต้องจากบ้านมาชุมนุม ตำรวจทั้งหลายก็ต้องลาครอบครัวเขามาเพื่อควบคุมสถานการณ์เช่นนี้ไม่ต่างกัน และแน่นอนเชื่อว่าทุกคนทั้ง 2 ฝ่ายไม่ต้องการความรุนแรง เพื่อจะได้กลับไปอยู่กับครอบครัวและอยู่อย่างปรกติสุข ผู้นำชุมนุมก็เช่นกัน อย่างที่ร! ู้หนึ่งในนั้นเป็นทหารเก่า ทหารมีคำพูดประกาศิตว่า 'ไม่มีสิ่งใดแทนที่ชัยชนะได้' แต่นั่นคือกับศัตรู วันนี้ประเทศจะแพ้ พันธมิตรก็ไม่ชนะ คนหัวเราะกับชัยชนะบนความล้มเหลวของไทยอยู่ห่างจากประเทศไทยไปหลายหมื่นกิโลเมตร โน่น ณ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
แล้วกับเพื่อนๆพี่น้องร่วมแผ่นดินล่ะ ชัยชนะคือความสามัคคีของคนในชาติหรือเปล่า ลองตอบตัวเองดู ? ประเทศไทยตอนนี้ แบ่งออกเป็น 3 ก๊ก พวกเอาทักษิณ พวกไม่เอาทักษิณ พวกไม่เอาใครเลย ถ้าพันธมิตรประกาศชัยชนะ ก็คือการผลักอีก 2 กลุ่มที่เหลือเป็นฝ่ายแพ้ ยังไงซะประเทศก็เป็นของคนทั้ง 3 กลุ่ม เมื่อชนะคุณต้องชนะด้วยกัน คุณจะบอกว่าเราชนะ แล้วอีก 2 คนส่ายหัว กูไม่ยอมรับวืธีเล่นของมึง ได้เหรอ ? ผมมีข้อเสนอสำหรับพันธมิตร ในการทำให้คุณได้ชัยชนะอย่างถาวร 1.ให้กระบวนการทางศาลทำหน้าที่ของเขาไป นักการเมือง โกงกินชาติ ต้องถูกกำจัดโดยกระบวนการภายใต้กฏหมายเท่านั้น
2.ประเทศไทยปัจจุบัน ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ และ วิกฤติต่างๆ เป็นจำนวนมาก พันธมิตรในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ ควรจะมีบทบาทในการส่งคนไปเป็นแนวร่วมในการช่วยเหลือคนหรือสังคมเหล่านี้หรือไม่ ?
เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับชุมชนและถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้อง
ซึ่งจะเป็นการสร้างพื้นฐานจริยธรรมที่ดีให้แก่ประชาชนในระยะยาว
ดีกว่าหรือไม่กับการเพียงแค่มานั่งฟังปราศรัย ประเทศยังมีคนที่เดือดร้อน และ ต้องการความรู้อีกเยอะ
อย่างน้อยก็มากกว่าผู้ชุมนุม นาทีนี้หลายเท่า เราต้องการให้ท่านไปถ่ายทอดให้คนรู้ ไปช่วยเหลือฝู้อื่นด้วย
3. ยกเลิกกำลัง และนักรบต่างๆ การต่อสู้อย่างอหิงสา ไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง
4. อย่าใช้โวหาร หรือ ช่องว่างทางนิติศาสตร์ เพราะคนดีจริงไม่เคยอ้างกฎหมายเป็นเครื่องมือ
แต่ใช้จริยธรรมและความรับผิดชอบเป็นเข็มทิศ
อย่าลืมว่าหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การปกครองของมนุษย์ชาติ คือการใช้วิธี ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
สามก๊กเองอาจเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม แต่อย่าลืมว่ากลยุทธสุดท้ายที่ดีที่สุดของเรื่องก็คือ
การไม่พยายามเอาชนะขงเบ้ง ของสุมาอี้
ถ้าวันนี้คุณชนะโดยใช้กฎหมู่ วันข้างหน้าประเทศไทยก็จะมีกฎหมู่ขึ้นมาใหม่ ท้าทายอำนาจรัฐไม่มีที่สิ้นสุด
ผลลัพธ์ที่ได้มาอย่างถูกต้อง ถ้าเป็นวิธีที่ผิด ก็ไม่สามารถนับเป็นการกระทำที่น่าชื่นชม หรือ ภาคภูมิใจได้ เพราะมันไม่ยั่งยืน เหมือนกับ คุณทำเลขวิธีคิดผิดแต่กลับคำนวณถูก วันหน้าเปลี่ยนตัวเลข เปลี่ยนโจทย์มันก็จะผิด สุดท้ายขอให้ทุกคน มี 3 สิ่ง 1. สติ 2. เหตุผล 3. ความดี และสังคมจะสงบสุขแน่นอน ฐิติพันธ์
--------------------------------------------------------------------------------------------
ขอกัดหน่อยนะท่าน
ไปนั่งฟังที่ทำเนียบมา2วัน
ขำเรื่อง เขาบอกว่าจะเอาปตท.คืนมาให้ได้ พอวันก่อนราคาน้ำมัน ลดลงมาหน่อย
เขาก็ทักว่า ราคาน้ำมันลดลงเพราะมันกลัวว่าพวกเราจะบุกไปเอาคืนถึงที่ !!
...ราคาน้ำมันลดเพราะพวกท่านหรือครับ??? ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลโกงประเทศจริงๆหรือเปล่า เพราะมันเห็นกันอยู่ว่า โกงกันทุกรัฐบาล แต่ประเด็นสำคัญคือ แกนนำม๊อบทั้งหลายทำเพื่อประเทศจริงๆหรือ???
ส่วนตัวคิดว่าการเมืองเป็นสิ่งสกปรก ไม่ควรยุ่งอย่างยิ่ง
ยิ่งไปเกี่ยวพัน จิตใจยิ่งเศร้าหมอง...
ปล. แกนนำม๊อบท่านนึง กล่าวประกาศ ว่า ตนนั้นเป็นพระสารีบุตรกลับชาติมาเกิด ตนนั้นบรรลุโสดาบันแล้ว... ผมสงสัยว่าเขาคงจะบ้าไปแล้วครับ พระสารีบุตรเป็น พระอรหันต์ เมื่อเข้านิพานแล้ว จะดับขันธ์ ไม่เกิดอีก ไม่ว่าภพนี้ หรือภพไหน ๆ ส่วนพระโสดาบัน คือ พระอริยะ ขั้นแรก เมื่อสำเร็จถึงขั้นนี้ได้ ก็จะเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติแล้วจะบรรลุเป็นพระอรหันต์
พระอริยะ แปลว่า ผู้ไกลจากกิเลสฯ หมดสิ้น ในคัมภีร์ท่านจึงแบ่งพระอริยะไว้ 4 จำพวก คือ (สักกายทิฐิ), ความลังเลสงสัย เช่น สงสัยว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จริงหรือเปล่า (วิจิกิจฉา) และความถือศีลและวัตรผิดเป้าหมายของศีลและวัตร เช่นรักษาศีลเพื่อหวังผลให้คนรู้ว่าตนเคร่ง เป็นต้น (สีลัพพตปรามาส) 2. พระสกคามี ละกิเลส 3 อย่างข้างต้นนั้นได้ และยังทำโลภ โกรธ หลง ให้เบาบางลงอีกด้วย 3. พระอนาคามี ละความกำหนัดในกาม (กามระคะ) และความกระทบกระทั่งใจ (ปฏิฆะ) ได้ 4. พระอรหันต์ ละกิเลส 5 อย่างข้างต้นได้ รวมกับอีก 5 อย่าง รวมเป็นละได้ครบ 10 คือ ความติดในรูปธรรมอันประณีต เช่น ติดในความสุขสงบอันเกิดจากสมาธิชั้นรูปฌาน (รูปราคะ), ความติดในอรูปธรรม เช่น ติดในอารมณ์แห่งอรูปฌาน (อรูปราคะ), ความถือตัว (มานะ), ความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) และความไม่รู้เท่าทันสภาวะ ไม่เข้าใจกฎแห่งเหตุปัจจัย
และอีกเรื่อง จากหนังสือสำนักสันติอโศก( ของแกนนำท่านนึง) อธิบายว่า.. ให้ตั้งพรรคการเมือง.... เฮ้อ.... ตามนั้นครับ 9月6日 สงครามเหนือใต้ กบฏงุงิ
บ้านเมืองไทยชั่วโมงนี้ ... น่าเบื่อครับ..
ขอพูดแบบคนกลางที่ใฝ่สันติ
รัฐบาลชุดนี้ แม้นจะมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่มีดีอะไรให้พูดถึงอยู่แล้ว
ออกไปก็น่าจะเป็นการดีกับทุกฝ่าย
ส่วนม๊อบ พันธมิตร ที่ดูเหมือนจะดี กับอุดมการณ์กู้ชาติ ..เจตนารมณ์ของแกนนำ และแนวร่วม ไม่บริสุทธิ เท่าไหร่
แก้แค้นส่วนตัว เสียผลประโยชน์ทางด้านการงาน เสียผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจ...หรือหวังผลประโยชน์อื่น ๆ ต่อพรรคพวก
ผมไม่อยากเห็นคนที่มีเจตนารมณ์บริสุทธิ์ ถูกกลุ่มคนเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือแก้แค้นส่วนตัวเลย
ยิ่งไม่ชอบเข้าไปอีก เมื่อกลุ่มพันธมิตรใส่เสื้อเหลือง
ซึ่งเป็นสีเสื้อที่คนไทยแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวง
คนรักประเทศ รักในหลวงอย่างผมทนไม่ได้ กับการแอบอ้างเพื่อให้ใช้ประโยชน์ส่วนตน..
