個人檔案Notes on insight meditat...相片部落格清單更多 ![]() | 說明 |
|
|
6月7日 สุขเป็นก็เป็นสุข สุขเป็นก็เป็นสุข
ในหนังสือ เพื่อนนอกเพื่อนใน ชยากโรภิกขุ ศิษย์หลวงปู่ชา สอนไว้ตอนหนึ่งว่า มนุษย์เป็นสัตว์เจ้าปัญหา
ทะเยอทะยานดิ้นรนแทบตาย เพื่อสิ่งที่ตนเชื่อว่าเป็นสุข
แต่ไม่เคยใคร่ครวญว่า ความสุขคืออะไรกันแน่
สิ่งที่เราต้องการเดี๋ยวนี้ จะให้ความสุขแก่เราจริงอย่างที่คิดหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน
จะมีผลกระทบต่อคนอื่น และต่ออนาคตของเราอย่างไรบ้าง
ความทุกข์ที่เราเกลียดและกลัวที่สุดนั้น เกิดจากเหตุปัจจัยอะไร เราแก้ถูกวิธีหรือไม่
ชาวพุทธมากมาย ถือว่า ความร่ำรวย การมีอำนาจ ชื่อเสียง ยศถาบรรดาศักดิ์ ความพรั่งพร้อมด้วยวัตถุ
คือยอดความสุข ความคิดอย่างนี้ ท่านเรียกว่ามิจฉาทิฐิ
เพราะจะเป็นเหตุของการประพฤติที่เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเอง ต่อสังคม และต่อสิ่งแวดล้อม
ความสุขที่ว่า เป็นแค่ความสุขระดับล่าง ย่อมมีทุกข์ไม่มากก็น้อย เจือปนอยู่เสมอ
สังคมใดเต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ นิยมการอวดฐานะ บ้ายี่ห้อ ให้เกียรติคนรวย โดยไม่สนใจว่ารวยมาอย่างไร
สังคมที่ถือการเป็นเจ้าคนนายคน คือการประสบความสำเร็จในชีวิต
โดยไม่พิจารณาความประพฤติ ถือว่าผู้เป็นใหญ่เป็นโต ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎของสังคม
สิ่งเหล่านี้ แสดงอาการของสังคมที่วิปริตทางทิฐิ คือคิดผิดทั้งสิ้น
ทุกคนในโลก ต้องการความสุขเพราะอะไร เพราะทุกคนรู้สึกว่ายังได้ไม่พอ
ที่เคยได้แล้วก็ดีอยู่ แต่ยังไม่ดีที่สุด ความสุขที่เคยได้ พอผ่านไปก็เหลือแต่ความทรงจำ จึงอยากได้อีก
จิตใจของผู้ที่ยังไม่ได้เข้าถึงธรรม มีความพร่องเป็นนิจ หิวอยู่ตลอดเวลา
ท่านชยากโรภิกขุ ประชดว่า คนเหล่านี้ ต่อไปอาจต้องขอพึ่งพระรัตนตรัยใหม่ ที่ไม่เป็นศรี...
รัก ชัง สรณัง คัจฉามิ สตางค์ สรณัง คัจฉามิ โอหัง สรณัง คัจฉามิ ฯลฯ
ความสุขที่พระพุทธเจ้าสอนมีหลายอย่าง นอกจากความสุขสามัญ ควรหาความสุขที่เกิดจากคุณงามความดี
และความสุขอันประเสริฐที่เกิดจากการเป็นอิสระจากกิเลส
จะมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ต้องกังวล
มนุษย์อยากสุข แต่ไม่รู้จักสุข อยากหนีทุกข์ แต่ไม่รู้จักทุกข์ สุ่มสี่สุ่มห้าเดินคลำไปคลำมาในความมืด
เอาความหวังในความสุขข้างหน้าเป็นที่ปลอบใจ
บางคนอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้ช่วยเนรมิตให้ความมืดกลายเป็นความสว่าง
แต่พระพุทธศาสนาสอนว่า โยม...มันสว่างอยู่แล้ว ไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าวที่ไหนหรอก
ลืมตาก็จะเห็นเอง
คำสอนตอนนี้ ท่านชยากโรภิกขุ ตั้งชื่อว่า สุขเป็นก็เป็นสุข ส่วนคำสอนสำหรับคนที่เป็นทุกข์
ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ที่อยู่ในม็อบหรือทุกข์เพราะอยู่ในทำเนียบ ท่านเน้นไว้ในปกหลังของหนังสือ...
เพื่อนเอย...อย่าให้มีการเปรียบเทียบอยู่ในใจ อย่าให้มีการแข่งขันอยู่ในใจ
ให้ถือว่าทุกคนเป็นเพื่อน เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าเราคิดให้มาก มันก็มาก
คิดว่าเป็นคนไทย เป็นฝรั่ง เป็นคนนั้น คนนี้ มันแยกออกมาก
มันสับสน แต่มันรวมอยู่ที่ว่า เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกคนเกิดมาแล้ว ก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ด้วยกันทั้งหมด
ไม่มีใครในโลก ควรแก่การโกรธ ไม่มีใครในโลก ควรแก่การเบียดเบียน และไม่มีใครในโลก ควรแก่ความรังเกียจ
6月1日 พรหมวินาศธรรม เทศนาจาก ว.วชิรเมธี
"เวลานี้...สังคมไทยกำลังเกิดวิกฤติผู้ใหญ่ในบ้านเมือง"
ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย สถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพแห่งการตื่นรู้สู่อิสรภาพ บอก
ผู้ใหญ่ที่เป็นหลักของบ้านเมืองถูกดึงมาสนองเกมการเมืองจนมอมแมมไปตามๆกัน
ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ราษฎรอาวุโส นายแพทย์อาวุโส พระชั้นผู้ใหญ่ นักคิดนักวิชาการ ปัญญาชนชั้นนำ
“แม้กระทั่งสถาบันเบื้องสูง ก็ถูกนำมาใส่สีตีไข่...”
ท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า วิกฤติผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไทยเวลานี้
เกิดขึ้นมาจากการที่ผู้ใหญ่หรือผู้ที่อยู่ในฐานะจะต้องวางตนเป็นผู้ใหญ่ ล้วนแล้วแต่ขาดพรหมวิหารกันทั้งนั้น
ต่างฝ่ายต่างก็เมามันในอำนาจราชศักดิ์ ผลประโยชน์ ธนบัตร และตกอยู่ท่ามกลางอคติ จนหลงลืมธรรมะ...
คนอินเดียแต่โบราณเชื่อกันมาว่า...“พระพรหม” เป็นเทพผู้ทรงฤทธาศักดานุภาพ
สามารถสร้างดินสร้างฟ้า สร้างมนุษยชาติและสรรพชีพ... สรรพสัตว์
พร้อมทั้งยังทรง “ลิขิต” เส้นทางของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงให้เป็นไปตามที่ทรง “เขียนบท” เอาไว้ให้อีกต่างหาก
ด้วยแนวความเชื่อเช่นนี้ จึงก่อให้เกิดแนวคิด “พรหมลิขิต” ขึ้นมาในโลก ซึ่งแนวคิดนี้เท่ากับปฏิเสธว่า
“มนุษย์ไม่มีเจตจำนงเสรีในการเลือก วิธีดำเนินชีวิตของตนเอง”
“มนุษย์เป็นเพียงหนูทดลองในห้องทำงานของเทพเจ้าที่ชื่อ...พระพรหมเท่านั้น” ท่าน ว.วชิรเมธี ว่า
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาในโลกแล้ว ทรงเห็นว่า ความเชื่อเช่นว่านั้นไร้สาระ
จึงทรงสถาปนาแนวคำสอนที่ว่าด้วยการสร้างโลก สร้างชีวิต ของมนุษย์ และสรรพสิ่งขึ้นมาใหม่
ทรงเน้นว่า พระพรหมนั้นใครๆก็เป็นได้ ถ้ามี...พรหมวิหารธรรม 4 ประการ อันประกอบด้วย
1. เมตตา ความรักอย่างฉันมิตรกับสรรพชีพสรรพสัตว์ทั่วทั้งโลก
2. กรุณา ความมีใจสงสารในยามที่เห็นเพื่อนมนุษย์-เพื่อนร่วมโลกตกทุกข์ได้ยาก
3. มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีมีความสุข
4. อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง เมื่อเห็นคนขัดแย้งกับธรรมะ หรือคนขัดแย้งกับหลักการ
“ปล่อยให้ธรรมะ...หลักการหลักกฎหมายทำงานไปตามความเป็นจริง
โดยคนไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการทำงานของธรรมะ”
ท่าน ว.วชิรเมธี ยกตัวอย่าง นาย ก. ยิงคนตาย ผู้เป็นพ่อแม้จะรักลูกอย่างไร
แต่ก็ปล่อยให้ตำรวจจับ นาย ก. เข้าคุกตามกฎหมาย โดยไม่วิ่งเต้นช่วยเหลือ
เพราะถือว่า นาย ก. ผิดจริง จึงควรได้รับกรรมที่ตนก่อด้วยตนเอง
อาการวางใจเป็นกลางอย่างนี้แหละ ที่เรียกว่า “อุเบกขา”
พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า พรหมวิหารธรรมนี้ เป็นหลักธรรมที่ใครก็ตามประพฤติตนแล้ว
คนนั้นก็สามารถเป็น “พระพรหมผู้สร้างโลก” ได้
โลกในที่นี้หมายถึง ชีวิตของปัจเจกบุคคล หรือโลกที่หมายถึงมนุษยชาติที่อยู่ร่วมกันในโลกก็ได้
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ใครมีพรหมวิหารธรรม คนคนนั้นก็สามารถสร้างสรรค์บันดาลโลกให้น่าอยู่ได้
ท่าน ว.วชิรเมธี ย้ำว่า คำว่า “พรหม” นั้น นอกจากแปลตรงตัวว่า “พระพรหม” แล้ว ท่านยังให้แปลว่า “ผู้ใหญ่” ได้อีกด้วย
พรหมวิหารธรรม จึงแปลว่า ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้ใหญ่
อาจแปลให้ร่วมสมัยได้อีกว่า ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้นำ ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้บริหาร
ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้มีศักยภาพในการสร้างสรรค์บันดาลโลก
ประยุกต์ให้สอดคล้องกับสังคมไทย พรหมวิหารธรรม ควรแปลว่า ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง
ในสังคมไทยยามนี้ ใครทำท่ามีธรรมะหรือมีจริยธรรม จะกลายเป็นคนพันธุ์พิเศษ ซึ่งตกสมัย และล้าหลัง
สภาพการณ์อย่างหนึ่งซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การเป็นคนดีเป็นเรื่องเชยก็คือ เดี๋ยวนี้...
