個人檔案Notes on insight meditat...相片部落格清單更多 ![]() | 說明 |
|
|
5月18日 ขำเล็กระหว่างทำงานวันก่อนมีโอกาสได้คุยกับลูกค้า กับลูกสาวของเขา
เป็นลูกครึ่งไทยอเมริกา อายุ 7 ขวบ น่ารักมากกก พ่อไทย แม่ฝรั่ง
พูดภาษาไทยปนอังกฤษ ฟังพอรู้เรื่อง แต่สำเนียงน่ารักจริง ๆ
คุยกันสักพัก ด้วยความที่ผมสงสัยเล็ก ๆ เลยถามน้อง ( หลาน ) ว่า
" หนูนับถือศาสนาอะไรครับ "
ลูกสาวเขาตอบว่า
" หนู พุทธบ้าง คริสบ้างค่ะ "
ผมถามต่อว่า
" แล้วนับถือแบบไหนมากกว่ากัน "
ลูกสาวเขาตอบว่า
" อืม.......ไม่รู้เหมือนกัน บางวันพ่อก็พาไปเที่ยววัด บางทีมำ (แม่ )ก็พาเข้าโบส์ถร้องเพลงค่ะ "
ผมจึงถามพ่อเขาว่า
" แล้วมีปํญหาเรื่องความคิดกันบ้างรึเปล่าครับ "
แต่พ่อเขาไม่ทันตอบ
ลูกสาวพูดแทรกขึ้นมาว่า
" มำเป็นคนเคร่งศาสนามาก กลางคืนตอนอยู่ในห้องนอน หนูได้ยินมำตะโกนว่า God god ( พระเจ้า พระเจ้า ) บ๊อยบ่อย... "
!!!!!......................
เฮ้อ ... นั่งพิมพ์อยู่นี่ยังขำกับความคิดเด็กนั่นอยู่เลยครับ
3月29日 ตรวจใจ & สหายธรรม number one ตรวจใจ
คือ ตรวจคลายความวิตกจริตส่วนตัว...
วานนี้ผมไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดและสบายใจ แต่ไม่สบายกระเป๋าเท่าไหร่... เพราะเข้าโรงพยาบาลเอกชน ก่อนหน้านั้นหมอคลีนิค แถวบ้าน และที่อื่น ๆ บอกมาว่ามี%เป็นโรคพุ่มพวง S L E สูง ทำให้เราคิดมาก... แต่...สุดท้ายก็เป็นแค่ ผื่นแพ้อะโทปิก ( ผื่นแพ้ทางพันธุกรรม ) และผนังจมูกบวม + กระดูกจมูกบิ่นใน
อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่นปวดข้อเข่า อ่อนเพลียร่างกาย ผื่นแพ้บนใบหน้า น้ำหนักลด ฯ เกิดจาก
ผื่นแพ้เป็นทางพันธุกรรมจาก DNA จริง แต่ไม่ใช่โรค SLE ปวดข้อเข่าและข้อต่าง ๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกายผิดท่า เส้นเอ็นยึด อักเสบ อ่อนเพลียร่างกาย เกิดจาก ขณะนอน หายใจรับอ๊อคซิเจนได้ไม่เพียงพอ และ มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ Sleep apnea
ตื่นมาจะยังเพลียอยู่ กล้ามเนื้อเปลี้ย ง่วงซึม ( สมอง พักผ่อนไม่เพียงพอ ขณะหลับ ) เนื่องจาก ผนังภายในจมูกบวม และ กระดูกอ่อนในจมูกปิ่นมาปิดทางเดินหายใจบางส่วน... ผลตรวจเลือดอื่น ๆ นั้นดีเลิศประเสริฐศรี ตรวจมาไม่เป็น S L E ก็สบายใจแล้ว
เพราะก่อนหน้านี้ไปถามที่อื่นมา ก็หาว่าเราเป็น SLE ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจอย่างละเอียด ทำให้ค่อนข้างวิตกจริตอยู่พักนึง ... รายการแพทย์ต่าง ๆ ที่ออกมาในโทรทัศน์นั้นผมมองว่าเหมือนดาบสองคม ที่เป็นประโยชน์
คือให้เราไวตัวทันรักษาแต่เนิ่น ๆ และโทษที่ทำให้เราวิตกจริต บางคนคิดมากน้อยไม่เท่ากัน ส่วนผมนั้นมีหมอ พยาบาล มา ไซโค อยู่หลายคนเลยหวั่นไหวอยู่พักนึง... แต่ก็ดีตรงที่เราได้รู้ว่าเป็นอะไรแน่ชัด ตรวจตั้งแต่ X-Ray ธรรมดา X-Ray com ทั่วร่างกาย
อุลตร้าซาว์ด ( อายมาก เพราะ หมอน่ารัก แถมต้องถลกกางเกงลงซะต่ำ ) ตรวจแผนก รูมาตอย แผนก ตาหูคอจมูก ตรวจเลือดสารพัดรายการ ตรวจปัจสะวะ อุจาระ ฯ ค่าตรวจ ยังไม่รักษา 1 วัน 1 คืนราคา 30,000 บาท เหลือทอนไม่เท่าไหร่
เข้าโรงพยาบาลเอกชนดีตรงที่ว่าไม่ต้องรอคิว ไม่ต้องเสียเวลานาน รู้ผลทันใจ
แต่ราคาต่างกับ โรงพยาบาลรัฐหลายเท่านัก แต่แอบเคืองหมอทุกที่ ตั้งแต่หมอแผนโบราณถึงหมอปัจจุบัน
พยายามถามอาการเราซักไซ้เหมือนสงสัยว่าเราจะเป็นเอดส์ยังไงยังงั้น...555
สหายธรรม number one
แอบเคือง ( อีกแล้ว )เพื่อนคนนึง ที่ความคิดเปลี่ยนไปมาก ทั้ง ๆ
ที่เป็นเพื่อนคนแรกที่ชวนผมเข้าไปปฏิบัติธรรม นั่งกรรมฐานสมาธิ และทำบุญต่าง ๆ
วันก่อนได้โทรฯพูดคุยกัน เพื่อบอกบุญเขาให้มาร่วมงานบวชผม รวมถึงคุยถามสารทุกข์สุขดิบ เรื่องหน้าที่การงาน และเรื่องอื่น ๆ...
ผมได้อนุโมธนาสาธุกับเพื่อนเรื่องที่เขายังปฏิบัติธรรมตลอดเรื่อยมา
ทั้งวิปัสนาสมาธิ ฯ เขาว่าสถานที่ปฏิบัติปัจจุบันนั้นค่อนข้างเคร่ง และจริงจัง
ปัจจุบันหน้าที่การงานเขาก็ดูมีโอกาสรุ่ง จากอดีตที่เคยเป็นหนี้สินมากมาย
ก็สามารถหมุนเงิน ปันลุยธุรกิจขึ้นมาได้อย่างดี จากบริษัททำสินค้าส่งแบบ แมส ( ขายจำนวน + สินค้าเกรดข้างถนน ) OEM ( รับสั่งตาม order จากบริษัทใหญ่ ) จนปัจจุบันทำแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา ขายในเซ็นทรัลเวิร์ด เอ็มโพเรียม สยามพาราก้อน...และห้างชั้นนำต่าง ๆ... เขาพูดจาด้วยคารมที่เฉียดเฉียนจิตใจ ผมเข้าใจว่า คนที่ประสบความสำเร็จ
จะทำ จะพูดอะไรก็ดูดี เหมือนจะถูกไปหมด
เพราะถ้าเป็นเขาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่ต้องบอกว่า เคราะห์ซ้ำกรรมซัด และไม่พูดอะไรแบบนี้แน่ ๆ ...
มีคำนึงที่ผมอึ้งกับความคิดเขา... เปรยว่า อะไรที่เป็นปัญหาทางธุรกิจต้องแก้ไข
ผมจึงถามเรื่องพ่อแม่เขาที่ไม่ค่อยลงเอยทางความคิดกัน เขาตอบว่า " อย่าหาว่าอกตัญญู อะไรเลยนะ ถ้าพ่อแม่เป็นปัญหา ก็ต้องจำกัดทิ้งออกไป..."
ซึ่งปัจจุบันเพื่อนผมส่งพ่อแม่เขาไปอยู่ต่างจังหวัดกันสองคนตายาย...
ผมเข้าใจเพื่อนผมส่วนนึงว่า เขาเป็นดีไซน์เนอร์ ต้องมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ( อัตตา EGO ) และอีกคำพูดว่า "สิ่งที่กูทำ มันเป็นกิเลส คงปรึกษาหาความกับทางธรรมไม่น่าจะเป็นผลดีต่อธุรกิจ" ( และอีกมากมายคำพูดที่เฉียดเฉียนใจ แบบตะวันตก... ครั้นเราจะไปพูดแนะนำ ก็เกรงว่าจะเสียเพื่อนเปล่า ๆ ) กับคนที่บอกว่า ตนเองยังปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ทั้งวิปัสนา สมาธิ ฯ และนี่คือผลของคนที่ปฏิบัติธรรมอีกรูปแบบนึง ซึ่งคิดแต่จะปฏิบัติให้ตนเองสบายเท่านั้น
เหมือนคนดีด้านเดียว ที่ดีแต่สังคมส่วนตัวภายนอก ภายในกับพ่อแม่ และตนเองนั้น ยังอีกไกลนัก...