ทั้งนโยบาย 70/30 (เลือกตั้งสามสิบ แต่งตั้งเจ็ดสิบ)
ผมได้รู้ถึงวิธีการบางอย่าง ทั้งแผนดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตร ที่ใช้แม้นกระทั่ง พระ
ใช้พระเป็นเครื่องมือ โดยตั้งสำนักวัดป่าอโศก ( ของท่านจำลอง) ตั้งตามพื้นที่ชนบท อิสาน เหนือ
โดยมีเจตนา ปลุกระดมความคิดคนให้มีความคิดคล้อยตาม พันธมิตร ฯ
เจตนาที่หลาย ๆ คนสร้างไว้ทำให้เมืองไทยวันนี้ แยกเป็นหลายสีหลายกลุ่ม ภาคใต้สีนึง ภาคอิสานสีนึง ฯ
เหมือนเมืองไทยจะแยกออกเป็น ไทยเหนือ ไทยใต้เลย
พูดไปแล้วยาว...ขอตัดเข้าเรื่องที่จรรโลงสมองหน่อยนะครับ
ปัญหาของสงครามการเมืองอเมริกา เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว มาจากเรื่องทาสครับ
ฝ่ายเหนือ ตั้งแต่เพนซิลวาเนียขึ้นไป เป็นพวกพ่อค้า นายห้าง ทำงานด้วยปากกาดินสอ ไม่ต้องใช้ทาส ก็เห็นว่า ควรเลิกทาส
ฝ่ายใต้ตั้งแต่เวอร์จิเนียลงมา เป็นชาวไร่ชาวนา ต้องใช้แรงงานจากทาส จึงต้องการมีทาส
ปัญหานี้ ตอนแรกต่างก็แจกแจงแสดงเหตุผลกันไปมา หาข้อยุติกันไม่ได้ เถียงกันไปๆ ถึงขั้นจับคู่ต่อยกันก็หลายคู่
ในเมืองแคนซัส พวกที่ต้องการเลิกทาสก็มีอยู่มาก
พวกชาวไร่ชาวนาต้องการทาส ก็ไม่น้อย ต่อปากต่อคำกันไปมา สงครามกลางเมืองฉบับย่อย ก็เกิดขึ้น..
ในบรรยากาศของความบาดหมาง ของฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ การเลือกประธานาธิบดีมีพอดี อับราฮัม ลินคอล์น
ผู้สมัครคนหนึ่ง อยู่ในฝ่ายนิยมเลิกทาส ชนะการเลือกตั้ง
ฝ่ายใต้ฝ่ายต้องการทาสแพ้ เห็นว่าคงจะอยู่ใต้คำสั่งประธานาธิบดีฝ่ายเหนือไม่ได้ เมื่อผู้นำเมืองเซาท์แคโรไลนา
ประกาศแยกตัวออกจาก สหรัฐฯ ผู้นำรัฐฝ่ายใต้หลายรัฐก็เฮโลเอาด้วย
เจฟเฟอร์สัน เดวิส ถูกเลือกเป็นประธานาธิบดีฝ่ายใต้...ใช้ รัฐธรรมนูญเหมือนกับฉบับของฝ่ายเหนือทุกมาตรา ยกเว้นมาตราเดียว
ให้คงการมีทาสไว้ได้
ว่ากันโดยกำลังคน ฝ่ายเหนือมีประชากร 21 ล้าน ฝ่ายใต้มี 5 ล้าน ไม่นับนิโกร ฝ่ายใต้คนน้อยกว่า อาวุธก็น้อยกว่า
แต่ความที่ เป็นชาวไร่ชาวนา ชาวป่า ชาวเขา จึงทรหดอดทน ขี่ม้าเก่ง ยิงปืนแม่น
เดวี่ ครอกเก็ต ตอนหลังถูกนำมาเป็นหนังทีวี ก็เป็นนักรบอยู่ในฝ่ายใต้
เมืองหลวงฝ่ายเหนืออยู่วอชิงตัน เมืองหลวงฝ่ายใต้คือเมืองริชมอนด์ ในเวอร์จิเนีย ห่างกันราวกรุงเทพฯ-ลพบุรี
รบกันเอาเป็นเอาตาย ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ
ผลการรบช่วงแรก ฝ่ายใต้ทั้งที่มีกำลังน้อยกว่า แต่รบเก่งกว่า รุกคืบหน้า
พ.ศ.2406 นายพลลี ฝ่ายใต้ นำทัพมาเหยียบแคว้นเพนซิลวาเนีย เหนือวอชิงตัน
เรียกว่า ประชิดติดเมืองหลวงฝ่ายเหนือ ฝ่ายเหนือก็อกสั่นขวัญแขวน
เคราะห์ดีที่ฝ่ายเหนือมีแม่ทัพที่ 5 ชื่อยอร์ช มีด รบเก่งมาก ตั้งป้อมสู้ยิบตาในสมรภูมิ เกต ติสเบิร์ก
ฝ่ายใต้ทำท่าจะชนะถึงสามครั้ง ครั้งสุดท้ายรบกันตะลุมบอน ผล...ฝ่ายใต้ก็กลับเป็นแพ้ แพ้ยับเยิน
ทหารห้าพันเหลือพันเดียว
ฝ่ายเหนือพลิกกลับมาเป็นต่อ 19 พ.ย.2406 ในวันพิธีสดุดีทหารหาญ ลินคอล์น ประธานาธิบดีฝ่ายเหนือ
ก็ได้กล่าวสุนทรพจน์ สำคัญ มีคนจำมาใช้พูดกันถึงวันนี้
รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
ฝ่ายเหนือดำเนินนโยบาย รัฐบาลของประชาชน ฯลฯ ทำสงครามต่ออีกสองปี จึงได้ชัยชนะยุติเป็นที่เด็ดขาด
สหรัฐฯซึ่งทำท่าจะแตกเป็นเหนือใต้ ก็รวมกันได้ กลายเป็นสหรัฐฯเดียว
บางบ้านเมืองสมัยปัจจุบัน เขาทำสงครามรูปแบบใหม่ ไม่ใช้กองทหารยิงปืนใหญ่ใส่กัน
ส่วนใหญ่ใช้กองทัพตัวแทนที่เป็นชาวบ้าน บุกยึดทำเนียบ ยึดถนน ยึดสนามบิน ยึดรถไฟ ไปตามเรื่อง
รบกันแบบนี้ จึงมีแค่คนเจ็บ ยังไม่มีคนตาย แต่ฝ่ายที่เป็นรองเขาร้องว่า ฝ่ายรุกไม่แฟร์ ใช้บ้านเมืองและประชาชนเป็นตัวประกัน
ผมขอภาวนาให้สงครามครั้งนี้จบเหมือนอเมริกา ไม่แยกเป็นไทยเหนือ ไทยใต้. 8月24日 กติกามวยไทย สันดารมวยไทย..
เป็นไปตามที่คิดไว้ ว่าสมจิตรได้ทอง มนัสสู้แรงวัวแรงควายไม่ไหวเลยได้แค่เหรียญเงิน...
สารภาพล่ะครับ ตอนดูมวยโอลิมปิก ผมไม่ได้ดูนักมวยต่อย...สักเท่าไหร่ ตามันจะไพล่จะไปดูที่ตัวเลข...คะแนน ดูมาแล้วหลายคู่ บางครั้งก็เห็นว่า นักมวยที่ขยันต่อยเอาๆ แต่ทำไมไม่ได้คะแนน
แต่นักมวยที่ถอยหลังตั้งหลัก นานๆจะสวนสักหมัด กลับทำคะแนนได้
ลงท้ายก็มักชนะ
ตอนแรกก็เข้าใจเอาว่า คนในวงการมวย คงดูออก หมัดไหน ได้คะแนน หมัดไหนไม่ได้คะแนน
ต่อมาก็ฟังว่าคนในวงการก็ไม่ค่อยแน่ใจ...เหมือนกัน
กติกามีว่า หมัดไหนถ้ากรรมการสามคน เห็นชัดๆเหมือนกัน กดพร้อมกัน คะแนนก็มี
ถ้าคนหนึ่งคนใดเกิดไม่เห็น แม้สองคนเห็นกดคะแนนให้ คะแนนก็ไม่มี
กติกานี้ ที่จริงก็ยุติธรรม ไม่น่ามีข้อถกเถียง
ผมกำลังจะประชด นักมวยจะต่อยเข้าเป้ามากน้อย แต่แพ้ ชนะอยู่ที่ตาและใจเทวดา เอ๊ย! กรรมการให้คะแนนสามคน
ก็พอมีเสียงบ่น แพ้ชนะมวยโอลิมปิกนัดนี้ ในส่วนที่มีคู่ มวยไทย กลับไปอยู่ที่กรรมการบนเวที
มวยไทยเราสามคู่ ถูกกรรมการบนเวที ซึ่งเป็นฝรั่งคนเดียวกัน ตัดแต้มคล้ายๆกันถึงสามคู่
ทำไม? จึงต้องเป็นกรรมการคนนั้น คนเดียวกันด้วย
ฟังตอนแรก ก็นึกในใจ งานนี้ไม่จีนก็ฝรั่งโกง แต่พอฟังต่อไป กลายเป็นคนไทยด้วยกัน
อยู่ที่เมืองไทยสอง อยู่ใกล้เวทีมวยเมืองจีนหนึ่ง แอบชักใยอยู่ข้างหลัง
ฟังต่อมาก็คิดได้ คนไทยด้วยกันเอง...โกง
ข้อสงสัย ไปไกลถึงขั้น นี่คือแผนล้มเก้าอี้ผู้บริหารใหญ่วงการมวยโอลิมปิกไทย...เลยทีเดียว
ผมเป็นแฟนมวย ประเภทนานๆดู สะดุดใจคู่ไหนก็ดู ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของวงการ ไม่อยากลงลึกว่า ความจริงเรื่องนี้อยู่ที่ไหน
ความจริง บางทีก็ไม่ต้องหาไกล อยู่ที่ใจคนในวงการ รู้ๆกันเอง
แต่ที่เป็นห่วงก็คือ กีฬา มีทั้งกฎ ทั้งกติกา ทั้งมารยาท วงการกีฬาใช่ว่าจะบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นทองเนื้อเก้า...