คนไทยยอมรับคนโกงได้อย่างสบายๆ โดยไม่รู้สึกว่าเป็นคนที่น่ารังเกียจแต่อย่างใด
เมื่อคนไทยส่วนใหญ่ขาดพรหมวิหารธรรม แล้วถามว่า พวกเขามีธรรมะอะไรเข้ามาแทนที่?
“ก็ตอบได้ว่า ตอนนี้คนไทยหันหลังให้พรหมวิหารธรรม แล้วพากันมาสมาทาน พรหมวินาศธรรม กันหมดแล้ว”
พรหมวินาศธรรม แปลว่า ธรรมอันนำมาซึ่งความวินาศของผู้เป็นใหญ่ในบ้านเมือง 4 ประการ คือ
1. บ้าอำนาจ
2. ฉ้อราษฎร์บังหลวง
3. หลอกลวงประชาชน
4. มืดมนกินกามเกียรติ
บ้าอำนาจ หมายถึง กระหายอำนาจรัฐ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะเข้าครอบครองอำนาจรัฐ
ซึ่งเมื่อได้อำนาจรัฐแล้ว แทนที่จะนำไปสู่การทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน กลับกลายเป็นจะก่อให้เกิดการ
ฉ้อราษฎร์บังหลวง หมายถึง การประพฤติทุจริต มิจฉาชีพ ปล้น ชิง ฉก ฉวย
เอาทรัพยากรของประเทศชาติบ้านเมืองไปเป็นของตนเองอย่างหน้าด้านไร้ยางอาย
ไม่คำนึงว่าคนอื่นจะได้รับผลกระทบอย่างไร ขอให้ตนเองรวย รวย รวย ล้นฟ้าก็พอแล้ว
หลอกลวงประชาชน หมายถึง ผู้ใหญ่ในแผ่นดินจำนวนมากของเมืองไทยในช่วงหลายสิบปีมานี้
โดยมากทำงานการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของ ตนเองและพวกพ้อง จนก่อให้เกิดสภาพธนกิจการเมือง
แต่ทั้งๆที่ตนทำงานการเมืองเพื่อเอื้อต่อภาคธุรกิจของตนแท้ๆ ทว่าถึงกระนั้นก็ยังคงอ้างว่า
งานการเมืองที่ทำไปทั้งหมดนั้นก็เพื่อพี่น้องประชาชนเท่านั้น
ประชาชนจึงถูกหลอกไม่รู้จบสิ้น
ประการสุดท้าย มืดมนกินกามเกียรติ หมายถึง ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพากัน
หันหลังให้จริยธรรม มุ่งวัดความสำเร็จในชีวิตของตนและของสังคมด้วยการประเมินกันที่
ใครมี กิน กาม เกียรติ มากกว่าคนนั้น นับว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จ
“เราจึงได้เห็นนักการเมืองจำนวนมากอยากเป็นรัฐมนตรีเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล
หรืออยากติดยศทางทหารหรือตำรวจ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเป็นเจ้านายใหญ่โต เหนือกว่าคนทั้งปวงเท่านั้น”
หลายปีมานี้นักการเมืองผู้ใหญ่จำนวนมากพากันไปลงทะเบียนเรียนหนังสือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ
เพื่ออยากได้ปริญญา อันแสดงให้สังคมเห็นว่าตนก็มีการศึกษากับเขาเหมือนกัน
ด้วยค่านิยมที่ถือกันว่า การมีปริญญาหลายสาขาและยิ่งสูงยิ่งมีเกียรติ
จึงก่อให้เกิดอาการขายตัวแลกเกรด และเรียนหนังสือเพื่อเอาหน้ามากกว่าเอาปัญญา
การศึกษาของไทยเลยกลายเป็นพาณิชยศึกษา เพื่อสนองตัณหาของคนบ้าเกียรติ
นักเรียนบางคนก็บ้าเกียรติตามผู้ใหญ่ พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังไม่ได้ถึงกับผูกคอฆ่าตัวตาย ก็เคยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว
“ต้องยอมรับว่า เวลานี้พรหมวินาศธรรมกำลังแผ่ครอบงำสังคมไทยอย่างกว้างขวาง
หากเราไม่ร่วมกันล้มล้างค่านิยมที่ผิดๆเช่นนี้ออกไปจากสังคมไทย...
คงเป็นการยากที่เราจะสถาปนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความร่มเย็น เป็นสุขเช่นในอดีตได้อีก”
ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ทิ้งท้าย
2月21日 พุทธทำนาย พุทธทำนาย 16
ช่วงนี้ได้เห็นข่าวมากมาย ชวนปวดหัวเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดก็เกิด
ซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คล้ายกับสิ่งที่ผมเคยอ่าน เกี่ยวกับพุทธทำนายสมัยพุทธกาล... วันมาฆบูชานี้ ผมจึงขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ พุทธศาสนาเรื่องนี้ไว้อ่านสักเรื่องครับ เรื่องนี้มีอยู่ ในพระบาลีเอกนิบาตวัณณนา ภาค ๒ เล่ม ๒๗ หน้า ๒๔ ในคำอธิบาย อรรถกถาของพระบาลีอรรถคาถา ในเล่มที่ ๒
หน้าที่ ๑๔๖-๑๖๓ ว่า ………เรื่องน่าอัศจรรย์ คือโลกในสมัยปัจจุบันไปตรงกับคำทำนาย
หรือคำอธิบายของพระพุทธองค์เมื่อกว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว เรื่องนี้มีตามหัวข้อ ในพระไตรปิฎกความว่า
“อุสภา รุกฺขา คาวิโย ควา จ , อสฺโส กํโส สิคาลี จ , กุมฺโพ โปกฺขรณี จ, อปากํ จนฺทนํ ลาวูนิสีทนฺติ สิลาปลวนฺติ ,
มณฺฑูกิโย กณฺหสปฺเปติคิลนฺติ, กากํสุวณฺณา ปริวารยนฺติ ตสาวกา เอลกานํ ภายนฺติ , วิปริยาโย วตฺตติ นยิรมตฺถิ …
มีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งคือ พระเจ้าปัทเสนธิโกศลทรงสุบินไป ๑๖ เรื่อง ล้วนเป็นฝันร้ายทั้งสิ้น ตื่นบรรทมขึ้นขึ้นมาทรงตกใจกลัว
ทรงถามพวกพราหมณ์ พราหมณ์ ทูลให้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ บูชายัญ เพราะเป็นเรื่องร้ายสำหรับราชสมบัติและชีวิตของพระอง ค์เอง พระเจ้าปัทเสนธิโกศลทรงเชื่อ จึงสั่งให้จัดพิธีสะเดาะเคราะห์ บูชายัญ โดยสั่งให้เตรียมคนและสัตว์มาฆ่าบูชายัญ.... พระมเหสีมัลลิกาทูลทัดทานพระเจ้าแผ่นดินว่า ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท ควรไปทูลถามพระพุทธเจ้าก่อน
พระเจ้าแผ่นดินก็ไปทูลถามพระพุทธเจ้า และเล่าความฝันนั้นทั้งหมด พระพุทธเจ้าตรัสว่า ฝันนั้นมิได้เป็นเรื่องร้ายเกี่ยวกับพระราชบัลลังก์แ ละชีวิตของพระองค์ แต่เป็นเรื่องที่จะเกิดในอนาคตข้างหน้า ซึ่งหมายถึงปัจจุบันนี้นั่นเอง เรามาดูกันว่าความฝันทั้ง ๑๖ เรื่องนั้นว่าอย่างไร ตรงกับเหตุการณ์ปัจจุบันหรือไม่ ขอสรุปว่า ความฝันทั้งหมดเกิดขึ้นเนื่องจากความเสื่อมของศีลธรร มซึ่งมาตรงกับสมัยนี้พอดี ความฝันที่ 1
“อุสภา” บาลีแปลว่า โคอุสภ ในฝันเห็นว่า โคอุสภ คือ วัวสีดำทมึน ๔ ตัว วิ่งมาจากทิศทั้ง ๔
วิ่งคำรามใส่กันเหมือนฟ้าจะถล่ม เหมือนกับจะชนกัน แต่แล้วก็ไม่ชน คนที่เฝ้าดูก็คอยเก้อ...