3月9日 บ่นนิ๊ดดด บ่นหน่อย..
วันก่อนจะไปตรวจร่างกายที่รพ.
เพราะหลัง ๆ นี้ร่างกายได้ส่งสัญญาณแปลก ๆ ออกมาถี่ขึ้น ทั้งร่างกายอ่อนเพลีย ซึม แน่นหน้าอก หายใจติดขัด (เวลานอน) ผื่นขึ้นหน้า ปวดเหมื่อยร่างกาย ปวดข้อ โรคที่ผมเป็นก็ไปรักษามาหลายที่แล้ว เริ่มตั้งแต่ผื่นแพ้ เป็นมา 10กว่าปี และเนื่องจากอาการที่ผมเป็นจะ เป็น ๆ หาย ๆ ผมเลยทนทายาไปเรื่อย ๆ
แต่ช่วง 3 ปีหลังมานี่ รู้สึกว่า จะเป็นเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจมากขึ้น เช่นหายใจไม่ออกอิ่ม แน่นหน้าอก เลยตั้งใจอยากตรวจดูให้ละเอียดว่าเราเป็นอะไรกันแน่ ทำไมมันเป็นนานจัง
ทีแรกคิดว่าจะไปรักษาที่ รพ.พญาไท หรือ รพ.พระราม9 แล้วนึกขึ้นได้ว่า ข้างบ้าน(แม่)เรา
ก็มีหมอเก่งๆ อยู่ 2 คน ทั้งสามีภรรยา .. พอบอกอาการให้ฟัง ( เขามาตรวจผมพร้อมกัน 2 คนเลย ) สรุปว่าผมเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง
ซึ่งผมแอบขำในใจสงสัยหมอคงมีมุข (ฟังชื่อแล้วฮาเนอะ แต่ไม่น่าเป็น) และพอหมอผู้ชายพูดติงว่า
อาการที่ผมเป็นน่ะ มี 4 อาการที่คล้ายโรคพุ่มพวง SLE
เท่านั้นแระ ผมชะงักเลย แต่ไม่กลัวเท่าไหร่ ( แต่ไม่ประมาทนะ ) แค่คิดว่าถ้าจะไปขอให้ไปเร็ว ไม่ต้องทรมานนาน
หมอทั้งสองเลยแนะนำให้ผมลองไปตรวจเลือดอย่างละเอียดที่รพ.ดูอีกที โรคนี้เป็นภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นลึกในระดับ DNA ไม่ติดต่อ แต่ลูกหลานหรือเหลนอาจเป็นได้ เพราะเป็นโรคทางพันธุกรรม
มาสังเกตก็วันนี้เอง ที่พี่ชายผมก็เป็นแบบผม 1 อาการ แม่ผมเป็นแบบผม 1 อาการ แต่ทั้งสองเป็นแค่ 3 ใน10ที่ผมเป็น
เหมือนกับ DNAแกะดำ นั้น มาตกที่ผมเยอะหน่อย เคยทำสกินเทส ที่รพ.ศิริราชมา อยากรู้ว่าตัวเองแพ้อะไรกันแน่ เทสทั้งอาหาร 18 ชนิด และอากาศไรฝุ่น ฯ 20ชนิด
ผลคือ ผมไม่แพ้อะไรเลยสักอย่าง หมอบอกว่าเป็นภูมิแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ผลก็ยังไม่แน่ว่าเป็นโรค SLE เสมอไป เพราะปลายเดือนคงไปตรวจให้ระเอียดอีกรอบ แพ้ภายนอกนี่ยังหาทางป้องกัน หลีกเลี่ยงได้ แต่แพ้ภายในนี่ ไม่ต้องหนีไปไหนเลย... กรรมชัด ๆ
ปล. ตอนแรกคิดจะศึกษาโรคเหล่านี้ให้มากขึ้น แต่ก็ไม่อยากอ่าน อ่านมากแล้วใจตก ทำตัวธรรมดาไปเรื่อย ๆดีกว่า.. กินดี อารมณ์ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ น้ำถึง ก็โอเคแระ อึ๋ยส์สสส 1月4日 รับปีใหม่ 51สวัสดีปี Golden Micky 2551 ครับผม ปีใหม่ปีนี้ไปเที่ยวไหนกันมาบ้างครับ แฮปปี้มีสุขกันรึเปล่า ปีนี้พยากรณ์ไว้ขำ ๆ เลย...อย่างที่รู้กันว่า พรรคพลังประชาชนจะได้เป็นรัฐบาลแล้ว ก้ต้องมีเทคนิค อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ เศรษฐกิจอย่างแน่นอน มุขเก่า ที่ทำให้เงินคงคลังแทบเกลี้ยง ซึ่งมีผลทำให้เศรษฐกิจ ปีนี้ จนถึง ปีหน้า จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ ที่ผมเคยเขียนไว้เมื่อเดือน สิงหา 50 ว่า บรรหารอาจได้เป็นนายก ซึ่งก็ไม่แน่ครับ เพราะคนส่วนมากที่เลือกพลังประชาชน เขาไม่ค่อยชอบสมัครเท่าไหร่กัน คุณทักษิณ คงได้ส่งคุณ ญ อ้อ มาคุมเกมส์แทนอย่างแน่นอน จบข่าว (to be continue thai x )
วันที่ 1 มค. ยังได้ไปช่วยสวดรับปีใหม่กับวัดแห่งหนึ่ง ในต.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี (จำชื่อวัดไม่ได้ )
เป็นวัดที่เงียบสงบ มีเจดีย์ตั้งอยู่บนยอดเขา ด้านล่างเป็นกุฏิ สุขา ถ้ำ (สำหรับพระภิกษุ มาปักกลด ) และที่ไม่ธรรมดาของวัดนี้อีกอย่างคือ เจดีย์ที่สร้างขึ้นบนยอดเขา เป็นฝีมือของพระ จำนวน 5 รูป ยอดเขาสูงประมาณ บันไดปกติ 500 ขั้น (สักตึก20 ชั้น ) ภายในบรรจุรอยพระพุทธบาท ฯ พระต้อง แบก อิฐ แบกหิน ปูน ทราย ขึ้นไปสร้าง ที่หนักสุดก้เป็นเครื่องโม้ เครื่อง ผสมปูน น่าอนุโมธนาแท้ ผมเห็นบันไดทางขึ้นแล้ว นึกในใจว่า แบกไปได้ยังไง ทางชันมาก
ปัจจุบันสร้างสมบูรณ์ 92.5% เหลือเพียงตกแต่ง ติดกะเบื้องภายนอก นิดหน่อย และวัดนี้ เขาสวดมนต์รับปีใหม่ 9 วัน 9 คืน ติดต่อกัน ตั้งแต่วันที่ 24 ธค. 50 - 2 มค. 51
มีพระมาสลับสับเปลี่ยนกันมากมาย กลุ่มวัดผม ก้ได้ไปสวดแค่ ชม. กว่า ๆ เพราะต้องมีกิจกรรมอย่างอื่นทำต่อ ...
ลืมบอกไปว่า ผมจะบวช พระ อย่างพร้อมใจ ในวันเสาร์ที่ 12 เมษายน 2551 นี้ด้วยครับ ที่บอกว่าพร้อมใจคือ ผมเคยบวชพระมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ ครั้งแรกนั้น ปี 41บวชอย่างขอไปที ตั้งใจบวช สัก 70% บวชในวัดที่กทม. แต่ปฏิบัติตัวยังไม่ดี ไม่เหมาะเลยครับ บวชครั้งที่สอง ปี 49 บวชที่วัดสมเด็จเจริญ จ.กาญจนบุรี บวชครั้งนี้ ผมอยากบวช 100 %
แต่สภาพแวดล้อม ไม่ชวนบวช คือ พ่อแม่พึ่งรับรู้ว่าผมจะบวช เมื่อคืนก่อนวันที่ผมจะบวช 1 คืนเท่านั้น ( เหมือนผมหนีบวชด้วย ) เพราะพ่อแม่เป็นชาวจีน อยากให้ผมทำงานมากกว่าไหเสียเวลากับเรื่องพวกนี้ แถมปี 49 เพิ่งอกหักหมาด ๆ แล้ว บวช ร้อนผ้าเหลืองมาก ๆ
อยากแนะนำใครที่อกหักแล้วไปบวช ไม่ดี ๆ แย่จริง ๆ
เลยคิดจะขอแก้ตัวบวชอีกครั้ง แบบสบายใจ ให้ใจพร้อม พ่อแม่ การงาน เอื้ออำนวย ฯ
ซึ่งตอนนี้พ่อแม่ก็ ok แล้วครับ
แค่คิดก็สุขใจ ทำไมรู้สึก โปร่ง โล่ง สบายใจแท้ แฮะ... เหอ ๆ
เป็นชายสามโบส์ถเสียแล้วเรา...