เคยมีปัญหากันมาทั้งนั้น
เพียงแต่ว่า เมื่อเกิดปัญหา แต่ทันทีที่กรรมการตัดสิน ผลก็ต้องเป็นไปตามกรรมการตัดสิน
ผมยังจำติดตาฟุตบอลโลก นัดที่อาร์เจนตินาได้แชมป์โลก ลูกที่มาราโดน่า ทำเข้าประตู เกิดจากมือ
คนทั้งโลกที่ดูถ่ายทอดสด เห็นกับตา เรียกประชดกันว่า
หัตถ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า
เมื่อกรรมการเป่านกหวีดให้เข้า ตามกติกา อาร์เจนตินาก็ชนะ
เพราะกฎกติกาเข้มแข็งอย่างนี้แหละครับ การแข่งขันกีฬาไม่ว่าจะมีปัญหาแค่ไหน ก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ ไม่เคยหยุดชะงัก
เรื่องบ๊องๆทำนอง เมื่อกรรมการตัดสินไม่ถูกใจ ก็ต้องล้มกรรมการทั้งคณะซะเลย
ปล่อยให้เป็นเรื่องของการเมือง บางบ้าน เมือง...
ที่ดูจะรักนายรักพวกมากกว่าสุขทุกข์ของผู้คนในบ้านเมือง...เขาทำกันไป
ผมนึกถึงเพลง กีฬาๆเป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน...
ถ้าวงการกีฬาจะเสื่อมหนักหนาถึงขั้น ไม่มีใครเชื่อใครได้...ก็น่าจะเปลี่ยนเนื้อเพลงบางตอนเสียใหม่ ..
กีฬาๆเป็นยาวิเศษ เพิ่มกองกิเลสทำให้คนไม่ใช่คน. 8月18日 สี่ยอดหญิงงาม สี่ยอดหญิงงาม
ในจำนวนหญิงงามนับร้อยในประวัติศาสตร์จีนนั้น อาจารย์ ถาวร สิกขโกศล บอกว่า ที่ยอมรับกันว่าเป็นสุดยอดของสาว งาม มีอยู่สี่คน
คนแรก ไซซี เล่าขานกันว่า สมัยที่ยังอยู่ชนบท ทุกครั้งที่ เธอไปอยู่ริมน้ำผูหยางเจียง เชิงเขาจู้หลัวซาน ไม่ว่าจะซักผ้า
ฟอกด้าย หรือเล่นน้ำ ฝูงปลามักจะมาเบียดเสียดกันชมโฉม จนลืมแหวกว่ายจมลงก้นแม่น้ำ
หลังเธอถูกคัดเลือกจากแคว้นเว่ย์ ส่งไปให้อ๋องแคว้นหวู ใช้มายาหญิง เบียดเอาซุนวู
เจ้าตำรับ พิชัยสงคราม 13 บท หลุดจากเก้าอี้แม่ทัพ ล่มแคว้นหวูได้
ภาพของไซซีที่ถูกจิตรกรวาด ส่วนใหญ่จะอยู่ในชุดกระโปรงยาว คลุมถึงปลายเท้า
หญิงงามอันดับสอง หวางเจาจิน เริ่มต้นเป็นนางในของฮั่นหยวนตี้...เมื่อเธออาสาไปรับ บทสมานฉันท์ เป็นชายาผู้นำแดนซุงหนู
ภาพของเธอถือผีผา (กระจับปี) บนหลังม้า...งดงามถึงขั้น นกตกจากฟ้า...เพราะลืมบิน
ข้อน่าสังเกต ทุกภาพหวางเจาจินที่จิตรกรเขียน มักมีผ้าคลุมไหล่
ส่วนเตียวเสี้ยน...หญิงงามอันดับสาม คนงามในเรื่องสามก๊ก...
อาจารย์ถาวรบอกว่า เตียวเสี้ยน เป็นตัวละครสมมติที่เขียนขึ้นใหม่ ไม่มีตัวจริงในพงศาวดารจีน
แต่เรื่องชิงรักระหว่างลิโป้ ตั๋งโต๊ะ ก็ฝังใจคน...จนดูประหนึ่ง เตียวเสี้ยนมีตัวตนจริงๆ
ความงามของเตียวเสี้ยน วันที่เธอออกมาไหว้พระจันทร์ เล่าขานกันว่า พระจันทร์อาย หลบเข้าหมู่เมฆ
ภาพที่ถูกเขียนหรืองิ้วเอาไปเล่น เตียวเสี้ยนมักใส่ตุ้มหูหยก
หญิงงามอันดับสี่ หยางกุ้ยเฟย อาจารย์ถาวรใช้คำว่า นงรามงามล่มชาติ
ในสมัยพระเจ้า ถังสวนจง ยามที่เธอย่างกรายเข้าอุทยาน
ดอกโบตั๋น ราชินีแห่งดอกไม้...เห็นโฉมเธอ ก็หุบกลีบซบดอก เพราะ “บ่อาจขันประชันนาง”
ภาพของหยางกุ้ยเฟย...มักเขียนไว้ในลีลาท่วงท่ากำลังอาบน้ำในสระหัวซิง สระน้ำพุร้อน
ทั้งสี่สาวงามนี้ จึงมีคำพังเพยถึงความงามชนิดไร้เทียมทานว่า
ปลาจม นกร่วง จันทร์หลบ และมาลีสยบ
ความงามเหล่านี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของมนุษย์ และเมื่อจินตนาการให้งามแสนงามแล้ว
มนุษย์อีกนั่นแหละที่มักจินตนาการ ด้านตรงข้าม
ไซซี ผู้ชอบกระโปรงยาว...จึงเจอข้อหา...มีเท้าโต จึงต้องสวมกระโปรงยาวคลุมเท้า หวางเจาจิน...
ถูกมองว่า ไหล่เธอลาดลู่ไม่สมตัว จึงต้องหนุนไหล่ แล้วใช้ผ้าคลุมช่วย
เตียวเสี้ยนถูกหาว่า เพราะปลายใบหูเธอเล็กและสั้น จึงต้องเติมด้วยตุ้มหูหยก
ส่วนหยางกุ้ยเฟย...ลีลาอาบน้ำ...ทำให้เธอเจอข้อหามีกลิ่นตัวแรง ต้องขยันอาบน้ำชำระกลิ่น
ทั้งยังต้องประดิษฐ์แป้งหอม...ฟุ้งจรุงใจ ขึ้นมาเป็นตัวช่วย
ไม่ว่าเรื่องสี่ยอดหญิงงาม จะจริง 7 เท็จ 3 เหมือนสามก๊กหรือไม่
แต่อ่านแล้วก็ได้แง่คิด ทุกสิ่งในโลกนี้ ล้วนมีสองด้าน...
หากมีด้านงาม อีกด้านก็มักอัปลักษณ์
ใครที่คิดจะทำการใหญ่ เล็งด้านดีเอาไว้ ไม่ควรลืมด้านร้าย โดยเฉพาะด้านที่ส่งผล ต่อสังคมบ้านเมืองด้วยครับ. 7月26日 นิทานไทย ศรีธนญชัย
เป็นคู่ลับสมองประลองปัญญากับพระราชา
ผมมีหนังสือ เซียงเมี่ยง จอมกะล่อน ศรีธนญชัย...ฉบับลาว เปรม ตัง แปลและเรียบเรียงไว้ หลายเรื่อง
ศรีธนญชัย ทำให้พระราชาขัดใจ บางเรื่องทำให้ขายหน้า
เช่นเรื่อง ไล่ตีสาวสนม...แค่สาวสนมยังไม่หนักหนา พระราชาทรงทนได้
เมื่อออกพระโอษฐ์ว่า ไม่อยากเห็นหน้า วันหนึ่งก็ทรงเห็นศรีธนญชัยขุดหลุมเอาหัวลงหลุม
ถวายก้นรับเสร็จ ก็ยังทรงเห็นเป็นเรื่องขบขัน
มาถึงเรื่องหลอกพระราชาลงหนองน้ำ...ทำท่าจะหนักข้อ จนมาถึงเรื่อง หลอกพระราชากินขี้นกแร้ง
แม้จะอยู่ในกรอบของการเล่นทดสอบสติปัญญา
แต่ก็แสดงว่า ศรีธนญชัยแม้จะฉลาดหลักแหลม แต่ขาดสัมมาคารวะ
ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
เรื่องสุดท้าย...ในศรีธนญชัย ฉบับลาว พระราชาทนลีลา
ศรีธนญชัยไม่ไหว ส่งข้าวต้มมัดใส่ยาพิษไปให้กิน...