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายความฝันข้อนี้ว่า เปรียบเหมือนฝนตั้งเค้ามืดครึ้มมาทั้ง ๔ ทิศ แต่แล้วก็ไม่ตก อาจหมายถึงการที่คนไปทำลายดุลย์ธรรมชาติต่าง ๆ จนทำให้ฝนไม่ตกก็ได้ แต่สำหรับสมัยนี้แล้ว ความฝันนี้อาจหมายถึง การที่ไม่อาจใช้อำนาจ คำสั่งกฎเกณฑ์ต่าง ๆ บังคับคนให้เป็นระเบียบได้ กฏเกณฑ์ต่างๆไม่มีใครปฏิบัติตาม แม้แต่กฎหมายก็เป็นเพียงกระดาษ ไม่มีความหมายอะไร หากจะตีความในแง่การเมือง โดยดูที่ประเทศอินเดีย อันเป็นที่เกิดเรื่องนี้เป็นศูนย์กลาง จะเห็นว่า ๔ ทิศรอบอินเดีย ได้แก่ จีนแดง ทางทิศตะวันออก
รัสเซีย ทางทิศเหนือ อเมริกา ทางทิศตะวันตก กลุ่มประเทศในโลกที่ ๓ ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ทางทิศใต้
๔ ทิศเปรียบได้กับวัว ๔ ตัว ในความฝันนั้น เราจะเห็นว่าประเทศทั้ง ๔ ทิศรอบอินเดีย กำลังจ้องจะประกาศสงครามกัน แต่ก็ยังไม่กล้า เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีอาวุธร้ายแรง เช่น ปรมาณู หรือนิวเคลียร์ด้วยกันทั้งนั้น สำหรับในประเทศไทย การกล่าวคำปฏิญาณตนต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเด็กนักเรียนข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ลูกเสือ ล้วนแต่ใช้คำว่า “ข้าพเจ้าจะ…..” คือยังไม่ลงมือทำสักทีไม่ทราบว่าลังเลใจอะไรอยู่ จึงเหมือนกับวัว ๔ ตัวได้แต่ขู่ ๆ กัน ยังไม่ชนกันสักที ความฝันที่ 2
“รุกขา” แปลว่าต้นไม้ ในความฝันเห็นต้นไม้มีดอกมีผลเต็มไปหมด พองอกได้คืบก็ออกดอก
ได้ศอกก็ออกผลทั่วทั้งแผ่นดิน
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายความฝันนี้ว่า ในอนาคต ศีลธรรมของคนเสื่อมลง จนแม้เด็กหญิงก็มีลูกตั้งแต่เริ่มแรกรุ่นทุกหนทุกแห่งในโลก เป็นนางก่อนนางสาว ในปัจจุบัน การให้การศึกษาผิด ๆ ในเรื่องเพศศึกษา ทำให้เด็ก ๆ ชิงสุกก่อนห่าม หมดความละอายในเรื่องเพศ การศึกษาในเรื่องเพศศึกษากลายเป็นส่วนสนับสนุนให้เด็กประพฤติผิดทางเพศมากขึ้น นี่คือความหมายของความฝันนี้ ความฝันที่ ๓
“คาวิโย” พระเจ้าปัทเสนธิโกศล ทรงฝันเห็นว่าแม่วัวต้องกินนมของลูกตัวเอง แม้เกิดมาวันเดียวเท่านั้น
พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตนี้ เมื่อมนุษย์ไร้ศีลธรรม ไม่มีความเคารพผู้สูงกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก, เด็กกับคนแก่, ครูกับลูกศิษย์เปลี่ยนแปลงไป คนแก่ไม่สามารถประกอบกิจการงานเลี้ยงชีวิตด้วยตนเอง ต้องพึ่งลูกหลานเพื่อการยังชีพ นั่นคือ “แม่วัวต้องกินนมลูกวัว” เพราะว่ามาถึงสมัยนี้ไม่มีความกตัญญูรู้คุณอีกต่อไป มันตรงข้ามกับสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง ความฝันที่ ๔
“ควา จ” แปลว่าลูกวัวที่เขายังไม่งอก อายุยังน้อย ยังไม่ถึงวัยทำงาน พระเจ้าปัทเสนธิโกศลทรงฝันเห็นมนุษย์จับลูกวัว
อายุน้อย ๆ หรือ “ลูกแหง่” นี้ เข้าเทียมแอก เทียมไถ ใช้ทำงานมันก็ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง ทำดีบ้างเสียบ้าง
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า ในอนาคต เมื่อมนุษย์ไร้ศีลธรรม ไม่มีความเป็นธรรมระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง เอาเด็กมาเป็นผู้ปกครอง ทำให้การบ้านการเมืองเสียหาย มีแต่รู้เฟ้อ ขาดความรู้ความชำนาญ การเอาคนขาดความรู้ ความชำนาญ ยังเด็กเกินไปในชีวิตมาบริหารงาน แม้จะเรียนมามาก แต่ขาดความชำนาญ ขาดประสบการณ์ การบริหารงานก็ไม่ได้ผล ความฝันที่ ๕
“อสฺโส” แปลว่า ม้าตัวหนึ่ง มีปากทั้งสองข้างคนเลี้ยงต่างเอากล้าข้าวเหนียว
ป้อนทั้งสองปากพร้อม ๆ กันคนเลี้ยงจึงเหนื่อยมากที่เดียว
พระพุทธองค์อธิบายว่า ในอนาคต เมื่อคนไร้ศีลธรรม เขาจะเอาคนที่ไม่เชื่อในบุญและบาป มาทำหน้าที่สำคัญในโรงในศาล เป็นผู้พิพากษา ตุลาการ อัยการ ทนายว่าความวินิจฉัยคดี คนพวกนี้จะกินสินบนจากคู่ความทั้งสองฝ่าย คือทั้งสองฝ่าย
คือทั้งฝ่ายโจทก์ และฝ่ายจำเลย แล้วจึงตัดสินความตามแต่ตนจะพอใจ
ถ้าทั้งโลกเป็นอย่างนี้ ก็น่าจะเชื่อได้ว่า ฉากสุดท้ายของโลกมาถึงแล้ว ม้าตัวหนึ่งมีสองปาก กินหญ้าสองปากพร้อมกัน ปัจจุบันจะเห็นม้าที่น่าดูยิ่งกว่านั้น คือ ประเทศเล็ก ๆ รับความช่วยเหลือจากมหาประเทศสองฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกัน ม้าสองปากมีมากมาย แม้แต่คนเราก็เป็นม้าสองปาก ปากหนึ่งไม่ทำบุญ แต่อีกปากหนึ่งจะเอาสวรรค์มันค้านกันอยู่ เขารักกิเลสมากกว่ารักธรรมะ ความฝันที่ ๖
“กํโส” แปลว่าถาดทองสัมฤทธิ์ พระเจ้าปัทเสนธิโกศลทรงพระสุบินว่า มนุษย์ต่างขัดถาดทองสัมฤทธิ์ ราคาเป็นแสน
ให้เป็นเงางาม สะอาด แล้วนำไปให้สุนัขเยี่ยวรด
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายความฝันนี้ว่า สมัยเมื่อมนุษย์ไร้ศีลธรรมอย่างรุนแรงจนเกิดความ จำเป็นที่ทำให้คนในตระกูลสูงต้องยกกุลสตรีในตระกูลของตนให้แก่คนในตระกูลถ่อย