12月17日 พักผ่อนปลายปี 50เกาะกูด 12-14 ธค.50
ไปเที่ยวเกาะกูด จ.ตราดมาครับ กับเพื่อนสนิท 2 คน แต่อีกคนเป็นพระ พักที่รีสอท์ต เดอะบีช เนชั่นรอล
เคยมาที่นี่แล้ว เมื่อ 2 ปีก่อน แต่ครั้งก่อน บริการค่อนข้างแย่ การดูแลไม่ดี ครั้งนี้ รู้สึกประทับใจดี บริการ ฯ ดีขึ้น เที่ยวกับเพื่อนกลุ่มนี้ เราค่อนข้างจะ extreme กันสุด ๆ ลุยเต็มที่ เดินทางวันแรก ถึงที่พัก ประมาณ 10.30 จัดเก็บสำภาระ สั่งอาหารให้พระเพื่อนฉันท์เพลก่อน
จากนั้นก็ดำน้ำกันเต้มที่ โดยเช่าเรือพายัก และอุปกรณ์ต่าง ๆ พายไปแถวหน้ารีสอท์ต บรรยากาศหน้าที่พัก สวยมาก เป็นอ่าว เสี้ยวพระจันทร์ กว้าง ประมาณ 1 km ยาว 1.5 km กลุ่มผมพายเรือไปสุดแหลม ลากเรือขึ้นฝั่งแถวนั้น จากนั้นก้ดำน้ำ และ เดินชมบรรายากาศผสมกัน หินร้อนมาก เดินเท้าผอง ในทะเล บางจังหวะก็เหยียบเปลือกหอยนางรม เสียเลือดไม่น้อย ได้แผลที่เท้ามาเยอะ วันที่สอง นั่งเรือสปีดโบ๊ต ไปดำน้ำที่เกาะรัง เกาะทองหลาง เกาะยัก
เกาะยักนั้น ปลาเยอะ ปะการังก็ โอเค พอให้อาหาร (ข้าวสุก) ก็สามารถจับมันได้ง่าย ๆ
เกาะรัง นั้น ปลาเยอะมาก ๆ มีอยู่มุมนึงของเกาะ มีปลาหลายไซส์ 1 - 12 นิ้ว ว่ายกันเป็น หมื่นๆ ตัว ประมาณว่า มองไปทางไหน ก็มี แต่ปลา เต็มจอ เลยครับ เกาะทองหลาง ปลาน้อย แต่ ปะการังสวยมาก ได้เจอกับ ปลานกแก้วฝูงใหญ่ หลายร้อยตัว ว่ายเป็นกลุ่มกินพวกหอยนางลม กลับมายังไม่หน่ำใจ พายเรือพายัก ต่ออีก และไปออกสำรวจ บริเวณต่าง ๆ
ได้เจอทำเลสวย ๆ เป็นโขดหิน ใหญ่ ห่างจากรีสอตไปประมาณ 3 km นั่งดูพระอาทิตย์ตก สวยมาก ๆ ครับ จากนั้นรีบกลับ เพราะเริ่มมืด... เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปไว้เพราะกล้องไม่กันน้ำ (ไม่กล้าติดเรือมาด้วย ถึงห้องอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ทานบาบีคิวชุดใหญ่ และนั่งคุยกันถึงเกือบ 5 ทุ่ม ที่ซุ่มริมทะเล ถือว่าเป็นทริปที่น่าประทับใจมากครับ บริการดีเลยทีเดียว แม้นค่าอาหาร(+บรรยากาศ)จะแพงก็ตาม
บรรยากาศโดยรวมดี ถ้าได้ไปกับคนรัก คงวิเศษโรแมนสเปเชี่ยลแน่
ปล. แว่นกันน้ำ (สน๊อกเกิ้น) ทายาสีฟันไว้ที่กะจกนอก/ใน ทิ้งไว้ให้แห้ง ล้างด้วยน้ำทะเล กะจกจะใสไม่เป็นฝ้า ปลาที่ตะกละที่สุดคือ ปลา ตกับ ให้อาหารแล้ว สามารถใช้มือเปล่าจับมันขึ้นมาได้ เพิ่งรู้จักกระแสน้ำอุ่นเย็น ก็คราวนี้ ว่ายไป เดี๋ยวอุ่น เดี๋ยวเย็น ทั้งที่ระดับความลึกเท่ากัน กางเกงสามส่วนสวมดำน้ำ ฟิตจัด ใส่เล่นน้ำวันที่ 2 ขาดตั้งแต่หน้า เว้าไปถึงกลางก้น อายฝรั่งแท้ ปล.2 หลายคนถามว่า พระไปแบบนี้ ไม่ดี ไม่ถูกไม่ควร... ซึ่งมันก็จริงครับ แต่ถ้าว่ากันตามกฏระเบียบของพระแล้ว มันก็เป็นแค่อาบัติ(ผิดกฏ) อย่างอ่อนเท่านั้น คล้ายกับพระดูทีวี หรือ วิ่งเล่น คือผิดในข้อที่ วางตัวไม่เหมาะสม ปลงอาบัติก็จบครับ (พูดเหมือนพวกใช้ช่องว่างทางกฏหมายหากินแท้) 11月26日 งานแต่งพี่ชายงานแต่งพี่ชาย
คืนวันที่24 พย 50 ที่ผ่านมา ผมไปช่วยงานแต่งงานพี่ชายผมมา
แรกคิดว่า... จะไปกินอาหารอย่างเดียวเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ถูกขอร้องให้ไปรับแขก เชิญแขกนั่งโต๊ะให้เป็นสัดส่วน คืนวันที่ 23 พย.50 ผมได้มานอนที่บ้านแม่ เข้านอน เที่ยงคืน
ตื่นมารอบแรก เกือบเที่ยงคืนครึ่ง แม่ (ยังไม่นอน)เข้ามาหาของในห้องส่งเสียงดัง รอบสอง ตีหนึ่งครึ่ง จู่ ๆ พ่อก็ลุกขึ้นมาบอกว่า ลืมซื้อช่อดอกไม้ เพื่อใช้รับตัวเจ้าสาวตอนเช้า.. หลับได้สักพักตีสอง ถึงตีสาม ต้องตื่นอีกครั้ง กับเสียงนอนกลนของพี่ชายผม (ฝั่งซ้าย)และแม่ผม (ฝั่งขวา).. เสียงระดับ dobly stereo เลยทีเดียว หลับได้อีกทีก็ตี สามกว่า แต่ก็นอนอย่างมีความสุข เพราะคงเป็นคืนสุดท้าย ที่ได้นอนรวมครอบครัวกัน
มีทั้งพ่อ แม่ พี่ชายผม และ คิดว่าคงไม่มีโอกาสได้นอนกันแบบนี้อีกแล้ว... ตื่นอีกที ตีห้า รับเจ้าสาวเวลา แปดโมง
และขับเป็นขบวนเพื่อรอฤกษ์ 9.19 น. รถขับตามกันเป็นขี้ปลาทอง อ้อมแล้ว อ้อมอีก...
ถึงบ้านก็ทำพิธีกันแบบจีน ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากมาก มีอาม่าแก่ ๆ 2 สองคน (ฝ่ายพ่อกับแม่)บอกพิธี 2คนนี้ เกิดมาต่างถิ่นกัน พิธีก็ตรงกันบ้าง ต่างกันบ้าง เสร็จพิธีช่วงเช้าผมก็ช่วยล้างจาน+เก็บกวาด บ่ายก็เริ่มหากางเกงกับชุด suit ใส่ ฟังอย่างนี้แล้วคิดว่าทำไมผมไม่เตรียมตัว
ผมจัดแจงเรียบร้อยแล้ว แต่ชุดที่ผมเลือกคนอื่นให้เปลี่ยนแบบโน่น แบบนี้ เลยต้องหากันยาว บ่าย15.30 น.ออกจากบ้านถึง โรงแรมดุสิต ก็ 16.00น. ก็รีบเตรียมงาน และแต่งตัวกัน เกือบเวลา 5โมงเย็นแม่ผมดันลืมชุดไว้ที่บ้าน ผมเลยต้องขับกลับไปเอาให้ ฯ ถึงโรงแรมอีกที 6 โมงเย็น ... เป็นเจ้าของงานแท้ ๆ แต่กลับมาช้ากว่าคนอื่นเยอะ คืนนั้น ผมรับหน้าที่รับแขก ฝ่ายเจ้าบ่าว จัดเข้าที่นั่งให้เป็นสัดส่วน เพราะว่าพี่ผมได้ล็อคที่ไว้พอดีแล้ว
ได้ใบตำแหน่งและเบอร์โต๊ะก่อนถึงงานแค่ 5 นาที ... ไปถึงแขกก็มากันประมาณ 20 % แล้ว และญาติฝ่ายพ่อ นั่งกันมั่วมาก ประมาณ กูอยากนี่ ใครจะทำไม...