เรื่องจบลงตรงศรีธนญชัย ซ้อนแผนฆ่าให้พระราชาตายตาม
ส่วนศรีธนญชัย ฉบับไทย...ศรีธนญชัยไม่ตาย พระราชาก็ไม่ตาย สมัยยังเล็กๆ
แม่เล่าให้ฟังหลายเรื่อง เรื่องศรีธนญชัย อิจฉาผ่าท้องน้อง...ได้ยินแล้วก็คาใจมาแต่สมัยนั้น
คนที่ทำไม่รู้ประสีประสา ฆ่าน้องร่วมไส้ได้ ไม่น่าจะใช่คนดี
หลายเรื่องศรีธนญชัย เป็นทั้งคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย บางเรื่องก็เป็นคนดี เมื่อเข้าตาจน ทุกเรื่องจบลงตรงเอาตัวรอดมาได้
เรื่องหนึ่งที่เด็กสมัยนี้ คงพอจำกันได้ “ฉันไม่อยากเป็น”
วันหนึ่ง ศรีธนญชัยทำให้ให้พระราชาพิโรธมาก สั่งให้ทหารจับตัวใส่กรงเหล็กไปขังไว้ชายตลิ่ง ตอนที่น้ำลง
ถ้าน้ำขึ้นเต็มที่เมื่อไร กรงเหล็กจมน้ำ ศรีธนญชัยก็ต้องตาย
ก่อนยอมรับโทษ ศรีธนญชัยทูลขอเครื่องทรงพระราชา วางไว้บนกรงเหล็ก พระราชาก็ให้
เวลาที่อยู่ในกรง ศรีธนญชัยก็เอาแต่ตะโกนเสียงดังได้ยิน ไปทั่วท้องน้ำว่า
“ฉันไม่อยากเป็นๆๆ”
ก่อนที่น้ำจะขึ้น...เรือสำเภาพ่อค้าต่างเมืองก็แล่นผ่านมา ได้ยินเสียงตะโกน ก็หยุดเรือถาม
ศรีธนญชัยบอกว่าถูกเคี่ยวเข็ญให้เป็นพระราชา แต่ไม่ยอมเป็น
พ่อค้าฟังแล้ว ช่วยกันแหกกรง เอาตัวศรีธนญชัยออกมา เอาตัวเข้ากรงเหล็กแทน
แล้วก็ตะโกนว่า ฉันอยากเป็น เพราะเชื่อว่าจะได้เป็นพระราชาจริงๆ
ศรีธนญชัย เรื่องนี้ จบลงตรงศรีธนญชัยเอาตัวรอดได้อีกครั้ง และไม่ได้เล่าต่อว่า
พ่อค้าต่างเมืองผู้แสนจะโง่เขลาเบาปัญญาผู้นั้น ถูกน้ำท่วมตายในกรงเหล็ก...หรือเปล่า?
ข้อคิดที่ได้จากนิทาน...ก็คงมีว่า...ขึ้นชื่อว่าคน ทุกคนอยากมีอำนาจวาสนา...
เพียงแต่ความจริงมักมีว่า คนที่อยากเป็น ลงท้าย มักไม่ได้เป็น
ส่วนคนที่ปากบอกว่าไม่อยากเป็นๆ ถึงเวลาก็มักจะได้เป็นขึ้นมา...จริงๆ. 6月7日 สุขเป็นก็เป็นสุข สุขเป็นก็เป็นสุข
ในหนังสือ เพื่อนนอกเพื่อนใน ชยากโรภิกขุ ศิษย์หลวงปู่ชา สอนไว้ตอนหนึ่งว่า มนุษย์เป็นสัตว์เจ้าปัญหา
ทะเยอทะยานดิ้นรนแทบตาย เพื่อสิ่งที่ตนเชื่อว่าเป็นสุข
แต่ไม่เคยใคร่ครวญว่า ความสุขคืออะไรกันแน่
สิ่งที่เราต้องการเดี๋ยวนี้ จะให้ความสุขแก่เราจริงอย่างที่คิดหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน
จะมีผลกระทบต่อคนอื่น และต่ออนาคตของเราอย่างไรบ้าง
ความทุกข์ที่เราเกลียดและกลัวที่สุดนั้น เกิดจากเหตุปัจจัยอะไร เราแก้ถูกวิธีหรือไม่
ชาวพุทธมากมาย ถือว่า ความร่ำรวย การมีอำนาจ ชื่อเสียง ยศถาบรรดาศักดิ์ ความพรั่งพร้อมด้วยวัตถุ
คือยอดความสุข ความคิดอย่างนี้ ท่านเรียกว่ามิจฉาทิฐิ
เพราะจะเป็นเหตุของการประพฤติที่เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเอง ต่อสังคม และต่อสิ่งแวดล้อม
ความสุขที่ว่า เป็นแค่ความสุขระดับล่าง ย่อมมีทุกข์ไม่มากก็น้อย เจือปนอยู่เสมอ
สังคมใดเต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ นิยมการอวดฐานะ บ้ายี่ห้อ ให้เกียรติคนรวย โดยไม่สนใจว่ารวยมาอย่างไร
สังคมที่ถือการเป็นเจ้าคนนายคน คือการประสบความสำเร็จในชีวิต
โดยไม่พิจารณาความประพฤติ ถือว่าผู้เป็นใหญ่เป็นโต ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎของสังคม
สิ่งเหล่านี้ แสดงอาการของสังคมที่วิปริตทางทิฐิ คือคิดผิดทั้งสิ้น
ทุกคนในโลก ต้องการความสุขเพราะอะไร เพราะทุกคนรู้สึกว่ายังได้ไม่พอ
ที่เคยได้แล้วก็ดีอยู่ แต่ยังไม่ดีที่สุด ความสุขที่เคยได้ พอผ่านไปก็เหลือแต่ความทรงจำ จึงอยากได้อีก
จิตใจของผู้ที่ยังไม่ได้เข้าถึงธรรม มีความพร่องเป็นนิจ หิวอยู่ตลอดเวลา
ท่านชยากโรภิกขุ ประชดว่า คนเหล่านี้ ต่อไปอาจต้องขอพึ่งพระรัตนตรัยใหม่ ที่ไม่เป็นศรี...
รัก ชัง สรณัง คัจฉามิ สตางค์ สรณัง คัจฉามิ โอหัง สรณัง คัจฉามิ ฯลฯ
ความสุขที่พระพุทธเจ้าสอนมีหลายอย่าง นอกจากความสุขสามัญ ควรหาความสุขที่เกิดจากคุณงามความดี
และความสุขอันประเสริฐที่เกิดจากการเป็นอิสระจากกิเลส
จะมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ต้องกังวล
มนุษย์อยากสุข แต่ไม่รู้จักสุข อยากหนีทุกข์ แต่ไม่รู้จักทุกข์ สุ่มสี่สุ่มห้าเดินคลำไปคลำมาในความมืด
เอาความหวังในความสุขข้างหน้าเป็นที่ปลอบใจ
บางคนอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้ช่วยเนรมิตให้ความมืดกลายเป็นความสว่าง
แต่พระพุทธศาสนาสอนว่า โยม...มันสว่างอยู่แล้ว ไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าวที่ไหนหรอก
ลืมตาก็จะเห็นเอง
คำสอนตอนนี้ ท่านชยากโรภิกขุ ตั้งชื่อว่า สุขเป็นก็เป็นสุข ส่วนคำสอนสำหรับคนที่เป็นทุกข์
ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ที่อยู่ในม็อบหรือทุกข์เพราะอยู่ในทำเนียบ ท่านเน้นไว้ในปกหลังของหนังสือ...
เพื่อนเอย...อย่าให้มีการเปรียบเทียบอยู่ในใจ อย่าให้มีการแข่งขันอยู่ในใจ
ให้ถือว่าทุกคนเป็นเพื่อน เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าเราคิดให้มาก มันก็มาก
คิดว่าเป็นคนไทย เป็นฝรั่ง เป็นคนนั้น คนนี้ มันแยกออกมาก
มันสับสน แต่มันรวมอยู่ที่ว่า เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกคนเกิดมาแล้ว ก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ด้วยกันทั้งหมด
ไม่มีใครในโลก ควรแก่การโกรธ ไม่มีใครในโลก ควรแก่การเบียดเบียน และไม่มีใครในโลก ควรแก่ความรังเกียจ
6月1日 พรหมวินาศธรรม เทศนาจาก ว.วชิรเมธี
"เวลานี้...สังคมไทยกำลังเกิดวิกฤติผู้ใหญ่ในบ้านเมือง"
ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย สถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพแห่งการตื่นรู้สู่อิสรภาพ บอก
ผู้ใหญ่ที่เป็นหลักของบ้านเมืองถูกดึงมาสนองเกมการเมืองจนมอมแมมไปตามๆกัน
ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ราษฎรอาวุโส นายแพทย์อาวุโส พระชั้นผู้ใหญ่ นักคิดนักวิชาการ ปัญญาชนชั้นนำ
“แม้กระทั่งสถาบันเบื้องสูง ก็ถูกนำมาใส่สีตีไข่...”
ท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า วิกฤติผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไทยเวลานี้
เกิดขึ้นมาจากการที่ผู้ใหญ่หรือผู้ที่อยู่ในฐานะจะต้องวางตนเป็นผู้ใหญ่ ล้วนแล้วแต่ขาดพรหมวิหารกันทั้งนั้น
ต่างฝ่ายต่างก็เมามันในอำนาจราชศักดิ์ ผลประโยชน์ ธนบัตร และตกอยู่ท่ามกลางอคติ จนหลงลืมธรรมะ...