นี่คือความหมายตามภาษาบาลี คนตระกูลสูงต้องง้อคนตระกูลถ่อย เพราะเป็นสมัยที่คนถ่อยมีอำนาจ คนในตระกูลสูงอยู่ในความประมาท ในขณะที่พวกตระกูลต่ำ ๆ ต่างยกตัวเองขึ้นด้วยการศึกษา จนได้รับการแต่งตั้งให้เข้ารับราชการแทนพวกตระกูลสูง พวกตระกูลสูง
จึงต้องยอมให้บุตรธิดาของตนสมรสกับคนต่ำ ๆ
ปัจจุบันความบีบคั้นทางเศรษฐกิจทำให้คนในตระกูลสูงรักษาศักดิ์ศรีของตนไว้ไม้ได้ ต้องยอมให้คนพาลคครองเมือง เท่ากับการเอาถาดทองสัมฤทธิ์ราคาเป็นแสนรองให้สุนัขเ ยี่ยวใส่ ความฝันที่ ๗
พระเจ้าปัทเสนธิโกศลทรงพระสุบินว่า “สิคาลี” หมายความถึง ผู้ชายนั่งควั่นเชือกด้วยหนังสัตว์แล้วหย่อนเชือกที่
ควั่นได้ลงใต้ตั่ง ควั่นไป หย่อนไป หารู้ไม่ว่า ภายใต้ตั่งมีนางสุนัขตัวหนึ่งเคี้ยวหนังที่ควั่นเป็น เชือกกินจนไม่มีเหลือ จนชายที่ควั่นเชือกเหนื่อยเจียนตาย
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า ในอนาคต เมื่อมนุษย์ไร้ศีลธรรม หญิงรักชายชู้มาเล่นชู้กันถึงในบ้าน ถ้าดูให้ดีเราจะเห็นว่าในสมัยนี้ ความหมายก็คือ ผู้หญิงผลาญหยาดเหงื่อแรงงานสามีมาใช้อย่างฟุ่มเฟื้อ ต้องการความสุขส่วนตัวมากกว่าที่มีความสุขจากการทำหน ้าที่ภรรยา และความภาคภูมิใจในการเลี้ยงดูลูก
ปัจจุบันผู้หญิงต้องการความเสมอภาคมากขึ้น พระพุทธองค์ตรัสว่า “ทุกฺโข สมาน ส วาโส” ความว่า “การอยู่เสมอกันเป็นทุกข์อย่างยิ่ง”
ผู้ชายทำอะไร ผู้หญิงก็จะทำอย่างนั้นบ้าง จะเกิดความยุ่งยากมาจากความต้องการเสมอภาคกัน ทำให้ “ผู้หญิงจะกินผู้ชายมากขึ้น” เหมือนนางสุนัขที่อยู่ใต้ตั่งกินเชือกหนังที่ชายควั่นหย่อนลงไป
จะมีในอนาคต เมื่อไร้ศีลธรรม
ความฝันที่ ๘
“กุมโพ” หมายถึงตุ่มน้ำ ความฝันนี้มีว่า มีโอ่งน้ำใบใหญ่ใบหนึ่ง มีโอ่งใบเล็ก ๆ ล้อมอยู่เป็นอันมาก
มนุษย์ต่างก็ตักน้ำใส่แต่โอ่งใบใหญ่ใบเดียวเท่านั้น
จนล้นแล้วล้นอีกก็ยังใส่ ไม่มีใครตักใส่ในโอ่งใบเล็ก ๆ ที่อยู่รอบตุ่มใบใหญ่ใบนั้นบ้างเลย พระพุทธเจ้าทรงอธิบายความฝันนี้ว่า ในอนาคตเมื่อโลกนี้ไม่ประกอบด้วยศีลธรรมเลย จะเกิดจอมเผด็จการตั้งตัวเป็นใหญ่ ใช้อำนาจบีบบังคับประชาชน เอาพืชผลที่ได้ทั้งหมดทั่วประเทศ มาใส่ยุ้งฉางของคนนั้นคนเดียว เพราะเขามีอำนาจ มีเงิน มีพรรคพวก
เมื่อคนไม่ประกอบด้วยธรรมแล้วจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เ กิดขึ้น แต่เราอาจจะมองได้อีกอย่างหนึ่งคือ ในปัจจุบันนี้มีระบบสูบเลือด ขูดรีดของนายทุน ผูกขาดโดยระบบกิเลส จึงไปรวยมากที่จุด ๆ หนึ่งเพียงจุดเดียวนอกจากนั้นก็ขาดแคลน
ปัจจุบันเราจะเห็นว่า ความเจริญมีแต่ในเมืองหลวง บ้านนอกไม่มีใครสนใจคล้าย ๆ กับว่าความเจริญในประเทศไทยมีแต่ในกรุงเทพ ทำกรุงเทพฯ
ให้ใหญ่จนมีปัญหาเหลือประมาณ เช่น ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาจราจร ส่วนบ้านนอกคอกนาก็ยังร้างอยู่ เช่น เศรษฐกิจอุตสาหกรรม ทำให้คนมั่งมีได้มั่งมียิ่งขึ้น เครื่องจักรทำงานแทนแรงคนจนเสียหมด ทำให้คนไม่มีงานทำ นี่คือโอ่งน้อย ๆ
ที่ว่างพร่อง และโอ่งใหญ่ที่เต้มล้น ทำคล้าย ๆ กับว่าที่กรุงเทพ ฯ เท่านั้นที่เป็นประเทศไทย
บ้านนอกคอกนาไม่มีครสนใจ ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน
ความฝันที่ ๙
“โปกฺขรณี” แปลว่า สระน้ำ กว้าง ใหญ่ ลึก พระเจ้าแผ่นดินปัทเสนธิดกศลทรงพระสุบินว่า
พบสระโปกขรณีทั้งกว้าง ทั้งใหญ่ ทั้งลึก แต่ตรงกลางสระขุ่น เป็นปลักเป็นโคลนตม ส่วนริมสระนั้นทั้ง ๆ
ทีมีฝูงสัตว์ทุกชนิดลงอาบกิน ย่ำ อยู่เสมอแต่ริมสระนั้นกลับใสแจ๋วเย็นสะอาด
พระพุทะองค์ทรงอธิบายว่า ในอนาคตในสมัยที่มนุษย์ไร้ศีลธรรม ชนผู้เป็นชนชั้นปกครองทารุณ บีบคั้นคนสุจริต คนสุจริตต้องหนีออกจากเมืองเข้าป่า ซึ่งเรื่องนี้เข้ากับเรื่องเล่า “ขงจื้อ” “ขงจือ” เป็นนักศึกษา เขาอยากดูความเป็นไปที่แท้จริงจึงเข้าไปในป่า พบคนจำนวนมากที่นอนให้เสือกิน
คืนละคนสองคนเสมอ ขงจื้อถามว่าเหตุใดจึงยอมมานอนให้เสือกิน ชาวบ้านตอบว่า “ให้เสือกินที่นี้ดีกว่า อยุ่ในเมืองอยุติธรรมมันกิน” หมายความว่า ความไม่เป็นธรรมบีบคั้น มาให้เสือกินดีกว่า แสดงว่าคนเราชอบความจริงความยุติธรรม เมื่อชนชั้นปกครองโหดร้าย ทารุณ
จนคนในเมืองหนีเข้าป่า ในเมืองไร้ศีลธรรม แต่บ้านนอกในป่าไกลออกไปที่ความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง นั้นยังมีศีลธรรม นี่คือริมสระน้ำใสแจ๋วทั้งที่มีสัตว์เหยียบย่ำอยู่ แต่ตรงกลางสระน้ำกลับขุ่นมัวเป็นโคลนตม ทั้ง ๆ ที่มันลึกและกว้างใหญ่ ในเมืองสกปรกในป่าสะอาด ในเมืองร้อนในป่าเย็น ในเมืองเหม็นในป่าหอม แต่ก่อนขโมยโจรอัธพาลคนชั่ว ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ตามถ้ำ
ตามป่า ตามเขาเดี๋ยวนี้คนชั่วเหล่านี้อยู่ในเมือง ยิ่งเป็นคนมีความรู้มีการศึกษามาก ยิ่งปราบยากขึ้นทุกที
มีแต่วิกฤตการณ์ที่เลวร้าย แต่บ้านนอกเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความรักความเมตตา โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจอาชญา
รัฐบาลคิดแต่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ,การเมืองกฎหมาย ลืมนึกไปว่าที่สำคัญกว่านั้นคือ ศีลธรรม
ความฝันที่ ๑๐