( ผมไม่ชอบญาติฝ่ายพ่อผมบางคนเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาไม่แสดงความเป็นผุ้ใหญ่เลย)
รูปแบบการจัดระบบโต๊ะ เลยเสียไป เยอะ
แขกเข้ามามากมาย ผมจำได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่วนใหญ่จำได้ประมาณ 30% ที่เหลือมั่ว
แขกเดินเข้ามามองหน้านึกว่าเป็นญาติกัน ผมก็ทักทายมั่วเลย "สวัสดีครับพี่... เป็นไงครับช่วงนี้สบายดีมั้ย ทำไมสมบูรณ์ขึ้นเยอะเลย (อ้วน)" คุยกันเหมือนรู้จักกันมานาน ทั้ง ๆ ที่กลุ่มคนนั้น เป็นญาติฝ่ายเจ้าสาว T_T ที่หนักสุดคือ
ไปจำเมียนักการเมืองผิด ... นักการเมืองคนนี้รู้จักกับพ่อผมมานานมาก และผมก็รู้จักเขา ตั้งแต่จำความได้ เข้าไปก็ยกมือไหว้ ทักทายกับตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือ ผมไปสวัสดีเมียใหม่เขา ในชื่อเมียเก่า... โอ๊ย .... เขา(เมียใหม่)มองผมตาแทบถลึง ปากทำท่าเข็ดฟัน ... เศร้า... T_T' และอีกมากมายที่ผมแถไปเรื่อยทั้งคืน ซึ่งปกติผมเป็นคนพูดน้อย ขี้อาย และไม่พูดกับคนที่ไม่รุ้จัก
วันเวลาผ่านไปรวดเร็ว พิธีเสร็จ แต่อาหารยังเสริฟไม่หมด เสริฟช้ามาก... ปกติ 3 ทุ่ม ก็เสริฟอาหารครบแล้ว แต่นี่ 4 ทุ่มกว่าเพิ่งหมด... แขกเริ่มกลับ ผมก็ต้องมายืนปั้นหน้าแถอีกรอบ หน้างาน
สุดท้ายอาหารที่กันไว้สำหรับพวกคนดำเนินงาน-รับแขก ประมาณ 15 คน ก็หมด
เพราะแขกมากันเกินโควต้า 3-4 โต๊ะ ได้มานั่งทานอาหารกันชั้นใต้ดินของโรงแรมดุสิตตอน ห้าทุ่มครึ่ง ส่งเพื่อนแล้วกลับถึงบ้านผมประมาณ ตีสาม
ตื่นมาวันอาทิตย์ทำงานต่อทั้งวัน เฮ้อ... ถ้าหยุดคงไม่ได้เงินนะนี่
งานนี้เป็นบรรยากาศความรักที่อบอุ่น นอกจากเห็นพี่ชายและพี่สะใภ้จะมีความสุขแล้ว
ญาติ ๆ เพื่อน ๆ ที่สองฝ่ายก็ดูมีความสุขสนุกสนานมากมายด้วยครับ
สาระของการแต่งงานไม่ได้อยุ่ที่งานเลี้ยง แต่จะอยู่กับการใช้ชีวิตคู่ต่อจากนี้ไป
รักและเข้ากันให้มาก ๆ มีความสุขสมหวังตลอดนานเท่านานนะครับ ^^
ปล.เห็นพี่ชายผมแต่งงานก็ดีครับ แต่ในงานมีคนมาถามผมมากมาย 85%ว่าจะแต่งเมื่อไหร่ ...
ปีหน้าจะมางานผมนะ ฯ ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ผมได้แต่อั้ม ๆ อึ้ง ๆ บอกเขาไปว่า "ผู้ญที่จะแต่งงานด้วย ไม่ได้หาง่าย ๆ เหมือนเลือกปลาดี ๆ ในตลาดนะครับ" แขกส่วนกลับว่า "งั้นไม่ลองไปหาในทะเลดูล่ะ" ผมก็สวนกลับว่า " งั้นไม่ต้องรอไปหาถึงทะเลก็ได้ หาหน้างานนี่แระ อิอิ" ฮากันเลย
หาแฟนไม่ได้ หรือไม่มีคนอยากคบหว่าเรา T^T 10月7日 ขอบ่นหน่อยธรรมเนียมไทย
ช่วงอาทิตย์ก่อน ที่ผ่านมา ได้ซื้อหนังสือที่อยากอ่าน 2 เล่ม นั่งอ่านในห้องน้ำเล็ก ๆ อย่างมีความสุข..
และได้ไปดูหนังกับเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนคนนึ้เป็นเพื่อนที่กวน...มาก ถึงขนาดผมต้องหลุดพูด กู มึง กับเธอ โดยปรกติแล้ว ผมอาจพูดประชดบ้าง แต่แทบไม่พูดหยาบเลย กับลูกน้องที่บ้าน ผมยังไม่พูด กู มึง เลย ลองนึกดูว่ากวนแค่ไหน ... ดูหนังเรื่อง star dust เนื้อหาประมาณว่า แม่มดอยากได้ความเป็นอมตะ จึงออกตามล่านางเอก เพื่อจะกินหัวใจ... นึกแล้วก็ขำ ยังมีคนที่อยากเป็นอมตะด้วยเหรอ มันไม่น่าเบื่อเหรอ กับความเป็นอมตะน่ะ
คุณลองนึกถึงเวลาที่คุณเป็นอมตะ แล้ว เพื่อนคุณ ญาติพี่น้องคุณ รุ่นแล้วรุ่นเล่า ตายจากไป..
ทั้งเหงา ทั้งน่าเบื่อ สำหรับผมแล้ว ขอมีอายุสักไม่เกิน 60-70 ก็พอ
แค่ให้เรามีแรงทำอะไรได้เองโดยไม่ลำบากคนอื่น นึกถึงเรื่องนี้ก็นึกถึง องค์ ดัลไลลามะ ของธิเบต ที่ท่านเวียนว่าย ตายแล้วก็เกิดเป็นคนเดิมอีก...
สุด ๆ ครับ.... ไม่เบื่อเหรอ ??? ณ ปัจจุบันผมแค่คิดว่าใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ พอมีพอกิน สบาย ๆ ไม่เบียดเบียนคนอื่น ฟังดูแล้วอาจไม่เจริญในทางโลก
แต่ผมว่ามันเจริญในทางจิตใจนะครับ ชีวิตมีสุข... ชีวิตที่ผ่านมา ผมค่อนข้าง ฟุ้งเฟ้อ หาเงินง่าย มั่นใจในตัวเองสูง มักมีปัญหาทะเลาะกับทางบ้านประจำ ฯ
ตอนนี้ ถือว่าเป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดในชีวิต แต่จิตใจกลับ สูงและ เย็นขึ้น ครอบครัวเป็นสุข จริง ๆ... ผมมีเพื่อนคนนึง เรียนไม่จบป.ตรี ช่วยงานครอบครัวบ้างนิดหน่อย (แต่ไม่พอรายจ่ายส่วนตัวแน่)
พึ่งเงินทางบ้านไปเรื่อย ซึ่งครอบครัวเขาก็ไม่ได้ว่าแต่อย่างไร วัน ๆ ใช้ชีวิตไปเรื่อย เล่นเน็ท เลี้ยงหมาแมว
ดูหนัง เที่ยวตจว. ฯ
หลายคนอาจมองว่า อายุขนาดนี้ ยังทำตัวหลักลอย แบบนี้ ไม่มีความมั่นคง ไม่มีอนาคต แต่ผมมองว่า
ชีวิตเขาน่าอิจฉานะ สบายๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่มีค่อยมีความกดดันในชีวิต
ถึงเขาไม่ทำงาน แต่ก็ยังพอมีเงินกินเงินใช้ ตลอด (ถ้าไม่ฟุ้มเฟือยนะ ) ความสบายที่ใจมันอยู่ที่จุดนี้ เขาพอใจในจุดยืนของตัวเอง ซึ่งไม่ได้ไปเบียดเบียน หรือทำให้คนอื่น เดือนร้อน ไม่ได้ก่ออกุศลใด ๆ
พูดแบบนี้ คงคิดว่า เพื่อนผมคนนี้รวย ... ไม่ใช่ครับ เรียกว่าพอมีพอกินดีกว่า เราอยู่อย่างจน ๆ พอมีพอกินอย่างมีความสุขก็มีได้ครับ คนมี 100 อยากมี 1000
หันไปดูคนที่มี 1 อยากมี 10 ดูบ้างนะครับ ว่าเขาใช้ชีวิตพอเพียงอย่างไร ดูตัวอย่างข่าวคราวในช่วงที่ผ่านมา นานๆที เมืองไทยจะมีเรื่องรัฐมนตรีลาออก...ครับ รายคุณสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีไอซีที บอกว่าใช้เวลาตัดสินใจสองวินาทีเท่านั้น
ภาพหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง คุณสิทธิชัยพ่นบุหรี่ควันโขมง... แอ็กชั่นอย่างนี้ นับแต่มีการรณรงค์และมีกฎหมายห้าม
ผมจำได้ว่า ไม่เคยเห็นจากสื่อมานานเต็มที เมื่อเห็นแล้ว ก็งง...สงสัย รัฐมนตรีสูบบุหรี่...ในที่สาธารณะต่อหน้านักข่าว ผิดกฎหมายหรือไม่ สื่อที่เผยแพร่ภาพ
จะผิดไปด้วยหรือเปล่า? รวมถึงสีหน้าแววตา...ในบรรยากาศที่คุยเรื่อง “ลาออก” เห็นได้ว่า “เครียด”... ในวันที่นายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะของญี่ปุ่น ประกาศลาออก ดูจากข่าวทีวีช่อง NHK เห็นเขาเอาภาพข่าวตอน
เป็นเด็กๆ มาออกอากาศฟังไม่รู้ภาษา ก็พอเดาความได้
วันต่อมา ก็มีข่าวนายกฯอาเบะถูกหามเข้าโรงพยาบาล แม้มีคนครหาว่าป่วยการเมือง แต่เป็นที่รู้กัน
ว่าต้นเหตุอาการป่วยมาจากความเครียด
ตลอดปีที่เป็นนายกฯ...นายกฯอาเบะเจอปัญหาหนักๆ เครียดมาโดยตลอด เริ่มแต่รัฐมนตรีเกษตรเจอข้อหาโกงกิน...