คนอินเดียแต่โบราณเชื่อกันมาว่า...“พระพรหม” เป็นเทพผู้ทรงฤทธาศักดานุภาพ
สามารถสร้างดินสร้างฟ้า สร้างมนุษยชาติและสรรพชีพ... สรรพสัตว์
พร้อมทั้งยังทรง “ลิขิต” เส้นทางของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงให้เป็นไปตามที่ทรง “เขียนบท” เอาไว้ให้อีกต่างหาก
ด้วยแนวความเชื่อเช่นนี้ จึงก่อให้เกิดแนวคิด “พรหมลิขิต” ขึ้นมาในโลก ซึ่งแนวคิดนี้เท่ากับปฏิเสธว่า
“มนุษย์ไม่มีเจตจำนงเสรีในการเลือก วิธีดำเนินชีวิตของตนเอง”
“มนุษย์เป็นเพียงหนูทดลองในห้องทำงานของเทพเจ้าที่ชื่อ...พระพรหมเท่านั้น” ท่าน ว.วชิรเมธี ว่า
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาในโลกแล้ว ทรงเห็นว่า ความเชื่อเช่นว่านั้นไร้สาระ
จึงทรงสถาปนาแนวคำสอนที่ว่าด้วยการสร้างโลก สร้างชีวิต ของมนุษย์ และสรรพสิ่งขึ้นมาใหม่
ทรงเน้นว่า พระพรหมนั้นใครๆก็เป็นได้ ถ้ามี...พรหมวิหารธรรม 4 ประการ อันประกอบด้วย
1. เมตตา ความรักอย่างฉันมิตรกับสรรพชีพสรรพสัตว์ทั่วทั้งโลก
2. กรุณา ความมีใจสงสารในยามที่เห็นเพื่อนมนุษย์-เพื่อนร่วมโลกตกทุกข์ได้ยาก
3. มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีมีความสุข
4. อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง เมื่อเห็นคนขัดแย้งกับธรรมะ หรือคนขัดแย้งกับหลักการ
“ปล่อยให้ธรรมะ...หลักการหลักกฎหมายทำงานไปตามความเป็นจริง
โดยคนไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการทำงานของธรรมะ”
ท่าน ว.วชิรเมธี ยกตัวอย่าง นาย ก. ยิงคนตาย ผู้เป็นพ่อแม้จะรักลูกอย่างไร
แต่ก็ปล่อยให้ตำรวจจับ นาย ก. เข้าคุกตามกฎหมาย โดยไม่วิ่งเต้นช่วยเหลือ
เพราะถือว่า นาย ก. ผิดจริง จึงควรได้รับกรรมที่ตนก่อด้วยตนเอง
อาการวางใจเป็นกลางอย่างนี้แหละ ที่เรียกว่า “อุเบกขา”
พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า พรหมวิหารธรรมนี้ เป็นหลักธรรมที่ใครก็ตามประพฤติตนแล้ว
คนนั้นก็สามารถเป็น “พระพรหมผู้สร้างโลก” ได้
โลกในที่นี้หมายถึง ชีวิตของปัจเจกบุคคล หรือโลกที่หมายถึงมนุษยชาติที่อยู่ร่วมกันในโลกก็ได้
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ใครมีพรหมวิหารธรรม คนคนนั้นก็สามารถสร้างสรรค์บันดาลโลกให้น่าอยู่ได้
ท่าน ว.วชิรเมธี ย้ำว่า คำว่า “พรหม” นั้น นอกจากแปลตรงตัวว่า “พระพรหม” แล้ว ท่านยังให้แปลว่า “ผู้ใหญ่” ได้อีกด้วย
พรหมวิหารธรรม จึงแปลว่า ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้ใหญ่
อาจแปลให้ร่วมสมัยได้อีกว่า ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้นำ ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้บริหาร
ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้มีศักยภาพในการสร้างสรรค์บันดาลโลก
ประยุกต์ให้สอดคล้องกับสังคมไทย พรหมวิหารธรรม ควรแปลว่า ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง
ในสังคมไทยยามนี้ ใครทำท่ามีธรรมะหรือมีจริยธรรม จะกลายเป็นคนพันธุ์พิเศษ ซึ่งตกสมัย และล้าหลัง
สภาพการณ์อย่างหนึ่งซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การเป็นคนดีเป็นเรื่องเชยก็คือ เดี๋ยวนี้...
คนไทยยอมรับคนโกงได้อย่างสบายๆ โดยไม่รู้สึกว่าเป็นคนที่น่ารังเกียจแต่อย่างใด
เมื่อคนไทยส่วนใหญ่ขาดพรหมวิหารธรรม แล้วถามว่า พวกเขามีธรรมะอะไรเข้ามาแทนที่?
“ก็ตอบได้ว่า ตอนนี้คนไทยหันหลังให้พรหมวิหารธรรม แล้วพากันมาสมาทาน พรหมวินาศธรรม กันหมดแล้ว”
พรหมวินาศธรรม แปลว่า ธรรมอันนำมาซึ่งความวินาศของผู้เป็นใหญ่ในบ้านเมือง 4 ประการ คือ
1. บ้าอำนาจ
2. ฉ้อราษฎร์บังหลวง
3. หลอกลวงประชาชน
4. มืดมนกินกามเกียรติ
บ้าอำนาจ หมายถึง กระหายอำนาจรัฐ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะเข้าครอบครองอำนาจรัฐ
ซึ่งเมื่อได้อำนาจรัฐแล้ว แทนที่จะนำไปสู่การทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน กลับกลายเป็นจะก่อให้เกิดการ
ฉ้อราษฎร์บังหลวง หมายถึง การประพฤติทุจริต มิจฉาชีพ ปล้น ชิง ฉก ฉวย
เอาทรัพยากรของประเทศชาติบ้านเมืองไปเป็นของตนเองอย่างหน้าด้านไร้ยางอาย
ไม่คำนึงว่าคนอื่นจะได้รับผลกระทบอย่างไร ขอให้ตนเองรวย รวย รวย ล้นฟ้าก็พอแล้ว
หลอกลวงประชาชน หมายถึง ผู้ใหญ่ในแผ่นดินจำนวนมากของเมืองไทยในช่วงหลายสิบปีมานี้
โดยมากทำงานการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของ ตนเองและพวกพ้อง จนก่อให้เกิดสภาพธนกิจการเมือง
แต่ทั้งๆที่ตนทำงานการเมืองเพื่อเอื้อต่อภาคธุรกิจของตนแท้ๆ ทว่าถึงกระนั้นก็ยังคงอ้างว่า
งานการเมืองที่ทำไปทั้งหมดนั้นก็เพื่อพี่น้องประชาชนเท่านั้น
ประชาชนจึงถูกหลอกไม่รู้จบสิ้น
ประการสุดท้าย มืดมนกินกามเกียรติ หมายถึง ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพากัน
หันหลังให้จริยธรรม มุ่งวัดความสำเร็จในชีวิตของตนและของสังคมด้วยการประเมินกันที่
ใครมี กิน กาม เกียรติ มากกว่าคนนั้น นับว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จ
“เราจึงได้เห็นนักการเมืองจำนวนมากอยากเป็นรัฐมนตรีเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล
หรืออยากติดยศทางทหารหรือตำรวจ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเป็นเจ้านายใหญ่โต เหนือกว่าคนทั้งปวงเท่านั้น”
หลายปีมานี้นักการเมืองผู้ใหญ่จำนวนมากพากันไปลงทะเบียนเรียนหนังสือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ
เพื่ออยากได้ปริญญา อันแสดงให้สังคมเห็นว่าตนก็มีการศึกษากับเขาเหมือนกัน
ด้วยค่านิยมที่ถือกันว่า การมีปริญญาหลายสาขาและยิ่งสูงยิ่งมีเกียรติ
จึงก่อให้เกิดอาการขายตัวแลกเกรด และเรียนหนังสือเพื่อเอาหน้ามากกว่าเอาปัญญา
การศึกษาของไทยเลยกลายเป็นพาณิชยศึกษา เพื่อสนองตัณหาของคนบ้าเกียรติ
นักเรียนบางคนก็บ้าเกียรติตามผู้ใหญ่ พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังไม่ได้ถึงกับผูกคอฆ่าตัวตาย ก็เคยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว
“ต้องยอมรับว่า เวลานี้พรหมวินาศธรรมกำลังแผ่ครอบงำสังคมไทยอย่างกว้างขวาง
หากเราไม่ร่วมกันล้มล้างค่านิยมที่ผิดๆเช่นนี้ออกไปจากสังคมไทย...