“อปากํ” แปลว่า เหมือนกับไม่ได้หุง พระเจ้าปัทเสนธิโกศลทรงพระสุบินเห็นข้าวหม้อหนึ่งที่
คนหุงไว้ในหม้อเดียวกัน ข้างในแบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนหนึ่งยังดิบเป็นเมล็ดข้าวสารอยู่ ส่วนหนึ่งยังสุก ๆ ดิบ ๆ ส่วนหนึ่งก็แหลกเหลวไปเลยในหม้อเดียวกัน พระพุทะองค์ทรงอธิบายว่า สมัยหนึ่งคนประพฤติธรรมโดยสิ้นเชิง ชนชั้นปกครอง รัฐบาล ราชตระกูล อำมาตย์ ราษฎรทุกคนพากันถือ “อำนาจเป็นธรรม” ไม่เคารพหลักธรรม จนกระทั่งเทวดาที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์พลอยเดือดร้อนไ ปด้วย จึงบรรดาลให้ฝนตกไม่เท่ากัน
บางแห่งให้ฝนตกมากเกินไปจนพืชพันธ์ธัญญาหารเสียหาย อีกแห่งหนึ่งไม่ตกเลย แล้งจนไม่มีน้ำกิน
พืชพันธ์แห้งตายกันหมด อีกแห่งก็ตกบ้างไม่ตกบ้าง
ในสมัยเมื่อมนุษย์ไร้ศีลธรรม จะมีแต่คนสุก ๆ ดิบ ๆ หาคนสุกยาก โลกปัจจุบันนี้พิจารณาดูจะเห็นว่า จะมีคนรวย เกินไปอยู่พวกหนึ่ง พวกคนจน ๆ ไม่มีจะกิน ตายคราวละมาก ๆ อีกพวกหนึ่ง ส่วนอีกพวกหนึ่งก็มีกินพอประทังชีวิตไปวัน ๆ หนึ่ง โลกเดียวกันแบ่งเป็น 3 ส่วนอย่างนี้ แม้แต่รัฐสภายังประกอบไปด้วยสมาชิก 3 ชนิด คือ
ดิบเป็นเมล็ดข้าวสาร เลวมาก หรือโง่อย่างนี้ก็มี สุก ๆ ดิบ ๆ ก็มี ที่สุกจริง ๆ มีไม่กี่เมล็ด เพราะเพ้ออยู่ด้วยประชาธิปไตยบ้าง หลงใหลในอุดมคติบ้าง ไม่พอดีไม่ถูกต้อง ที่ดี ๆ มีอยู่น้อย ไปดูในรัฐสภาก็จะเห็นหม้อข้าวชนิดนี้ แม้ในบ้าน ตลาด อำเภอ จังหวัดก็เป็นอย่างนี้
คือไม่มีความพอดี แม้แต่ในบ้านก็ยังหาความพอดีไม่ได้ ไม่ยอมลงกัน เพราะไม่มีศีลธรรมนั่นเอง พ่อกินเหล้า แม่เล่นการพนัน
ลูกสาวบ้าแต่งตัว ลูกชายเจ้าชู้ใช้เงินเปลือง แต่ละคนก็ไปกันคนละทาง นี่คือข้าวหม้อเดียวกันในบ้านหลังหนึ่ง แต่แยกกันเป็นส่วน ๆ อย่างนี้ ความฝันที่ ๑๑
“จนฺทนํ” แปลว่า แก่นจันทร์แดง ราคาเป็นแสน พระเจ้าแผ่นดินปัทเสนธิโกศลทรงพระสุบินว่า
เห็นคนพวกหนึ่งเอาแก่นจันทร์แดงอย่างดีราคาแพงไปแลกกับ
นมเปรี้ยวกระปุกเดียว นมเปรี้ยว (ในประเทศอินเดีย) คือนมอย่างเลวที่สุดในบรรดานมทั้งหลาย ดังมีปรารกในอรรถกถา แห่ง มหาสุบินชาดก วรรคที่ 8
เอกนิบาต หน้า 156 เล่ม 2 ความว่า
- สตสหสฺส สคฺคนกํ จนฺทนสารํ ปูติตกฺเกน วิกฺกินนฺเต อทฺทสํ ฝันเห็นชนพวกหนึ่ง เอาแก่นจันทร์แดงอย่างดี ราคาเป็นแสน ไปแลกกับนมเปรี้ยวกระปุกเดียว พระผู้มีพระภาค(พระพุทธเจ้า)ทรงตรัสตอบว่า
- อนาคตสฺมึ หิ ปจฺจยดลลา อลชฺชี ภิกฺขู พหู พวิสฺสนฺติ ในกาลฝ่ายอนาคต จะมีภิกษุอลัชชีที่โลเลด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้น เป็นอันมาก - เตมยา ปจฺจย โลลุปฺปํ นิมฺมเภตฺตวา กตฺถิต ธมฺมเทสนํ จีวรานิ ปจฺจยเหตุ เทเสถ สนฺติ
อลัชชีเหล่านั้นจะแสดงธรรมที่เราได้กล่าวไว้เพื่อเสียสละปัจจัยนั้นเสีย เพื่อให้มุ่งต่อหน้าพระนิพพาน แต่ก็เอามาแสดงเพื่อปัจจัย มีจีวรเป็นต้นเหล่านี้
- ปจฺจเยหิ มุจจิตฺตวา นิสฺสนร ปกฺเข ฐิตา นิพฺพานา ภิมุกฺขํ กตฺตวา เทเสตํ นสิกฺขต สนฺติ
เขาไม่อาจแสดงธรรมที่ลสะปัจจัย ตั้งอยู่ในสรณะ มีนิพานเป็นเบื้องหน้า เขาแสดงไม่เป็น - เกวลํ ปท พยญฺชนํ สมฺปฏิจฺเจว มธุรสทํ จ สุตฺตวา มหสฺทานิ จีวราทีนิ สนฺติเจว ทาเปตุ สนฺติ จ
มหาชนทั้งหลาย (ต้องเป็นคนโง่แน่นอน) ได้ฟังเสียงที่แสดงถึงพร้อมด้วยพยัญชนะ เช่น กาพย์ บทกลอนอันไพเราะ แล้วก็ถวายจีวรแพง ๆ เป็นปัจจัย และให้คนอื่นถวายบ้าง - อปเร อนฺตราวีถิ จตุกราชทวาราสุ นิสีทิตฺตวา กหาปนตฺถ กหาปทมาสก ณุปาที นิสฺสาย ธมฺมเทสนฺติ
อลัชชีพวกอื่น ๆ บางพวก ก็นั่งตามถนน ตามประตูเมืองแล้วแสดงธรรม เพื่อเห็นแก่เงิน แก่กหาปนะบ้าง ครั้งละ 1 กหาปนะบ้าง 1 บาทบ้าง 1 มาสกบ้าง
- อติมยา นิพฺพานกฺข นกํ กตฺตวา เทสิตธมฺมํ จตุปฺปจจยตฺถาย เจว กหาปนตฺถ กหาปนาทีนํ อตฺถาย จ วิกฺกินิตฺตวา เทเสนฺตา
สตสหสฺสคฺคนิก จนฺทนสารํ ปูติตกฺเกน วิกกินนฺตา วิย ภวิสฺสนฺติ ด้วยการเหล่านี้ ภิกษุอลัชชีเหล่านั้น แสดงธรรมที่เราแสดงไว้ เพื่อพระนิพพาน นำมาเสองเพื่อเงินบ้าง 1 กหาปนะบ้าง ครึ่งกหาปนะบ้าง 1 บาทบ้าง 1 มาสกบ้าง ก็เท่ากับเอาแก่นจันทร์แดงราคาเป็นแสนมาแลกกับนมเปรี ้ยวเพียงกระปุกเดียวเท่านั้น
พระพุทธองค์ทรงอธิบายความข้อนี้ว่า ในอนาคตเมื่อมนุษย์ทิ้งศีลธรรม นักบวชทั้งหลายได้ศึกษาเล่าเรียน
พระธรรมวินัยของพระตถาคตซึ่งมีวิมุตติเป็นแก่นสาร
แต่นำธรรมเหล่านี้ไปแลกลาภผล เพราะเห็นแก่ปากแก่ท้อง นำคำติเตียนความโลภของตถาคต (พระพุทธเจ้า) แสดงให้แก่มหาชนทั้งหลายให้ละความโลภ โดยสละปัจจัยถวายตน แต่พระที่แท้แสดงธรรมโดยไม่รับเครื่องกัณฑ์
เขาหาว่าเบ่ง ว่าแกล้งทับผู้อื่น อวดดี พอแสดงเรื่องพระนิพพานเขาหาว่าคร่ำครึ
บ้าล้าสมัย อวดความรู้เป็น “ข้าศึกต่อการพัฒนา” ก็เลยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ตรงกับพุทะประสงค์ แต่ก็ต้องไม่ทำชนิดที่ว่า “เอาแก่นจันทร์แดงไปแลกกับนมเปรี้ยว 1 กระปุก” จึงได้แต่สงสารพระดี ๆ
อย่างนี้ เพราะอลัชชีเหล่านี้ไม่อาจถอนตนออกจากความเป็นทาส บวชคอยจังหวะที่จะออกไปเท่านั้น...