ฆ่าตัวตายไป
เปลี่ยนรัฐมนตรีเกษตรไปสองคน คะแนนนิยมตัวนายกฯตกต่ำ
มาเจอฟางเส้นสุดท้าย คนญี่ปุ่นเลือก ส.ว.พรรครัฐบาลน้อยกว่าฝ่ายค้าน นายกฯอาเบะก็ตัดสินใจลาออก
ว่ากันโดยนิสัย ไม่ใช่แค่นายกฯญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นโดยทั่วไปก็เป็นคนจริงจัง ยึดมั่นในธรรมเนียม ถูกบ่มเพาะให้ทำงานหนัก
เก็บความทุกข์ไว้ในใจ โรงเรียนและองค์กรสังคม ไม่มีวัฒนธรรมการยืดหยุ่น ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียม มักจะถูกโดดเดี่ยว
เป็นที่มาของความเครียดสะสม
คนญี่ปุ่นมากกว่า 1 ล้าน เก็บตัวโดดเดี่ยวไม่สุงสิงกับใครแม้เริ่มป่วยทางจิตใจ ก็ไม่กล้าไปหาจิตแพทย์
อยู่ในชนบทกลัวชาวบ้านนินทา อยู่ในเมือง ก็รอเวลาเที่ยวกลางคืนเป็นการผ่อนคลาย
ปี 2548 คนญี่ปุ่นเข้ารักษาสุขภาพจิตถึง 3 ล้านคน อัตราฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่น สูงสุดถึง 3.2 หมื่นคน
สูงกว่าคนในประเทศพัฒนาด้วยกัน ไปญี่ปุ่น สัมผัสวันแรก ผมคิดว่าเทียบกับเมืองไทย นี่คือแดนสวรรค์ วันที่สอง ที่สาม เริ่มเห็นอีกด้านของมาตรฐาน
ชีวิตที่สมบูรณ์ คือความเครียดและความเหงา ผมเริ่มให้คะแนนต่ำลง
ช่วงเวลาท้ายในสนามบินนาริตะ...ผมถามไกด์หนุ่ม ที่ผูกพันกับญี่ปุ่นมานาน เทียบกับคนไทย คนญี่ปุ่นที่มีมาตรฐาน
ชีวิตสูงกว่าสักสิบเท่าแต่ระดับความสุขมากน้อย
ภาพห้อง...เล็กๆ ขนาดห้องรับแขกทาวน์เฮาส์เมืองไทย ...บ้านราคา 8 ล้านเยน ที่คนญี่ปุ่นชั้นกลางผ่อนส่ง 30 ปี
เพื่ออยู่กันทั้งครอบครัว... ผมเห็นแล้วก็หาคำตอบได้
วิถีชีวิตคนญี่ปุ่นทั่วไปเครียด ถ้าวัดกันด้วยดัชนีความสุข เทียบกับคนไทยไม่ได้
นายกฯญี่ปุ่นประกาศลาออก แล้วยังแบกทุกข์อยู่...ป่วยเข้าโรงพยาบาล ส่วนรัฐมนตรีไทย ใช้เวลาสองวินาที
ลาออกแล้ว ปล่อยวางได้ ก็กลับบ้าน...สูบบุหรี่ จิบไวน์...สบายๆ
ผมก็ยังสรุปได้ อยู่อย่างไทยดีกว่า...บ้านนี้เมืองนี้ ขนาดทหารปฏิวัติ ขับรถถังออกนอกถนน
ยังมีคนหอบดอกไม้ไปยื่นให้เรื่องหนัก ขนาดคอขาดบาดตาย คนไทยยังเบาๆสบายๆได้อย่างนี้
ไม่มีที่ไหน มีที่เมืองไทยแห่งเดียว. 7月8日 แปป แปป ก็ปีใหม่.
.
ขอบคุณสำหลับทุกคำอวยพรนะครับ ^_^
ใจจริงอยากให้ผ่านปีนี้ไปได้เร็ว ๆ ...
เบื่อกับสภาพเศรษฐกิจ และบ้านเมืองที่ไม่มีความเสถียรภาพ ถ้าได้รัฐบาลชุดใหม่มา คงดีกว่านี้.. สำหรับผม ปีนี้อยากให้ผ่านไปเร็ว ๆ ก็ตั้งเป้าขำ ๆ นอกเหนือจากเรื่องงาน มีชีวิตอยู่เพื่อรอ... เดือนกรกฏา นี้รอดู แฮร์รี่พ๊อตเตอร์ ภาค 5 ปลายเดือน เข้าพรรษาก็อาจไปบวชพราหณ์ หรือไม่ก็ไปเที่ยวเชียงใหม่
เดือนสิงหา วันที่ 12 ถวายบุษบก ที่เพื่อนๆ หลายคนร่วมทำบุญด้วย ที่วัดสมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี เดือนกันยา กลางเดือนไปดูโรงถ่ายทำหนังเรือ่งสมเด็จพระนเรศวรที่ จ.กาญฯ เดือนตุลา ออกพรรษา ไปถือศีล8 หรือไม่ก็แค่ไปช่วยงานบุญเฉย ๆ เดือนพฤศจิกา เลือกตั้ง รัฐบาลใหม่ซักที ^o^ วันลอยกระทง ก็เป็นวันแต่งงานพี่ชาย และ ไม่กลางเดือนนี้ หรือปลายเดือนนี้ มีนัดเดทกับพระเพื่อน จะไปเที่ยวดำน้ำกัน (คงเป็นภาพที่แปลกหน่อย อิอิ) เด่วถ่ายรูปให้ดู เดือนธันวา ตั้งใจรอดูหนังเรื่องสมเด็จพระนเรศวรภาค 3 ปลายเดือนก็รอวันปีใหม่ ไปบวชพราหณ์ แล้วนั่งนับเวลาถอยหลัง รอแก่ขึ้นอีกปี เขียนและวางแผนไว้แบบนี้ แล้วดูเหมือนว่า ปี ๆ นึงมันผ่านไปเร็ว คนทำงานคนมีสุข อยากให้วันนึงมี 48 ชัวโมง
แต่สำหรับคนมีทุกข์นั่น เวลาผ่านไปช้ามาก อยากให้วันนึงมีแค่ 3 ชั่วโมง... ผมเชื่อว่าหลายคนคงผ่าน ทั้งช่วงเวลาทีดีมีความสุข และร้ายเหลือทนกันมาบ้างแล้ว ..
ยิ่งผ่านมาเยอะ จะเข้าใจอะไรมากมาย ทำให้หัวใจแข็งแกร่งยิ่งขึ้น.. อยากให้หลาย ๆคนที่ท้อใจหรือสู้อยู่ในตอนนี้ ให้กำลังใจตัวเองบ้าง แต่อย่าคาดหวังถึง 100%
ตั้งใจ อดทน และใช้สติ-ปัญญาทำทุกสิ่งรอบ ๆ ตัวให้ดีก่อนครับ จะสุขมาก หรือทุกข์มาก ขึ้นอยู่กับความพอใจส่วนตัว
หากรู้จักพอ ทุกข์ก็น้อยลงครับ.