คงเป็นการยากที่เราจะสถาปนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความร่มเย็น เป็นสุขเช่นในอดีตได้อีก”
ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ทิ้งท้าย
5月26日 รู้สึกดี ๆสิ่งที่แข็งที่สุด.. เอาชนะได้ด้วย..สิ่งที่อ่อนที่สุด
เมื่อประตูบานหนึ่งปิด.. อีกบานหนึ่งก็เปิด.. แต่บ่อยครั้ง..ที่เรามัวแต่จ้องประตูบานที่ปิดจนไม่ทันเห็นว่า...มีอีกบานที่เปิดอยู่ อย่ามัวค้นหา..ความผิดพลาด จงมองหา..หนทางแก้ไข อารมณ์ขัน..เป็นสิ่งยอดเยี่ยมที่สุด..ที่ช่วยรักษาสิ่งอื่นได้... เพราะทันทีที่เกิดอารมณ์ขันความรำคาญ..และความขุ่นข้องหมองใจ..จะหายไป กลับกลายเป็น.. ความเบิกบานแจ่มใส..ของจิตใจเข้ามาแทนที่
อย่ากลัว..ที่จะนั่งหยุดพัก..เพื่อคิด
1 นาที..ที่คุณโกรธ เท่ากับ..คุณได้สูญเสีย 60 วินาทีแห่งความสงบในจิตใจ..ไปแล้ว หนทางเดียว..ที่จะรักษาภาพพจน์ได้..คือ..การซื่อสัตย์..ตลอดเวลา ผู้ชนะ..ไม่เคยลาออก และผู้ลาออก..ก็ไม่เคยชนะ ออกซิเจน..สำคัญต่อปอดเช่นไร ความหวัง..ก็เป็นเช่นนั้นต่อความหมาย..ของชีวิต การมีชีวิตอยู่นานเท่าใด..มิใช่..สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญ..ก็คือ .มีชีวิตอยู่อย่างไร เราเข้าใจชีวิต..เมื่อมองย้อนหลัง..เท่านั้น แต่..เราต้องดำเนินชีวิต..ไปข้างหน้า
ไม่มีสิ่งใด..ช่วยให้คุณ..ได้เปรียบคนอื่นมากเท่ากับ..การควบคุมอารมณ์..ให้สงบนิ่ง..อยู่ตลอดเวลาในทุกสถานการณ์ ความอดทน..คือ..เพื่อนสนิท..ของสติปัญญา พรสวรรค์ยิ่งใหญ่..ของมนุษย์ คือ .การที่เราสามารถ..เอาใจเขามาใส่ใจเราได้ ในธรรมชาติ..ไม่มีสิ่งใดดีพร้อม แต่ทุกอย่าง..ก็สมบูรณ์แบบในตัวเอง ต้นไม้..อาจบิดเบี้ยวโค้งงอ..อย่างประหลาด แต่ก็ยังคง..ความงดงาม...
5月18日 ขำเล็กระหว่างทำงานวันก่อนมีโอกาสได้คุยกับลูกค้า กับลูกสาวของเขา
เป็นลูกครึ่งไทยอเมริกา อายุ 7 ขวบ น่ารักมากกก พ่อไทย แม่ฝรั่ง
พูดภาษาไทยปนอังกฤษ ฟังพอรู้เรื่อง แต่สำเนียงน่ารักจริง ๆ
คุยกันสักพัก ด้วยความที่ผมสงสัยเล็ก ๆ เลยถามน้อง ( หลาน ) ว่า
" หนูนับถือศาสนาอะไรครับ "
ลูกสาวเขาตอบว่า
" หนู พุทธบ้าง คริสบ้างค่ะ "
ผมถามต่อว่า
" แล้วนับถือแบบไหนมากกว่ากัน "
ลูกสาวเขาตอบว่า
" อืม.......ไม่รู้เหมือนกัน บางวันพ่อก็พาไปเที่ยววัด บางทีมำ (แม่ )ก็พาเข้าโบส์ถร้องเพลงค่ะ "
ผมจึงถามพ่อเขาว่า
" แล้วมีปํญหาเรื่องความคิดกันบ้างรึเปล่าครับ "
แต่พ่อเขาไม่ทันตอบ
ลูกสาวพูดแทรกขึ้นมาว่า
" มำเป็นคนเคร่งศาสนามาก กลางคืนตอนอยู่ในห้องนอน หนูได้ยินมำตะโกนว่า God god ( พระเจ้า พระเจ้า ) บ๊อยบ่อย... "
!!!!!......................
เฮ้อ ... นั่งพิมพ์อยู่นี่ยังขำกับความคิดเด็กนั่นอยู่เลยครับ
5月11日 เหนือจอมเทพ เหนือจอมเทพ
คติโดยรวมของศาสนาฮินดู มี 3 จอมเทพผู้ยิ่งใหญ่ ผลัดกันทำหน้าที่ครับ
พระพรหม เป็นผู้สร้างโลก พระนารายณ์ บริหารโลก เมื่อใดใครมาทำให้โลกเดือดร้อน
ท่านก็อวตารมาปราบยุคเข็ญ ส่วนพระอิศวรนั้น มีหน้าที่ทำลายโลกเมื่อสิ้นกัลป์
พระอิศวรจึงมีสามตา ตาที่สามอยู่ระหว่างคิ้ว เรียกว่า ตาไฟ ประลัยกัลป์ ลืมตานี้เมื่อไหร่
โลกทั้งโลกไหม้เป็นจุณมหาจุณ
ที่จริงองค์เทพท่าน เมื่อแบ่งหน้าที่กันเรียบร้อย ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่ก้าวก่ายกัน
เรื่องที่ยุ่งนุงนัง น่าจะมาจากลูกศิษย์ ที่มักคุยโม้โอ้อวดกันว่า อาจารย์ฉันแน่กว่า
ไปๆมาๆ ฤทธานุภาพของแต่ละเทพ ก็เริ่มไม่เท่ากัน
พระพรหมมีก่อนพุทธกาล นับถือกันมั่นคงหลังพุทธกาล ...
เมื่อมีพระอิศวร พระนารายณ์ ศิษย์สองจอมเทพนี้เริ่มมีมากขึ้น วันนี้ เป็นนิกายใหญ่ ไศวนิกาย และไวษณพนิกาย
ขณะที่พระพรหมยังไม่มีนิกาย ศิษย์พระพรหม ก็น้อยลงๆ วันนี้ ในอินเดียเอง เทวาลัยพระอิศวร พระนารายณ์มีนับไม่ถ้วน
เทวาลัยพระพรหม มีอยู่ไม่กี่แห่ง
บทบาทหน้าที่พระพรหมกว้างขวางใหญ่โตมาก...สร้างโลกแล้ว
ยังสร้างมนุษย์ สัตว์ และทุกสรรพสิ่ง คนเราจะดีจะชั่ว ยากจนหรือมั่งมี ทุกข์หรือสุข เป็นอำนาจที่พระพรหมบันดาลให้เป็นไป
ชะตาชีวิตคนจะเป็นเช่นไร เกิดขึ้นมาได้เพียง 6 วัน พระพรหม ท่านลิขิตไว้แล้วบนหน้าผาก
เรียกว่าพรหมลิขิต
คัมภีร์นี้ถือว่าพระพรหมยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน แต่คัมภีร์ ที่พวกนับถือพระอิศวรเขียนว่า เมื่อโลกยังว่างเปล่า...
พระเวททั้งหลาย ประชุมรวมกันเป็นพระผู้เป็นเจ้า ทรงพระนามว่า พระอิศวร
พระอิศวรเอาพระหัตถ์ลูบพระอุระ แล้วสะบัดออกไปเบื้องหน้าพระพักตร์ เกิดเป็นพระอุมา...พระมเหสี
สองพระองค์ปรึกษากัน จะสร้างสวรรค์หรือพระสุเมรุก่อน พระอุมาแนะว่า สร้างจอมเทพองค์ใหม่
มาช่วยสร้างดีกว่า พระอิศวรเอาพระหัตถ์ซ้ายลูบพระหัตถ์ขวา บังเกิดเป็นพระนารายณ์เป็นเจ้า
แล้วเอาพระหัตถ์ขวา ลูบพระหัตถ์ซ้าย บังเกิดเป็นพระพรหม
คัมภีร์ฝ่ายพระนารายณ์ ขณะที่พระนารายณ์บรรทมหลับอยู่เหนือบัลลังก์อนันตนาคราช ในเกษียรสมุทร
พระพรหมถือกำเนิดจากดอกบัว ที่โผล่ออกมาจากพระนาภีพระนารายณ์
ถ้าอ่านทุกคัมภีร์ ทุกจอมเทพก็ผลัดกันเป็นใหญ่ แบบทางใครทางมัน ศิษย์ใครศิษย์มัน
ศิษย์ใครมากกว่า อาจารย์ก็ใหญ่กว่า
เรื่องของ 3 จอมเทพผู้ยิ่งใหญ่...ยังเกทับบลัฟกันไปมา... อย่างนี้ ในโลกมนุษย์
ที่มีปกติวิสัยฉกชิงอำนาจกันและกัน...จึงไม่ ต่างกัน ยังหาหลักเกณฑ์เป็นข้อยุติไม่ได้...
ผ่านยุคขวาพิฆาตซ้าย แขวนคอต้นมะขามสนามหลวง เอาลิ่มตอกอกศพ ที่เหลือหนีระหกระเหินเข้าป่า 6 ตุลาฯ 2516 มาแล้ว
ถ้าวันนี้ ฝ่ายซ้ายจะยอมหมอบราบคาบแก้ว ให้แกนนำฝ่ายขวามาชี้นิ้วอีก...อีกครั้ง...ก็คงต้องทำใจ
การเมืองเปลี่ยนทุกอย่างได้...ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร ไม่มีฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาถาวร สิ่งเดียวที่ยิ่งใหญ่ถาวร ก็คือเงิน.
5月4日 แบบทดสอบความโง่ แบบทดสอบความโง่ (กวนดีนะ)
ข้างล่างนี้คือคำถาม 4 ข้อ
คุณต้องตอบคำถามเหล่านี้ ในทันทีที่อ่านจบ ห้ามใช้เวลา และห้ามแอบดูคำตอบก่อน
มาลองพิสูจน์ดูว่าคุณฉลาดแค่ไหน คำถามแรก คณิตศาสตร์แสนซน
หมายเหตุ: กรุณาใช้สมองคิด อย่าทดหรือกดเครื่องคิดเลขล่ะ ตั้งด้วย 1000 บวก 40 เข้าไป จากนั้นบวกด้วย 1000 อีกที แล้วก็บวกด้วย 30 แล้วบวกด้วย 1000 แล้วบวก 20
จากนั้นบวก 1000 อีกที แล้วก็บวก 10 คำตอบคือ? ได้ 5000 หรือ? คำตอบที่ถูกคือ 4100 ไม่เชื่อเหรอ ลองกดเครื่องคิดเลขดูสิ ดูท่าวันนี้ไม่ใช่วันของคุณแหงๆ
คำถามข้อที่สอง
คุณเข้าร่วมในการแข่งขัน คุณแซงคนที่สองตำแหน่งของคุณตอนนี้คือ? คำตอบ ถ้าคุณตอบว่าคุณอยู่อันดับแรก คุณผิดอย่างแรง!