ความฝันที่ ๑๒
“ลาวูนิ สีทนฺติ” แปลว่า น้ำเต้าแห้ง กลมกลวงเกลี้ยงลื่น พระเจ้าปัทเสนธิโกศลทรงพระสุบินว่า
เห็นน้ำเต้าแห้ง ซึ่งปกติลอยน้ำได้ กลับจมดิ่งลง
พระพุทธองค์ทรงอธิบายตามฝันนี้ว่า โลกแปรปรวนจนถึงนิยมนับถือถ้อยคำของคนโกง ในราชสำนัก ในที่ประชุม ที่วินิจฉัย กลุ่มต่าง ๆ ถ้อยคำของคนเท็จ คนหัวประจบ กลับได้รับความเชื่อถือยกย่อง ส่วนคำของสัตบุรุษจะถูกเยาะเย้ย ถากถาง
แต่คำของอลัชชีจะถูกยกย่องราวกับว่าเป็น “นัยยานิกกรรม” (ธรรมที่นำสัตว์ออกจากทุกข์ไปสู่พระนิพพาน)
สัตตบุรุษ คือ คนดี คนมีศีลธรรม ประพฤติตรง ปฏิบัติชอบ จะถูกดูถูก เยาะเย้ย ถากถาง
ปัจจุบันนี้ คนดูหมิ่นพ่อ-แม่ ครู พระ ศาสนา ว่าศาสนาไม่จำเป็น น้ำเต้าแห้งกลวงกลมเปล่าจมน้ำอย่างนี้ ส่วนเรื่องวัตถุ เรื่องกามารมณ์ กลับถูกยกย่อง
ถ้าประเทศใด บ้านเมืองใด หมู่บ้านใด ครอบครัวใดถือธรรมะอยู่จะอับเฉา แห้งแล้ง เงียบเชียบ ไม่เด่น ไม่มีใครคบหาสมาคม โลกปัจจุบันถือว่าร่ำรวย สวยงาม หรูหราคือสิ่งดี ความฝันที่ ๑๓
ข้อที่สิบสามสืบเนื่องกับข้อที่สิบสอง “ศิลา” แปลว่าก้อนหินแน่นทึบ ใหญ่โตเท่าบ้านเท่าเรือน
พากันลอยน้ำฟ่อง อยู่เหนือน้ำ เหมือนกลีบบัว
หรือเหมือนเรือสำเภา บรรทุกสินค้าลอยเต็มไปหมดทั่วบ้านทั่วเมือง นี่เป็นความฝันอีกข้อหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงอธิบายยความฝันนี้ว่า ในอนาคตเมื่อมนุษย์ไร้ศีลธรรม โลกจะแปรปรวนทั้งโลก แผ่นดินและโลกมนุษย์ทำคนตระกูลสูงให้ตกยากลงมากมาย
คนในตระกูลต่ำกลับมั่งคั่ง และไม่เคารพคนในตระกูลสูง คนไพร่ตะกูลต่ำเยาะเย้ย ถากถางผู้ดีตระกูลสูง พวกอลัชชีกดขี่ ข่มเหง ภิกษุผู้เป็นอลัชชี ด่าทอนักปราชญ์ สัตบุรุษ
ปัจจุบันยกย่องวัตถุ กามอารมณ์ เห็นเงินดีกว่า “อุดมคติ” เงินถูกย่อย่องเป็นศาสนา อำนาจถูกยกย่องเป็นธรรม ด้านการศึกษา เห็นกงจักรนั้นเป็นดอกบัว สอนให้รู้อ่าน-เขียนรู้ประกอบอาชีพ แต่ไม่รู้จักแก้ปัญหา เวลาที่มีความทุกข์เพราะขาดความรู้ที่เป็นคุณธรรม คือ ก้อนหินลอยน้ำได้ ความฝันที่ ๑๔
“ มณฑูกิโย กณฺหสปฺเป คิลนฺติ” หมายความว่า กบเขียดตัวเล็ก ๆ
ไล่ตามงูเห่าดำตัวมหึมาทันแล้วกลืนกินเหมือนไล่จับแมลงเล็ก ๆ กินฉะนั้น
พระพุทะองค์ทรงอธิบายความฝันนี้ว่า ต่อไปในอนาคตมนุษย์ไร้ศีลธรรม เพศชายตกอยู่ใต้อำนาจเพศหญิงเพราะหลงไหลในกามในราคะ ทรัพย์สมบัติ จะเห็นได้ทุกหนทุกแห่ง ในที่ทำงาน สถานที่ราชการ ตามบ้านเรือน ตามสถานตากอากาศ เพศชายหลงไหลในกามราคะมากมาย
จนบางที่ถึงกับติดคุกติดตารางเป็นหนี้เป็นสิน เมื่อเป็นเช่นนี้อำนาจอยู่ในมือผู้หญิงทั้งหมด ทำให้ถือว่าอยู่เหนือผู้ชาย โดยเฉพาะในเมื่อ ผู้หญิงเต็มไปด้วยศิลปะแห่งการยั่วยวน สามารถมัดผู้ชายให้อยู่ใน
มือได้ จะมีผลดีก็เพราะเชื่อว่าจะสามารถห้ามผู้ชายไม่ให้รบกันเท่านั้น
ข้อนี้อาจเปรียบไปได้ว่า หมายถึงผู้ที่ไม่มีอำนาจอะไร จะสามรถบงการผู้มีอำนาจได้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมบางอย่าง สามารถทำให้ผู้มีอำนาจกลัวได้ เมื่อมนุษย์ไร้ศีลธรรมถึงที่สุดความฝันนี้จะเป็นจริง ขึ้นได้ ความฝันที่ ๑๕
“กากํ สุวณฺณา ปริวารยนฺติ” ความว่า ชาติราชสุวรรณหงส์ สีทองต้องมารับใช้กา นี่คือความฝันของพระเจ้าปัทเสนธิโกศล
พระพุทธองค์ทรงอธิบายความฝันว่า สมัยที่ไร้ศีลธรรมไร้ธรรมะ คนที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ กลายเป็นคนขี้ขลาดหวาดระแวง ยกคนเลวคนพาลขึ้นเป็นหัวหน้า คนพาลนี้เลยทำให้คนดีเดือดร้อน กดขี่ ข่มเหง ใครทนไม่ได้ก็ต้องหนีไป หนีไม่ได้ก็ต้องทนให้คนพาลใช้สอยตามต้องการ ถ้าจะดูให้จริงกว่านี้ คนไร้ศีลธรรมยังขูดรีดบีบบังคับคนดีมากขึ้นในอีกหลาย แง่หลายมุม ความฝันที่ ๑๖
“ตสาวกา เอฬกานํ ภายนฺติ” คือ แกะทั้งหลายต่างไล่จับเสือเหลืองมากินจนเสือทั้งหลาย หนีหายไปหมด
พระเจ้าปัทเสนธิโกศลทรงพระสุบินเห็นดังนี้
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า ในสมัยหนึ่งเกิดอธรรมขึ้นมา แม้ในชนชั้นปกครอง ก็ไม่ประกอบด้วยธรรมมีราชวัลลภเลว ๆ หรือเป็นพาลเป็นบริวารให้อำนาจแก่ราชวัลลภกดขี่อำมาตย์ เสนาบดีที่ซื่อตรงจนพวกนี้ต้องหนีไป เรื่องทั้งหมดล้วนแต่น่ากลัว พ่อแม่กลัวลูก ครูกลัวลูกศิษย์ นายจ้างกลัวลูกจ้าง ผู้ใหญ่กลัวผู้น้อย คนที่ทำความผิดกลัวลูกน้องเปิดโปง มหาประเทศใหญ่ ๆ ในโลกเวลานี้ กลัวประเทศเล็ก ๆ ด้วยเหตุผลบางประการก็มี มีค่าเท่ากับลูกแกะทำให้เสือกลัวได้เหมือนกัน พุทธกาลสมัยพระพุทธโคดมปัจจุบันนี้ มีอายุ 5000 ปี ปัจจุบัน ก็เลยกึ่งนึงมาแล้ว 2551
ทุกคนคงได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่า สังคมเสื่อมลงเพียงไร
ความฝันทุกเรื่องจากพุทธทำนายนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อศีล “เสื่อม” หรือ “ไม่มีศีลธรรม” ขณะนี้โลกกำลังสู่ภาวะไร้ศีลธรรม
เพราะฉะนั้นละครเหล่านี้ก็หาดูได้ง่ายจากข่าวในปัจจุบัน เป็นละครที่น่าเศร้าสักหน่อย สรุปความว่า เพราะโลกเสื่อมศีลธรรมจนถึงที่สุด ก็จะถึงคราววินาศ ถ้าเผอิญโชคดีมีคนมาช่วยไว้มันก็เปลี่ยนไปในทางที่ดี ได้ ไม่ควรท้อแท้ว่าจะเป็นเช่นนี้เสมอไป เพราะฉะนั้นจงทำแต่ในทางที่ถูกที่ควร โลก -แผ่นดิน ไร้ศีลธรรมผิดปกติ
โลก - ร่างกาย คนก็ไร้ภาวะปกติ โลก- วิญญาณ ก็ไร้ภาวะปกติ ทุกโลกเสื่อมสู่ภาวะไร้ศีลธรรม แม้ตัวสวยแต่จิตทรามไร้มนุษยธรรม ไร้ศาสนา ไร้เหตุแห่งศีลธรรม มีแต่อาชญากรรม อาชญากร
ธรรมชาติถูกทำลายมาบำเรอความสุข บำเรอกามารมณ์ บำรุง “อวิชชา” คนในโลกส่วนใหญ่ไม่ใช่ทุกคนแต่หากปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไปจะไม่มีอะไรเหลือ
ดังนั้นจะต้องช่วยกันรักษาบ้านเกิดเมืองนอน นำศีลธรรมกลับมา ปล. อลัชชี คือ ผู้ที่บวชเป็นพระก็ดี ชีหรือพรามห์ก็ดี ซึ่งหลงผิดในธรรม ไม่มีความละอายต่อบาปเอาธรรมะมาใช้เป็นเครื่องมือหากิน ฯ 10月13日 แด่...ท่านปัญญาแด่...ท่านหลวงพ่อปัญญานันทะ ภิกขุ
เรื่องพระพาหิยะสมัยพุทธกาล เริ่มต้นคล้ายเรื่องพระมหาชนก ในชาดกทศชาติ เกิดในตระกูลพ่อค้าแคว้นพาหิยะ ออกเรือสำเภาไปค้า ขายสุวรรณภูมิ เจอมรสุมเรือล่มกลางทะเล รอดมาได้คนเดียว เกาะขอนไม้มาขึ้นฝั่งแถวท่าเรือ แคว้นอปรันตนชนบท
เพราะเสื้อผ้าหลุดหายไปหมด พาหิยะจึงหาเปลือกไม้มาปกปิดร่างกาย หิวหนักเข้าก็หากระเบื้องออกขอทาน เนื้อตัวหน้าตามาแปลกๆอย่างนี้
ชาวบ้านคิดว่าเป็นพระอรหันต์ หาข้าวปลาอาหารดี เครื่องใช้ ไม้สอยงามไปให้
ไปทางไหนมีแต่คนกราบไหว้ นานๆเข้าพาหิยะก็เผลอตาม ลมปากชาวบ้าน คิดว่าเป็นพระอรหันต์ไปจริงๆ
พระไตรปิฎก เล่าความตอนนี้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติแล้ว...มหาพรหมชั้นสุทธาวาส เพื่อนรักสมัยเป็นมนุษย์ ได้มาปรากฏกาย
เตือนสติพาหิยะว่า ท่านไม่ใช่พระอรหันต์
แล้วก็บอกว่า พระอรหันต์องค์จริง คือพระพุทธเจ้า บัดนี้... ประทับอยู่ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี
ได้ยินคำว่าพระพุทธเจ้า พาหิยะเกิดความปีติแรงกล้า เริ่มต้น ออกเดินทาง เดินทั้งกลางวันกลางคืน ระยะทาง 120 โยชน์ (1,920 กม.)