7月1日 4th of july
แฮ๊ปปี้เบิรด์เดย์ทูมี... วันเกิดเช้าตื่นมา* ตักบาตร อาบน้ำสวดมนต์นั่งสมาธิ และทำงานตามปรกติ ตอนเย็นซื้อพวงมาลัยมะลิพิเศษ กราบพ่อแม่
นำน้ำมารดมือ ล้างเท้าท่าน ขออโหสิกรรมและขอพร.. จากนั้นพาท่านและพี่ชายไปทานอาหารร้านที่อร่อยถูกปาก.. ปฏิบัติแค่นี้ ก็อิ่มใจแล้ว
เป็นวันที่สุขอีกวัน สำหรับใครที่กำลังเครียดเรื่องต่าง ๆ นา ๆ ลองปล่อยใจให้ว่างไม่คิดอะไร
สักวัน และลองทำแบบผม*สิครับ ... ไม่ต้องตามสังคม วางวาระต่าง ๆลง พอใจในสิ่งที่มี รักตัวเองบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่าความสุขนั้นอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ขอให้ทุกคนมีความสุขนะครับ 4月20日 สงกรานต์50ออกเดินทาง เย็นวันที่ 11 เมษา 50 แวะรับคนและทานอาหารแถว ม ศิลปกร สนามจันทร์ เรียบร้อยเวลา 21.00
ฝนตกหนักมาก ทัศนะวิสัยไม่ดี ห่วงก็แต่พระใจ ( ตอนนี้บวชอยู่) ที่นั่งหลังกะบะเกรงว่าจะเป็นไข้ ฯ ระหว่างทางช่วงนึง มีมนุษย์กบเยอะมาก (คนเก็บกบขาย) ขับเฉี่ยวซะหลายคน เพราะพี่แก เล่นเดินมาจับ กลางถนนเลย ฤดูร้อนมีพายุฝน กบและเห็ดโคนที่มักมีเฉพาะหน้าฝน ก็มีในฤดูร้อน อากาศวิปริต เหมือนจิตใจมนุษย์ในปัจจุบันแท้... ถึงวัดฯเวลา 00.30 น. 5.00 น. 12 เมษา 50
ตื่นมาทำวัดเช้านั่งสมาธิ ซื้อของตักบาตร * ข้าวแกง 9 ชุด น้ำเต้าหู้ 10 ถุง ปาทั่งโก๋ หมูปิ้ง 100 ไม้ จากนั้นก็เตรียมการบวช จัดแจงดอกไม้พาพุ่ม โกนผมนาค ฯ 8.00 น. ขับรถไปนิมนต์พระคู่สวด พระนั่งลำดับ และขอใช้สถานที่ 9.30 น. นาคขอขมาแม่** ทำพิธีกรรมต่าง ๆ และ เข้าโบสถ์ ขอบอกว่าพอใส่ผ้าเหลืองแล้วดูดีมาก ท่านได้ฉายาว่า กมโล (กะ-มะ-โล) แปลว่า ดอกบัวขาว ...
Click>>> ดูรูปเพิ่มเติม
11.30น. ผมถวายอาหารเพล * ก๊วยเตี๋ยว 30 ชุด ข้าวแกง 20 กล่อง ไก่ย่าง 3 ตัวใหญ่ บ่ายพาพระเณรทำกิจกรรมประจำตำบลฯ เย็นทำวัด นั่งสมาธิยาว และเข้านอน... 5.00 น. 13เมษา50
ทำวัดเช้า นั่งสมาธิ เสร็จแล้วก็ถวายพระพุทธปางคันธาราช* ให้วัด กินข้าวเสร็จมีชาวบ้านในแถวแสวงบ่า นิมนต์พระเณรไปจำวัด*** 4วัน 3 คืน ผมแนะนำพระใจขึ้นไป จำวัดที่นั้นด้วย (เหตุที่ชาวบ้านนิมนต์ไปเพราะพระประจำวัดไปธุดงต่างจังหวัด) มีพระ 3 รูป เณร 8 รูป เส้นทางคดเคี้ยวไม่แพ้ทางไปแม่ฮ่องสอน หากระยะทางสั้นกว่า
ทางเข้าแสวงบ่า
จากร่องรอย กุฏิแล้ว พระคงไม่ได้จำวัดมานานพอดู อีกทั้งหลังกุฏินั้น มีไม้ล้มเป็นทางแปลก ๆ ทีแรกก็นึก ว่าโดนพายุ แต่ชาวบ้านว่าช้างเดินผ่านประจำ เหอ ๆ แค่นี้พระใจบอกสบายมาก...
หลังเพลวันนั้น หมอเทวดากฤษ ก็กลายเป็น ซูปเปอร์ด๊อกเตอร์กฤษ (เอิ๊ก ๆ) เพราะได้ผ่าฝีให้พระรูปนึง แข้งซ้ายท่านเป็นฝีหนอง อยู่ประมาณ 7 จุด บางจุดเล็ก บางจุดใหญ่ ผมเห็นแล้วคันไม้คันมือ อยากทำบุญรักษาให้ แต่ติดที่ไม่มีอุปกรณ์นึกได้เลยแวะเซเว่นกระเหรี่ยง **** ให้ชาวบ้านเปิดชั่วคราว ซื้อเข็มเย็บผ้า ใบมีดโกน น้ำยาล้างแผล ทีซีมัยซินแค็ปซูลตัวยา tretacyclin (ใช้โปะแผลฆ่าเชื้อพวกสิว หนอง )
ขณะผ่าพระท่านก็ไม่ว่าอะไร ไม่ร้องสักคำ แต่สะดุ้งบ้างเป็นหย่อม ๆ ผมก็ชวนคุยขำ ๆ ว่าที่มือผมนิ่งเพราะเคย
ตัดสติ๊กเกอร์มาบ้าง ฮากันใหญ่
ความจริงแล้ว ผมไม่เคยผ่าฝีเลย แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ จึงรู้สึกว่าตัวเองทำได้ ก็ผ่ามันดิบ ๆ นี่แระ
ผ่าฝีต้องเอาเนื้อเน่า + หนัง ส่วนบนออกให้หมดก่อน ปาดให้หนองออก ถ้าบางหัวฝีอยู่ลึก ต้องบาดเนื้อ และค่อย ๆ แซะหัวออกมาก ที่สำคัญคือมีดต้องคม... เสร็จสรรพล้างแผล ทายา ฯ บ่ายก็พาพระเณรไปเที่ยววังกระด้ง น้ำตกสไลด์เดอร์เล็ก ๆ + ธารน้ำธรรมชาติ ส่วนตัว เย็นผมกลับวัดกับเณรอีกรูป ค่ำพาพระไปสวดงานศพ... 14 -17 เมษา
ผมเป็นสารถีคอยขับรถรับใช้พระเณร และเป็นคนคอยเติมเต็มกิจกรรมท่าง ๆ ทั่วไป คิวแน่นตลอด แปลกเหมือนกันแต่รู้สีกว่า เหมือนมีคน หรือเทวดาคอยจัดคิวให้ผมเสมอ เพราะปรกติผมจะไม่วิ่งเข้า หางานเท่าไหร่แต่นี่มีคิวมาให้ผมทำบุญเรื่อย ๆ ว่าต้องให้ทำแบบนั้นแบบนี้ รู้สึกดี อิ่มใจตลอดเวลา... ช่วงเช้า-บ่าย ทุกวันก็เป็นงานสงกรานต์ ค่ำก็สวดงานศพทุกคืน... เห็นแล้วเหนื่อยแทนพระ บทสวดงานศพนั้น ฟังแล้วเศร้า ปลุกสติ ไม่เหมือนบทสวดทั่วไป คือบท กุศลา และ สหัตสไน (สะหัดสะนัย)
ถ้าเป็นไปได้งานศพใครก็ตาม ควรสวดบท สหัตสไนด้วย เพราะพระในเมืองส่วนมากสวดแค่ กุศลาเท่านั้น... ก่อนกลับผมก็กำชับพระใจให้เดินธุดงด้วย ซึ่งผมไปไม่ได้ เดินธุดงค์ ครั้งนี้ พระอาจารย์จะไปโปรดวิญญาณพระ ที่แขวนคอตายในถ้ำ ป่าแถวนั้น ( เท่าที่ฟังมาคือ พระรูปนั้นโดนผีหลอกจนสติไม่ดีและแขวนคอตายในที่สุด) วันที่15เมษา50
มีโยมนิมนต์อาจารย์ไปงานทอดกฐินที่วัดหนองสรวง ศรีประจัน จ.สุพรรณบุรี และผมก็ไม่นึกว่า พ่อแม่ พี่ชายผมจะไปงานนี้ด้วยโชคดี จริง ๆ เสร็จงานผมเลยจูงมือพ่อแม่ผมไปมุมนึงของวัด และกราบเท้ารดน้ำ ขอพร... นึกว่าไม่ได้รดน้ำให้พ่อแม่ช่วงสงกรานต์ซะแล้ว ที่แปลกอีกอย่างของงานทอดกฐินคือ มีพระมารับกฐินแค่รูปเดียวเอง งานก็ใหญ่ คนไปหลายร้อยคน ยอดกฐินล้านกว่า ซึ่งตามปกติควรมีอย่างน้อย 4 รูปขึ้นไป อนิสงฆ์ถึงกระจาย...