ถ้าคุณแซงคนที่สองคุณก็อยู่ในอันดับของเขา คุณก็อยู่ที่สองสิ! ทิ้งสมองไว้ที่บ้านหรือจ๊ะ?
คำถามข้อที่สาม ถ้าคุณแซงคนสุดท้ายล่ะ คุณจะอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่?
คำตอบ ถ้าคุณตอบว่าอยู่อันดับรองโหล่ คุณก็ผิดละอีกทีนึง บอกหน่อยคุณจะแซงคนสุดท้ายได้ยังไง? มาถึงคำถามข้อสุดท้ายแล้วมั้งใช่มะ?
พ่อของ Mary มีลูกสาว 5 คน: 1. Nana, 2. Nene, 3.Nini, 4. Nono. คนสุดท้องชื่อว่าอะไร? คำตอบ Nunu? ไม่ มันผิดแน่ๆ
คนสุดท้ายชื่อ Mary สิ ลองกลับไปอ่านคำถามอีกครั้ง ขำ ๆ นะครับ 4月26日 ข้าวแพง ข้าว (ปลา) ของจริง
เมื่อคืนหลังจากว่ายน้ำเสร็จก็ออกมาสั่งอาหารร้านเดิม ๆ ข้าวหมูแดง ข้าวหน้าเป็ด บะหมี่เกี๊ยว ฯ
ร้านนี้คนมากินแทบไม่ขาด ทั้ง ๆ ที่อยุ่ในซอย แถมให้ทั้งข้าวและกับเยอะ ยังราคาคงเดิม
เท่าที่ผมสำรวจมา ร้านอาหารแถวบ้านผม
เหลือร้านนี้เพียงร้านเดียวที่ยังคงราคาเดิม ปริมาณเท่าเดิมด้วย
ตอนเด็ก ๆ ผมทานข้าวหมูแดงจานละ 3 บาท จนปัจจุบัน แถวบ้านผม ขายจานละ 30 แล้ว...
ในหนังสือนิทานชาวไร่ เล่ม 11 น.อ.สวัสดิ์ จันทนี บันทึกเรื่องระเบิดปรมาณูลูกแรก ที่ญี่ปุ่น
เมื่อเช้าวันที่ 6 สิงหาคม 2488 เอาไว้ น่าสนใจมาก
คุณณรัฐ วิโรจน์เพชร นักเรียนทุนกองทัพเรือ ที่กำลังฝึกงานอยู่ในฐานทัพคูเร ห่างฮิโรชิมา สี่สิบกว่า กม.
เห็นแสงปรมาณูแปล๊บผ่านช่องลม ห้องทดลองโลหะ
และทันใดนั้น แผ่นดินก็สะท้านสะเทือนราวครึ่งนาที ทุกคนในบริเวณนั้นหูอื้อตาลาย
ตอนนั้น ไม่มีใครรู้เหนือรู้ใต้ กลัวตึกจะพังทับก็วิ่งหนีกันออกมา มองไปทางฮิโรชิม่า
เห็นควันสีเทา รูปเรียวเป็นลำตาลยอดด้วน (ตอนบ่ายจึงเป็นรูปเห็ด) ลอยคว้างกลางอากาศ
คนที่อยู่นอกอาคาร เล่าว่า ก่อนเห็นควัน เห็นแสงวาวๆวับๆเหมือนเกล็ดกระดาษเงินกระดาษทอง
สะท้อนแสงแดดอยู่เต็มท้องฟ้า
ต่อมาวิทยุกระจายเสียงประกาศว่า อเมริกาทิ้งระเบิดแบบใหม่ใส่ฮิโรชิม่า
อีก 3 วันต่อมา เมืองนางาซากิ ก็โดนเข้าอีกลูกหนึ่ง
คุณณรัฐเป็นห่วงเรือโทฮายาชิ เพื่อนนายทหารร่วมฝึกงาน ไปตระเวนตามหาที่ฮิโรชิม่า
เห็นสภาพบ้านเมืองหลังถูกระเบิด ปรมาณูกับตา แต่หาเพื่อนไม่พบ ก็กลับมาฝึกงานต่อ
15 ส.ค. องค์จักรพรรดิ ทรงประกาศให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ สถานการณ์นั้น
ผู้คนทั้งญี่ปุ่นก็ปั่นป่วนรวนเร คุณณรัฐเองก็ต้องเดินทางไปรายงานตัว ต่อทูตทหารเรือ ที่โตเกียว
นั่งรถไฟก็ไม่ต้องตีตั๋ว พักโรงแรมระหว่างทางก็ไม่ต้องจ่ายเงิน มีข้าวปั้น 3 ปั้น ถั่วเหลืองคั่ว 1 ถุงเล็ก
เป็นอาหารกันตาย ดั้นด้นไปจนถึงสถานทูต ทุกชีวิตในสถานทูตอยู่ได้ด้วยของกินของใช้แบบปันส่วน
ทูตทหารเรือไทยได้น้ำมันใช้เดือนละ 160 ลิตร รถยนต์จึงแทบไม่มีวิ่งบนถนน
ข้าวสารเดิมถังละ 15 เยน เจอปรมาณูเข้าไป 2 ลูก ราคาถีบไปถังละ 1 พันเยน
คุณณรัฐบอกว่า สำหรับคนทั่วไป เงินแทบจะไม่ใช้ประโยชน์ อะไรเลย แต่สำหรับพวกทูต
ยังพอจะเอาไปซื้อของกินของใช้ได้ จากห้างร้านที่กำหนดให้
ที่เมืองโยโกฮาม่าอยากกินหมู...ก็ต้องหอบเงินไปซื้อจากฟาร์มชาวไร่ ตอนแรก ชาวไร่ก็รับเงิน
แต่นานๆเข้า ชาวไร่ก็ไม่เอาเงิน ถามว่า จะเอาอะไรเล่า! เขาก็ชี้มาที่เสื้อ
เป็นอันว่า หน้าหนาว ชาวไร่อยากได้เสื้อ ก็ต้องกลับมาหาเสื้อจากสถานทูตไปยื่นให้
จึงได้หมูมากินที่โตเกียว
สถานการณ์นี้ ได้พิสูจน์แล้วว่า เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลา อาหาร ต่างหาก เป็นของจริง
พ.ศ.2490 ประเทศไทย ประเทศผู้ผลิตข้าว แต่ชาวบ้านต้องเข้าคิวซื้อข้าว ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง
ทำให้ จอมพล ผิน ชุณหะวัณ ตัดสินใจทำรัฐประหาร
ที่คือเหตุการณ์...ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว และไม่แน่ว่า เมื่อไหร่? จะเกิดขึ้นอีก
สถานการณ์วันนี้ ข้าวไทยราคาแพงครับ...แพงมากในต่างประเทศ ผมหวังว่า
รัฐบาลนี้คงมีวิธีบริหารจัดการ หาเงินเข้าประเทศได้มากๆ พร้อมกับทำให้คนไทยมีข้าวกินในราคา...ไม่แพง
หากเผลอไผล ปล่อยให้ข้าวไทยรั่วไหลไปเมืองนอก ไม่พอขายในประเทศ...
คนไทยกินข้าวแพง หรือต้องเข้าคิวซื้อข้าว ทหารไทย หัวใจแบบ จอมพลผิน...ก็คงไม่ยอม
เรื่องแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ที่ฮึ่มๆกันตอนนี้ ผมว่าเป็นแค่มายา
ส่วนเรื่องข้าวนี่ล่ะ ต้นเหตุปฏิวัติรัฐประหาร...ของจริง. 4月20日 สงกรานต์51 บุญ 8.33%
ชีวิตผ่านมา 30 สงกรานต์หรือถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ย อายุคนในปัจจุบันคือ 60ปี คงได้ครึ่งหนึ่งของชีวิตแล้ว...
ลองย้อนไป อายุ 1-5 ขวบ ผมยังไม่รุ้เดียงสา คงยังไม่ทันได้เล่นน้ำเป็นแน่
บ้านเก่าผม แถวสาธุประดิษฐ์ที่อยู่ในสมัยนั้น เรียกว่าชานเมืองกรุงเทพฯ ยังมีการปลูกผัก ปลูกไร่กันข้างถนนอยู่มากมาย ผ่านไปไม่กี่ปีก็เปลี่ยนจากไร่ผักเป็นตึกแถว หมู่บ้านจัดสรร.. ช่วง 6-16 ปี เล่นน้ำกันตามปกติ บางปีอาจรุนแรงบ้าง โดยใช้น้ำใส่ถุง หรือลูกโป่งปากันเลยทีเดียว
เล่นสนุกไปวัน ๆ สมัยนั้นผมว่า เด็กโตช้ากว่าสมัยนี้เยอะ สมัยนี้ อายุ 13-15 อาจมีแฟนมีลูกมีเมียแล้วมั้ง ( ผมดูจากคนงานผมนะ) ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมยังวิ่งเล่นขำ ๆ อยู่เลย เข้ามหาลัย อายุ 17-21 ปี ชีวิตสงกรานต์ค่อนข้าง เมามาย เที่ยวกลางคืน สาดน้ำ มั่วไปทั่ว .. เฮไหน เฮนั่น
อายุ 22 - 24 เรียนจบ ทำงาน แต่ยังเล่นน้ำ เฮฮา หัวทิ่มอยู่ดี ช่วงอายุ 25-30 นี่เองครับ สงกรานต์ถึงเริ่มเข้าวัดทำบุญ...