ถึงวัดเชตวันตอนเช้า พระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์พอดี
พาหิยะวิ่งตามไปทัน ถลาเข้าไปกราบแทบพระบาทพระพุทธเจ้า ออกปากขอให้พระองค์แสดงธรรม...
พระพุทธองค์ตรัสห้ามสามครั้ง เวลาและสถานที่ยังไม่สมควร
พาหิยะอ้างความไม่เที่ยงของชีวิต ยืนยันที่จะฟังธรรม...ทันที
“ดูก่อน พาหิยะ...” พระพุทธองค์ตรัส “ท่านพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า จักสักแต่ว่าเห็นในสิ่งที่เห็น จักสักแต่ว่าฟังในสิ่งที่ฟัง จักสักแต่ว่าทราบใน
สิ่งที่ทราบ จักสักแต่ว่ารู้สึกในสิ่งที่รู้สึกเมื่อสักแต่ว่าเช่นนั้นได้ ท่านก็จะไม่มี เพราะท่านไม่มีนั้นแล ท่านก็จะไม่มีในโลกนี้ ในโลกอื่น....
"นี่คือที่สุดแห่งทุกข์"
พาหิยะฟังธรรมแล้วก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ระหว่างหาจีวรและบาตรเพื่อขอบวช แต่ก็ถูกแม่วัวขวิดตาย...เสียก่อน
พระพุทธเจ้ายกย่องท่านว่าเป็นเอตทัคคะในทางบรรลุ ธรรมได้เร็ว
นิพพานหรือการดับกิเลส พระพุทธศาสนาแบ่งเป็นสองชั้น...ชั้นแรก ดับกิเลสแล้วตอนยังเป็นๆ ถือว่ายังมีเบญจขันธ์ เหลือ เมื่อตายแล้ว
จึงถือว่า ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือหลวงพ่อปัญญานันทะ ท่านละกิเลสของท่านได้นานแล้ว วันนี้ ท่านละวางสังขารของท่านแล้ว
สงบสุขอยู่ในแดนนิพพานแล้ว
แต่คำสอน...ธรรมะแท้ๆของพระพุทธเจ้า จากปากของท่าน เหมือนดวงเทียนส่องสว่าง ก็ยังถูกจุดต่อๆกันไปไม่มีวันจบสิ้น
ในบ้านเมืองของเรา พระที่สอนแล้วให้ปัญญา เหมือนท่านปัญญา ไม่มีมากนักหรอกนะครับ...
9月29日 เรื่องพม่าเล็ก ๆ
ตำรับพะบู๊
ข่าวสลายม็อบพระที่พม่า...เห็นภาพขบวนพระกระเจิดกระเจิง มีพระมรณภาพไปแล้วหลายรูป ทำให้ผมนึกถึงคำว่า “พะบู๊” พะบู๊ เป็นภาษาแต้จิ๋ว พะ แปลว่า ตี บู๊ ก็ตรงข้ามกับ บุ๋น แปลว่าสู้กัน รวมแล้ว ผมก็เหมาเอาว่า ตีกัน พระพุทธศาสนานิกายลี้ลับ...ญี่ปุ่น รบชิงสมภาร...บ้านเมืองวุ่นวายไปเมื่อเกือบพันปีที่แล้ว พระที่เวียดนาม ประท้วงรัฐบาล ถึงขั้นเผาตัว ก็ทำกันหลังกึ่งพุทธกาล (พ.ศ.2500) ไม่นาน อาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนเรื่องพระสงฆ์กับการเมือง ไว้ว่า เมื่อ 22 ก.ค.2506 พระกับฆราวาสที่เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ก็ตั้งขบวนเดินประท้วงหนุนพระเวียดนาม... ตั้งใจให้รู้ไปถึงรัฐบาลเวียดนาม หากจะพูดกันว่า พระประเทศไหน เล่นการเมืองมากกว่า... พระศรีลังกานี่ ต้องถือว่าเป็นเจ้าตำรับ ใส่ บางแห่งพูดกันว่า ชาวบ้านเจอพระแล้วไม่แน่ใจว่า ท่านพกปืนหรือซุกอะไรอยู่ในจีวร วิ่งหนีดีกว่า
เล่นในลังกาเองยังไม่พอ เล่นเผื่อไปถึงเมืองญวน
ลังกาช่วงเวลานั้น...มีชาวพุทธร้อยละ 64 มีคริสต์โรมัน-คาทอลิกร้อยละ 6 ปัญหาของลังกา อยู่หลังอังกฤษเข้ายึดครอง
ชาวคริสต์คนส่วนน้อย ยึดกุมอำนาจราชการ อำนาจบริหาร ติดต่อกันมานานช้า
ได้เอกราชแล้ว ชาวพุทธลังกาก็ตื่นตัว เรียกร้องให้คนพุทธมีอำนาจบ้าง
การเลือกตั้ง พ.ศ.2499 ปีที่เมืองไทยเคยมีเรื่องอันธพาลครองเมือง พระลังกาก็เป็นหัวแรงสำคัญ ผลักดันให้นายบันดารา นัยเก ชนะเลือกตั้ง
ล้มรัฐบาล เซอร์จอห์น โคเตลาวาลา ตัวแทนเผ่าพันธุ์นักล่าอาณานิคม ลงได้
นโยบายของนายบันดารา นัยเก จะยกระดับชีวิตชาวพุทธให้ ดีขึ้น จะยกเลิกภาษาอังกฤษ ภาษาราชการ ใช้ภาษาสิงหลแทน ถูกใจคนส่วนใหญ่ของลังกา
เป็นนายกฯได้สามปี...นายกฯคนใหม่ก็คงทำตามนโยบาย เอาใจพระกลุ่มหนึ่ง แต่ผิดใจพระอีกกลุ่มหนึ่ง จึงมีพระรูปหนึ่ง...
พกปืนมายิงนายบันดารา นัยเก ตาย
แต่พระและชาวบ้านส่วนใหญ่ยังติดใจ จึงเลือก นางบันดารา นัยเก ภรรยานายบันดารา นัยเก เป็นนายกฯแทน
พระฆ่านายกฯ...เป็นประเด็นใหญ่ ความรู้สึกนับถือพระของคนลังกาก็สั่นคลอน
เจอพระ แทนที่จะทำบุญใส่บาตร...ก็เลิก เมื่อชาวบ้านเลิกใส่บาตร...พระท่านก็รู้สำนึก เลิกยุ่งการเมืองไป 7-8 ปี แต่เมื่อบ้านเมืองมีปัญหา ท่านก็กลับมาตั้งท่า เรียกร้องอีกแต่ก็ไม่มีเรื่องรุนแรงถึงฆ่าฟันกัน อ่านเรื่องพระเล่นการเมืองที่ลังกา แล้วเป็นห่วงพระพม่าครับ...ข่าวล่า ว่าท่านถูกทางการใช้กำลังปราบ มรณภาพไปแล้วตัวเลขมากกว่า 3-4
ผมติดใจ ยังสงสัย...ไม่หาย...ถ้าพระยังอยู่ในวัด ตำรวจทหาร จะบุกเข้าไปฆ่าไปจับพระได้อย่างไร...ในเมื่อชาวพม่า มีธรรมเนียมถอดรองเท้าเข้าวัด ทุกวัดที่ผมเคยไป ไกลใกล้แค่ไหน ลงจากรถแล้ว ก็ต้องเดินเท้าเปล่า กระย่องกระแย่งกันทุกคน ศรัทธาคนพม่ามั่นคงถึงขั้นนั้น เรื่องแบบว่า ฆ่าพระบุกเข้าไปจับพระในวัด ไม่น่าจะมี. ปล. เอารูปพี่ชายผมมาฝากให้ดูกันนะครับผม คลิ๊กเพื่อดูภาพเพิ่มเติม 9月1日 ฝ่ายที่สาม ฝ่ายที่สาม
หลังจากอุปติสสะฟังธรรมะ... เย ธัมมาฯ.... ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ...จากพระอัสสชิแล้ว ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม ถ่ายทอดต่อให้สหาย โกลิตะ สหายก็ได้ดวงตาเห็นธรรม
ผู้ใดดวงตาเห็นธรรม ก็คือพระอริยบุคคล ขั้นที่เรียกกันว่า บรรลุโสดาบัน
สองสหายลูกเศรษฐี รู้จักพระสมณโคดมแล้ว รู้หนทางมีชีวิตพ้นทุกข์แล้ว แทนที่จะไปกันสองคน กลับนึกถึง
พระอาจารย์ ชื่อสัญชัย หนึ่งในหกอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคพุทธกาล
“โลกนี้ คนฉลาดกับคนโง่ อย่างไหนมีมากกว่า” สัญชัยปริพาชก ย้อนถาม
สองศิษย์เอกตอบว่า “คนโง่ มีมากกว่า” พระอาจารย์ก็ได้ทีชี้ว่า
“ขอให้คนโง่มาอยู่กับเรา ขอให้คนฉลาดไปอยู่กับพระสมณโคดม...เถิด”
แม้อาจารย์ยืนยันจะยิ่งใหญ่อยู่ในหมู่คนมาก แต่ก็มีศิษย์อีกเลือกข้างน้อย 500 คน เดินตามอุปติสสะและโกลิตะ
ไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าและ 500 ปริพาชก เพื่อนร่วมสำนัก อุปติสสะ โกลิตะ หรือต่อมา พระสารีบุตร
พระโมคคัลลาน์ อัครสาวกขวาซ้าย...ในเวลาต่อมา ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ ทันทีที่ฟังเทศนากัณฑ์แรกจบ
พระโมคคัลลาน์ ต้องบำเพ็ญภาวนา อยู่ถึง 7 วัน จึงบรรลุ อรหันต์ทันเพื่อน
เหลือแต่พระสารีบุตร คนฉลาดที่สุด องค์เดียว...15 วันแล้ว ก็ยังไปไม่ถึงไหน แต่ก็ไม่ยอมห่าง
พระพุทธเจ้า นั่งถวายงานพัด อยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ
พราหมณ์ชื่อ ทีฆนขะ หลานพระสารีบุตร มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลแสดงความเห็นว่า
สิ่งทั้งปวง...ไม่เป็นที่พอใจแก่เรา
“สิ่งทั้งปวงไม่เป็นที่พอใจแก่เรา ก็ไม่ควรถือ” พระพุทธองค์ทรงติง
ทรงยกตัวอย่าง...สมณพราหมณ์สามพวก พวกแรก ยืนยันสิ่งทั้งปวงเป็นที่พอใจ
พวกสอง ยืนยันสิ่งทั้งปวงไม่เป็นที่พอใจ
พวกสาม บางอย่างก็พอใจ บางอย่างก็ไม่เป็นที่พอใจ
เพราะต่างก็ยืนยันว่า ความเห็นนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง ทุกฝ่ายจึงโต้เถียงกัน
ยกตัวอย่างแล้ว ทรงสอนว่าผู้ฉลาดพิจารณา เห็นเหตุนี้แล้ว จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวง
“กายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนี้ จะละความพอใจ ความเยื่อใยในกายนี้ได้”
ทรงสอนต่อไปว่า เวทนามีสามอย่าง สุข ทุกข์ และไม่ใช่ สุขไม่ใช่ทุกข์
ขณะที่เรามีสุข เราจะไม่มีทุกข์และสิ่งไม่ใช่ทุกข์ ขณะที่เรามีทุกข์ เราจะไม่มีเวทนาสองอย่าง
ข้อนี้แสดงว่า เวทนาไม่เที่ยง ไม่แท้ แปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย ผู้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง
จะเกิดความเบื่อหน่าย หมดสิ้นกำหนัด จึงหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง
พระสารีบุตร พัดไปฟังไป ส่งจิตตามกระแสไป จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นถือมั่น บรรลุอรหันต์ ในวันที่ 15 นั้นเอง..