แก๊งอิ๊คิวเดือด เที่ยงวันเดียวกันวัดหนองอิงพิง ด่านช้าง สุพรรณบุรี นิมนต์อาจารย์ไปเทศที่นั่น ซึ่งวัดนั้น ไม่เคยมีการจัดงาน
ต่าง ๆ เลยสักครั้ง ผมไปผมก็ต้องไปช่วยเสริฟน้ำพระ เณร และแขกอื่น ๆ มีเรื่องที่ประทับใจอย่างนึงคือ ญ สาวฝาแฝดคู่นึง เธอทั้งสองทำงานอยุ่กรุงเทพ และทุก ๆ เทศกาลจะเป็นคนบอกบุญเพื่อน ๆ ญาติ ๆ คนอื่นร่วมทำบุญด้วยทุกครั้ง ล่าสุดก็ได้ยอดเงิน 8 หมื่นกว่าบาท พระที่วัดนั้นบอกว่า วัดนั้นสร้างและ พัฒนาจากเงินของ สาวฝาแฝดคู่นี้เป็นหลัก...... อนุโมธนาสาธุด้วยครับ. เย็นวันที่ 15 ได้ก่อเจดีย์ทราย ซึ่ง ประเพณีนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการขำขมาต่อวัด กล่าวคือ
เวลาเราเข้าไปแต่ละวัดก็ต้องเหยียบดินเหยียบทรายติดเท้าไปทุกคน เหมือนเอาสมบัติวัดออกไป เลยทำให้มีประเพณีก่อเจดีย์ทรายขึ้นมาเพื่อนำทรายมาคืนวัดครับ คืน 17 เมษา50กลับมาส่งพระเพื่อน 3 รูปและเพื่อน 2คน ค้างกัน ณ วัดไร่ขิง 1 คืน 1 วัน โดยกิน ๆ
นอน ๆ พักผ่อนกันทั้งวัน ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ 18 เมษา 50 เวลา 22.15 น. อิ่มใจแท้..
* เงินที่เหลือจากการบวชพระ ** พระใจกำพร้าแม่มา 17 ปี หลังจากพ่อตายแต่ผม seach หาข้อมูลในเน็ทเป็นเวลา 3 เดือน + น้องสาจัง ช่วยหาในช่วงหลัง เลยพบในที่สุด คงเป็นอนิสงฆ์ที่พระใจจะบวช เลยทำให้เจอแม่ด้วยครับ *** ชาวกระเหรี่ยงที่แต่ก่อนนบูชาผีแต่ปัจจุบันหันมานับถือพุทธศาสนา ได้สร้างวัดอยู่กลางป่าแถวแสวงบ่า เป็นวัดที่ผมเคยไปช่วยสร้างกับมือเลยครับ เมื่อปี 49 ตอนบวชเป็นพระอยู่ **** เป็นร้านค้าสหกรณ์ ชาวบ้าน ปิด 5.30-7.00 น. และ 17.00น.-18.30น. ปล. ขำ ๆ เนื่องจากช่วงที่ไปเป็นช่วงปิดเทอมของเด็ก และได้มีการบวชเณรภาคฤดูร้อนกัน เณรเลยเยอะเป็นพิเศษ แต่อย่างว่าเณรก็คือเด็ก ยังซน ยังทะลึ่งกันอยู่ หลายครั้งที่เณรมาเล่าให้ผมฟังว่า มีเณรรูปนึง พฤติกรรมคล้ายกะเทย นอนกับเณรรูปอื่นแล้วกอด และรูป ๆ คลำ น้อยชาย เอิ๊ก ๆ มาฟ้องผมหลายรายและเณรรูปอื่นๆ ก็ชอบนอนแกล้งกัน ถกสบง ( ผ้านุ่ง)เณรที่หลับแล้ว เอามาคลุมหัว ตื่นมาก็หนาวน้องกันเป็นแถว ... 4月10日 อิ่มอกอิ่มใจ..วันนี้ไปซื้อของเตรียมงานอุปสมบทพระ อาทิ ผ้าไตรจีวร ย่าม บาตร ฯ เหลือเงินก้อนนึงเลยเช่าพระพุทธ
มาหนึ่งองค์คือพระปางคันธาราช (กะว่าจะทำบุญถวายด้วยตอนสงกรานนี้ให้เพื่อน ๆที่ทำบุญร่วมอนุโมธนาด้วยครับ)
ปางคันธาราช ปางประทานพร สำหรับพระปางคันธาราช ดูลักษณะท่วงท่าเหมือนพระพุทธปางประทานพร (พระประจำวันจันทร์)
แต่ปางประทานพรที่มีเช่าทั่วไป เป็นศิลปะแบบสุโขทัยแทบทั้งนั้น แต่ปางคันธาราชนี้ เป็นศิลปะแบบอินเดียครับ สังเกตุได้ง่าย ๆ คือ มวยผมของพระพุทธ และลวดลายต่าง ๆ พระปางประทานพรทั่วไปเป็นศิลปะแบบสุโขทัย จะแอ็ปสแต็กมาก มีการตัดทอนรายละเอียดเหลือเพียงลายเส้นจีวรไม่กี่เส้น รูปทรงพลิ้วคลาสสิค ใบหน้าพระเลายไทย และมวยผมเป็นจุกเล็ก ๆ มีเกตุรูปเพลิงอยู่สูงสุด ฐานพระส่วนมากเป็นเหลี่ยม
แต่ศิลปะอินเดีย มวยผมรายเส้นดูเป็นธรรมชาติ ใบหน้าอิ่ม ลวดลายต่างๆ มีละเอียดหยิบย่อยเยอะ ฐานพระส่วนมากกลม... ส่วนความหมายนั้นยังไม่รู้ เห็นว่าสวยดีแปลกตา เลยอยากเช่าไปทำบุญครับ ^_^' อิอิ
shopping เสร็จ ผมก็แวะดูหนังแถวบ้านเรื่อง
โกยเถอะเกย์ เรื่องนี้ขอบอกเลย ลงทุนน้อยต่อยหนัก มุขเยอะ ตามสไตย์ผู้กำกับ ต้อม ยุทธเลิศ อยากให้คน ที่กำลังเครียด ๆไปดูครับ รับประกันว่าครบรส ไม่รู้ผู้กำกับต้องการสื่อคำว่า ฮาอุจจาระแตก อุจจาระแตน
รึเปล่า เพราะหนังเรื่องนี้มีอุจจาระซะส่วนใหญ่ click>>>ชมMV
หลังจากรอยยิ้ม... ผมเข้าไปซื้อของทั่วไปต่อในbig C .. ณ มุมนึงของห้างโซนที่นอน เห็นชาย ญ คู่นึง ยืนพิงชั้นวางของ ห่างกันประมาณ 2 เมตร ผมเดินผ่านไม่เท่าไหร่ หูดันดี ได้ยินผู้ชายพูดว่า
"อ้าย....(ตัวเงินตัวทอง) มรึงจะเลิกกับกรูเมื่อไหร่ก็ได้นะ กรูพร้อมเสมอ!!"
ผมแว็ปไปเห็น ผู้ญเดินปิดหน้าร้องไห้ไปอีกทาง สักพัก ผู้ชาย ก็เดินตามห่าง ๆหลบมุมหลบข้าง แอบมองผู้ญ แล้วก็ยิ้มคนเดียว มานึกในใจ มันบ้ารึป่าว งี่เง้าจริง ๆ และถ้าผมเดินเจอผู้ญคนนั้นจะทักเธอว่า
" อย่างคุณไม่ต้องไปเหลียวผู้ชายแบบนั้นหรอก ผู้ชายดี ๆ มีถมไป.." คิดไปคิดมา อย่าไปยุ่งเรื่องเขาดีกว่า เดี๋ยวเราจะโดนข้อหาไปยุยงให้ผัวเมียเลิกกันอีก... ซื้อเสร็จรอคิวจ่ายเงิน คันหน้าผมซื้อของเต็มรถเข็น แต่พอจะชำระค่าสินค้า เงินกลับเอามาไม่พอดี ต้องเอาสินค้าออกเสียครึ่งคัน โห... แสดงถึงความไม่เตรียมพร้อมหรือตกเลขอย่างแรง.. พลางปลอบโยน ... ส่วนหญิงสาวนั้นหัวเราะทั้งน้ำตา...