มานับจริง ๆ ชีวิตสงกรานต์เริ่มทำบุญได้ 5 ปี ถ้าคิดเป็น % สงกรานต์ก็ทำดีแค่ 6 ปี หรือ 20 % เท่านั้นเอง มองแล้วเหมือนกับเรามีบุญน้อยจังเลย สงกรานต์ปีก่อน ๆ ได้บวชพรามห์ถือศีล แบบ คุณ กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธุ์
รดน้ำผู้ใหญ่ พระ เณร ฯ ปี 49 สงกรานต์ได้บวชพระ ปฏิบัติหน้าที่แบบสงฆ์.. ปี 51 นี้ ไม่ได้บวชอะไรเลย แต่ได้พาพ่อ ไปบวชพรามห์ ถือศีลนั่งสมาธิ เจริญวิปัสนา และทำบุญอื่นๆ อีกมากมาย
ดูแล้วเหมือนธรรมดาไม่มีอะไร แต่กว่าลากใจท่านมาได้นั้น ลำบากยิ่ง เพราะท่านเป็นคนเป็นคนพุทธ ที่ไม่ค่อยนับถือ ศาสนาพุทธ ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญ เชื่อแต่ตนเองเท่านั้น... ผมดีใจ อิ่มใจมาก เหมือนเราทำบุญมาหลายปี แต่มันก็ไม่อิ่ม เท่าพาคนที่เรารักมาสร้างบุญด้วย
ถึงพ่อผมจะกระด้างในธรรมบ้าง แต่โดยรวมแล้วถือว่า ^_^ ที่หนึ่งเลยครับ กลับจากสงกรานต์ ผมได้ไปรดน้ำ พ่อแม่ และยายผม กราบขอพร แถมมีสัญญาณบอกถึงความอบอุ่น มั่นคงในครอบครัวมากขึ้นด้วย มันแปลกดีเหมือนกันที่สมัยก่อน ผมชอบสาดน้ำ หลง เที่ยว เชี่ยวเล่นไปเรื่อย...
ปัจจุบันนี้ ไม่ชอบความวุ่นวาย เท่าไหร่ เห็นคนเยอะ ๆ แล้วอึดอัด.. เหมือนเราขับรถที่ต่างจังหวัด ขับอย่างสบาย ๆ พอเข้าตัวเมืองทีไร รถติดหงุดหงิดทุกที จากสงกรานต์ที่ผ่านมา 30 สงกรานต์ของผม ถ้าคิดแบบสมการเป็นการกระทำของคนในแต่ละวันแล้ว
วันหนึ่ง คุณทำอะไรบ้างใน 24 ชั่วโมง ทำงาน คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงแฟน กิน นอน อิจฉาเพื่อน คิดเที่ยว จะหลอกคนนั้น นินทาคนนี้ ฯลฯ เคยมีเพื่อนมาพูดบอกว่า ผมทำบุญมากไป งมงายเกินไปรึเปล่า แค่ถือศึล5ก็พอแล้วมั้ง ?
( ถ้านับตามหลักศาสนาพุทธแล้ว การถือศึล5 เป็นเพียงการรักษาความเป็นปกติ ธรรมดาเท่านั้น... ไม่ได้บุญ และไม่บาป
ถ้าอยากได้บุญ ต้องทำเกินไปกว่านั้น ถ้าต่ำกว่านั้นถือเป็นบาป....การกระทำก็ประกาอบด้วยกริยา 3 อย่า กาย วาจา ใจ นั่นคือ ในกรรมแต่ละกรรมจะประกอบด้วยการกระทำทั้ง 3 กาย คือการลงมือทำ วาจาคือพูดว่าจะทำ ใจคือจิตที่คิดจะทำ เช่น เราฆ่ามด 1 ตัว โดยไม่ได้เจตนา มดตัวนั้นตาย
ถามว่า เราต้องใช้กรรมนั้นมั้ย ตอบว่า ต้องใช้ครับ เหมือนเราเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต แล้วเดินไปชนแก้วน้ำตกแตกโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ถือว่าเราต้องใช้เป็นธรรมดา ยกเว้นแต่ทางซุปเปอร์เขาไม่เอาความครับ
มดตาย โดยที่เราไม่มีจิตจะไปฆ่าและวาจา ใจไม่ได้พูดหรือคิดอะไร ความผิดน่าจะเป็น 33.33 % หรือคุณคิดดี จะทำบุญนั่นนี่ แค่คิด ปิติเกิด ก็ได้บุญแล้วครับ.... ) ถ้าวิเคราะห์ออกมาต่อวันแล้ว ผมไหว้พระสวดมนต์วันละ 20 -60 นาที คิดดีบ้างประมาณ 60 นาที
ที่เหลือก็ทำงาน หรือกิจกรรมอื่น ๆ + คิดนั่นคิดนี่ไปเรื่อย น่าจะได้บุญประมาณไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน หรือเพียง 8.33 % เท่านั้นเอง... แล้วท่านล่ะเคยมองดูตัวเองแล้วยังว่าวันหนึ่ง วันหนึ่ง คิดดี คิดชั่ว ทำอะไรบ้าง มากน้อยอย่างไรครับ...
4月6日 ดีชั่วตัวทำ ดีชั่วตัวทำ
อ่านคอลัมน์คลายใจ ในนิตยสารแพรว ฉบับกุมภาพันธ์ แล้วก็ไม่แปลกใจ ทำไม ชื่อของท่าน ว.วชิรเมธี จึงเป็นชื่อ ที่ทำให้หนังสือธรรมะเป็นหนังสือขายดี
คุณวัชราพรถามว่า การปลูกไม้มงคล เช่น ไม้มะยม เพื่อเพิ่มความนิยม ไม้ขนุน เพื่อจะได้มีคนอุดหนุน
ไม้ชัยพฤกษ์ เพื่อจะได้มีชัย จะส่งผลให้ชีวิตของคน
เราเป็นไปตามชื่อต้นไม้ ที่ปลูก..หรือเปล่า ช่วยแก้เคล็ดจากร้าย ให้กลายเป็นดีหรือไม่
ท่าน ว.วชิรเมธีตอบว่า ชื่อต้นไม้ชนิดต่างๆ มนุษย์เรานี่เองตั้ง ตัวต้นไม้ไม่เคยรู้สักนิดว่า มันเป็นไม้มงคล หรือไม้อัปมงคล
ความเป็นไม้มงคล เป็นเพียงสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้น
ในเมื่อมันเป็นสิ่งสมมติ จึงไม่มีอิทธิพลที่จะส่งผลให้คนเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
ท่าน ว.อธิบายต่อว่า หากเราเป็นคนเลว ต่อให้ปลูกต้นมะยมเต็มพื้นที่หน้าบ้าน
ก็คงไม่ช่วยให้กลายเป็นคนเลวที่น่ารักขึ้นมาได้
และหากการปลูกต้นขนุน ทำให้มีแต่คนอุดหนุน ป่านนี้ หลังบ้านของนักการเมืองทั้งหลาย คงเต็มไปด้วยต้นขนุน
สิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นหรือเลวลง ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก
หากแท้ที่จริงแล้ว ล้วนแต่เกิดจากปัจจัยภายในเป็นสำคัญ
นั่นคือ เมื่อเราทำชั่ว ชีวิตก็เป็นอัปมงคล
ต่อให้เปลี่ยนเป็นนายสิริมงคล แต่หากไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากคนชั่วเป็นคนดี
การเปลี่ยนภายนอกก็ไม่ช่วยอะไร
และเมื่อเราทำดี ชีวิตก็จะเป็นสิริมงคลโดยตัวของมันเอง ไม่ว่าจะมีคนหรือไม่มีคนเห็นก็ตามที
ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์เป็นผู้กำหนด ชะตากรรมของตนเอง เหมือนที่มีพุทธศาสนสุภาษิตว่า
กมฺมุนา วตฺตตี โลโก (กำมุนาวัตตะตีโลโก) สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามการกระทำ (กรรม)
เราทำอย่างไร ชีวิตของเราก็เป็นอย่างนั้น ดังหนึ่งคนก่อกำแพง ยิ่งก่อก็ยิ่งขึ้นสู่ที่สูงตามกำแพง
คนขุดบ่อน้ำ ยิ่งขุดก็ยิ่งต่ำลงไปอยู่ในบ่อ
กล่าวให้สั้นที่สุด ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการ กระทำทางกาย วาจา และใจของเรานั่นเอง
เราเลว ต่อให้ปลูกไม้มงคลแก้เคล็ด ชีวิตก็คงไม่ดีขึ้น และหากเราดี
ต่อให้ไม่มีไม้มงคลอยู่ในบ้านสักต้น อะไรๆในชีวิตก็ต้องดีอยู่วันยังค่ำ
วิสัชนามายืดยาว เกรงญาติโยมจะจำไม่ได้ ท่านจึงสรุป... ขอให้จำง่ายๆว่า
ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว
อ่านคำสอนของท่าน ว.วชิรเมธีแล้ว...ต้องยอมรับครับ... จับใจเหลือเกิน อยากให้หลาย ๆ คนได้อ่านบ้างครับ
|
|
|