สำหรับผมแล้ว ทั้งคู่จะเป็นอย่างไรต่อไม่สำคัญ แต่ภาพที่เห็นนั้นคือฉากจบแสนสวีท happy ending อีกวันครับ. 4月7日 สุขที่ได้ทำงานวันนี้เป็นวันทำงานที่สนุกอีกวัน แถมยังมีสาว ๆ เต็มร้านเลยครับ เพราะว่าช่วงบ่ายฝนตก แก๊งแมงกะไซด์สาว 4-5 คน
ขับยามาฮ่าฟิโน่ มาจอดหลบฝนในร้าน นุ่งสั้นกันทั้งน้านน ^0^ ป็นบุญตาแท้ ปกติเห็นแต่สาวโรงงานกับแฟนเจ้าของรถ
แต่งตัวแนวบูติกเปรี้ยวหวานสไตย์สยาม อากาศเย็นเป็นใจ เปิดเพลงสากลฟังคลอ ทำงานเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนนอนไม่หลับ
เรื่องก็มีอยู่ว่า นายกงใจลูกน้องผมทะเลาะกับแฟน เลือดเต็มห้องเลยครับ ประมาณว่าแก้วแตกไปโดนตามตัวแฟนนายใจ สาเหตุอะไรผมไม่ขอเอ่ยนะครับ แต่เลือดไหลไม่หยุด เลยเดือนร้อนถึงผม ประมาณตี 3 ผมก็ไปทำแผลให้แฟนนายใจ 15 นาทีต่อมาเลือดก็หยุดไหล ด้วยฝีมือหมอเทวดากฤษ อิอิ เสร็จเรื่องราวก็เข้านอนประมาณ 3.30 น.
หมานายใจก็ร้อง งี๊ด ๆ เสียงดังทั้งคืน (นายใจไปช่วยไว้ตอนที่หมาติดสายไฟอยู่เกาะกลางถนน มันเลยตามมาอยู่ด้วยตลอด)
ผมไม่ยอมให้ขึ้นบ้าน มันก็เกาตะแกรงร้องทุกคืนอยุ่หลังบ้าน ใกล้ห้องนอนผมเป็นที่สุด หลับไม่ลงจริง ๆ หนวกหูมาก
สำหรับผมที่เลี้ยงหมาข้างถนนมาเป็น10ตัว ตัวนี้เธอ request มากที่สุด เรื่องมากทุกอย่าง มันเสียงดังจนทำให้ผมหลับตอน
4.30 น . มาสองวันแล้ว วันนี้ทำงานทั้งวัน พรุ่งนี้ถึงอาทิตย์หน้า ลุยงานยาวถึงสงกรานต์เลย...
อาทิตย์ก่อน รุ้สึกดีใจมากที่ได้รับงานมา เป็นงานนอกสถานที่ (ตอนแรกไม่อยากรับเพราะว่าไม่คุ้มค่าแรงเท่าไหร่)
แต่พอทำไป ๆ ก็รู้สึกว่าชอบงานนี้มาก เป็นงานติดตั้งเครื่องเสียง รถคลาสสิค อาทิเช่น chevy desento
รุ่นสปอต์ 2ประตู ปี 1958 chevy corvette รุ่น c3 และ c4 ... >>> ดูรูปประกอบครับ
อู่นั้น มีรถคันนึงที่ผมเห็นชื่อเจ้าของรถ(คนเก่า) แล้วขนลุก ผู้ครอบครองรถนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ท่านเคยเป็นเจ้าของรถคันนี้ รุ่นไหน ผมจำไม่ได้ จำได้แต่เป็นรถที่คนดูหนังในโรงภาพยนต์ต้องเคยเห็น รถเชพโลเลต SUV สีน้ำเงินฟ้า ที่ท่านทรงเสด็จใช้ลุยป่าในสมัยท่านยังหนุ่ม ( ในเพลงสรรเสริญ จะมีภาพพระราชกรณียกิจ เสด็จตามป่าเขา ) ...
ผมแอบอิจฉาพี่เจ้าของ เพราะมันเป็นงานที่ผมอยากทำเหลือเกิน งานมันส์และสนุกมาก ซื้อเขามาแต่งรถคลาสสิค ที่ใครเห็นแล้วต้อง เหลียวหลังมอง คันที่ผมกำลังทำอยู่คือ chevrolet deseto เป็นรถปี 1957 สปอต์ 2 ประตู เป็นรถอเมริกาขนาดใหญ่มาก ท่าที่ดูหน้าจะใหญ่พอ ๆ กับรถกระบะวีโก้ แต่กว้างกว่า
เขาซื้อซากรถมาทำและแต่งไปเพียบ เป็นงานที่คนทั่ว ๆไปไม่เห็นค่า ซึ่งแรก ๆ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่รถคันนี้
ยิ่งดูยิ่งสวย แปลกแต่จริงรถรุ่นนี้มี 3 คันในเมืองไทย มี 4 ประตู 1 คัน แวน 1 คัน และสปอต์ 1 คัน เพราะฉะนั้น คันนี้เลยดูดีที่สุดในรุ่น และเป็น 1เดียวของไทย
งานสำเร็จกว่า 75 % และมีคนมาขอซื้อตก่อนผมไปติดตั้งเครื่องเสียงซะอีก รถคันนี้เขาจะขายให้นักการเมืองคนนึง
สินค้าบางอย่างเราอาจไม่เห็นค่า แต่คนบางกลุ่มจะมองค่ากลับกันเสมอ ผมถามช่างทุกคนที่มีส่วนในการปรับปรุงรถคันนี้ เขาว่าสามแสนก็ไม่เอา... วันก่อนถามพี่เขาว่าเท่าไหร่ เขาว่า ล้านต้น ๆ มาคืนนี้ความงามก็สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พี่เขาเสนอราคาแลกกับคำว่า "หนึ่งเดียวในไทย " สัก 2ล้านต้น ๆ จะเป็นไร T_T ???
ปล.อีกคันที่ลื้อระบบและติดตั้งใหม่คือ chevy corvette C4 คันนี้สีดำ ราคาล้านนิด ๆ แต่ติดวิทยุตัวละพันเอง... เหอ ๆ 3月14日 เชงเม้ง50วันนี้ได้ไปเชงเม้ง (ประเพณีจีนไหว้บรรพบุรุษ)
ออกจากบ้าน 6 โมงเช้า แต่กว่าจะนอนได้ ก็เกือบตี1
นอนไม่หลับเลย เหงาจัง มองไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นเพื่อนเหงา ๆ ตัวนึง
คือกิ้งก่า ยาวฟุตกว่า เกาะหน้าต่างอยู่ แต่ไม่รู้มันเหงารึเปล่านะ นอนแหกขาเกาะลูกกรงหน้าต่าง
เห็นมันหลับตั้งแต่ 2 ทุ่ม แล้วก็นึกอิจฉา หลับสบายแฮะ ไม่มีอะไรให้คิดมาก...
ตื่นมา 5.40น. อาบน้ำออกจากบ้าน มันก็ยังไม่ตื่นแฮะ -_-+
ถึงชลบุรีเกือบ 10.00น. ทำพิธีไหว้ต่าง ๆ และเห็นญาติซื้อธูปแปลก ๆมาไหว้
ขนาดธูป เท่านิ้วมือเด็กเล็ก ขี้ธูปสีทอง ๆ และเวลาไหม้ไปเรื่อย ๆจะมีประกายออกมาบ้าง
คล้ายไฟเย็นผสมไปด้วยแปลกดี ญาติว่า กิ๊บเก๋มั้ยของเล่นคนแก่ ^_^'
โชคดีที่วันนี้ แดดไม่ค่อยมี ลมแรง ไม่ร้อน...
แต่ใจต้องปี๊ดดด กับคุณแม่ผม ที่ใส่แว่นดำกับหมวกชมพูแจ๊ส... แหม.. ทำไปด้าย...
เสร็จก็แวะหนองมน ซื้อของสักพัก และกลับบ้านเลย ใจกะจะเล่นน้ำทะเลย้อมผิวหน่อย
(เตรียมเสื้อไปแล้ว) แต่อดเพราะญาติที่อาวุโสสุด อยากกลับบ้าน เลยต้องกลับกันทั้งคณะ...
สุดท้ายแวะไหว้หลวงพ่อวัดไร่ขิง ทำสังฆทาน ทำบุญ ให้อาหารปลา ฯ
ถึงบ้าน17.15น. จบวันขำ ๆ อีกวันครับ
(ดูรูปประกอบข้างบนครับ)
ปล. แนะนำหนังครับ จะเป็นเค้าโครงเรื่องจริงหรือสะท้อนความจริง ซึ่งทุกเรื่องจะมีนัยบอกถึงผล
ประโยชน์ของบางประเทศ ..ที่คอยยุแยงให้ประเทศอื่น ๆ สู้รบกัน (กัดกันเอง)
MUNICH เป็นเรื่องราวระหว่างชาวยิว กับอาหรับ ที่ต่างคนต่างคิดว่าตนเองมีจุดยืนที่ถูกต้อง
สร้างจากเค้าโครงจริงในอดีตยุค 80 หนังยาว 3 ชม. ออกเครียดหน่อย ๆ
Jarhead ความรู้สึกของทหารที่ประจำการณ์รบในสงครามอิรัก ปี90
SYRIANA คุณจะรู้ว่าอะไรคือตัวกำหนดราคาน้ำมัน ? และแผนการณ์ที่เห็นแก่ตัวของ
ประเทศมหาอำนาจ
|
|
|