เรื่องราวตอนนี้ ชี้ประเด็นผกผัน ระหว่างความศรัทธา และปัญญา คนฉลาดน้อยกว่า ซึ่งมักมีจำนวนมากกว่า
มีศรัทธากล้าแข็งนำหน้า มักก้าวหน้าไปก่อน
ส่วนคนฉลาดมากซึ่งมีน้อยกว่า ก็มักตั้งข้อสงสัย ทบทวนอยู่นั่น! กว่าจะปลงใจเชื่อสักเรื่อง
เหตุการณ์บ้านเมืองยุคใหม่ ก็คงอยู่ที่ใจ... จะเลือกอยู่ข้างมาก ก็อาจถูกหาว่าโง่ เลือกอยู่ข้างน้อย
ก็ถูกหาว่าอยากฉลาด แต่ไม่รักชาติจริง ไม่เลือกสักข้าง ก็อาจเจอข้อหาหนักแผ่นดิน
เกิดเป็นคนไทย พ.ศ.นี้ มันยากอย่างนี้แหละครับ. 7月28日 เรื่องธรรมวันหยุด ปิศาจกินความโกรธ & อิฐ 2ก้อน
สุดสัปดาห์นี้ เป็นวันพระใหญ่คือวันอาสาหบูชา และเข้าพรรษา ผมและเพื่อน ๆกลุ่มนึงจะไปบวชพรามห์
ถือศีล 8 กันที่จ.กาญฯ วันพระใหญ่ คนเข้าวัดทำบุญ ฟังเทศน์ ชวนใจให้ร่มเย็น ...
และสัปดาห์นี้ผมขอหยิบเรื่องธรรมมาฝากให้เพื่อนอ่าน 2 เรื่องครับ
จากหนังสือธรรมะชื่อ “ชวนม่วนชื่น” เป็นเทศนาของพระฝรั่ง ที่มีคนชอบกันมาก ชื่อพระอาจารย์พรหม ท่านเป็นชาวอังกฤษ จบวิชาฟิสิกส์จากเคมบริดจ์ เป็นครูปีเดียว ก็มาบวชในไทย เป็นศิษย์หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง ตอนนี้ท่านเป็นสมภารอยู่วัดป่าโพธิญาณ ใกล้เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลียตะวันตก เป็นพระราชาคณะ ที่ พระวิสุทธิ์สังวรเถระ สำหรับผม การรู้ว่า มีพระฝรั่งเป็นเจ้าคุณ เป็นความรู้ใหม่ นิทานเรื่องหนึ่งในหลายเรื่องของท่าน ที่ผมสะดุดใจ คือเรื่อง ปีศาจกินความโกรธ
ครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ในอาณาจักรแห่งหนึ่ง วันที่พระราชาไม่อยู่ในวัง ปีศาจน่าเกลียดตนหนึ่ง ตัวเหม็นมาก เดินไป สำรอกไป น่าขยะแขยงมาก
จนทหารในวัง ไม่กล้าเข้าใกล้ปีศาจเดินเข้าไปถึงท้องพระโรงใน นั่งบนบัลลังก์ของพระราชา ถึงขั้นนี้ ทหารวังก็ตั้งสติได้ ถืออาวุธกรูกันเข้าไปไล่ ยิ่งด่า ยิ่งไล่ ตัวปีศาจก็ยิ่งโตขึ้น กลิ่นก็เหม็นขึ้น พูดจาก็ลามกยิ่งขึ้น ทหารวังมีดาบก็แกว่งดาบ มีกริชก็ควงกริช คำพูดก็เพิ่มความข่มขู่ ตัวปีศาจก็ยิ่งโต อีกพักใหญ่ พระราชาก็กลับมาถึงวัง ทรงเห็นปีศาจยักษ์บนบัลลังก์ ทรงยอมรับว่าไม่เคยเห็นอะไรที่น่าเกลียดอย่างนี้มาก่อน
สถานการณ์ตรงหน้า พระราชาทรงใช้สติปัญญา ตรัสด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ยินดีต้อนรับท่าน ยินดีต้อนรับสู่วังของข้าพเจ้า มีผู้ใด นำเครื่องดื่มและอาหารมาให้ท่านหรือยัง”
ด้วยกิริยานอบน้อม วาจาสุภาพ น่าอัศจรรย์ ตัวปีศาจก็เริ่มหดเล็กลง น่าเกลียดน้อยลง
กลิ่นก็เหม็นน้อยลง
ทหารวังก็เริ่มเข้าใจ คนหนึ่งถามปีศาจว่า อยากดื่มชาสักถ้วยไหม?
“เรามีชาดาร์จีลิง อิงลิชเบรกฟาสต์ หรือเอิร์ลเกรย์ หรือท่านจะชอบชาเปปเปอร์มินท์ที่แสนอร่อย และมีผลดีต่อสุขภาพ” คนแรกหยอดคำหวาน คนที่สองรีบโทรศัพท์สั่งพิซซ่าขนาดครอบครัว ซึ่งก็พอเหมาะกับปีศาจร่างยักษ์มาให้ คนที่สาม ก็ทำใจกล้า เดินประชิดด้านหลัง เอื้อมมือ ไปนวดเกล็ดคอ “อืม! สบายจัง” ปีศาจรำพึง ทุกคำพูดที่สุภาพ ทุกการกระทำที่เอื้อเฟื้อ ทุกความคิดที่ดี ตัวปีศาจก็ยิ่งหดเล็กลง และยิ่งเล็กลง ไม่ช้าก็เกือบจะไม่เห็นตัว
หลังการแสดงน้ำใจ...อีกครั้งเดียว เจ้าปีศาจก็หายวับไปเลย ท่านพระอาจารย์พรหม สอนทิ้งท้ายนิทานว่า สัตว์ประหลาดตัวนี้ เรียกว่า
ปีศาจกินความโกรธ คู่ชีวิตเรา หรือมะเร็ง ซึ่งบางตัวรับการบำรุงเลี้ยงดูด้วยความเครียด ถ้าเราโกรธเขา เขาก็จะเลวลง น่าเกลียดขึ้น เหม็นมากขึ้น สรุปว่า ใคร? ก็เป็นปีศาจความโกรธได้ รู้จักรัก รู้จักให้ความรัก ปีศาจตัวใหญ่พูดมาก ปากเหม็น แค่ไหน ก็อาจกลายเป็นคนน่ารัก ปากหอมขึ้นมาได้ไม่ยาก.
อิฐสองก้อน
อาจารย์พรหม เล่าว่า เมื่อที่ดินว่างเปล่าที่เทกระเป๋าซื้อ เริ่มเป็นรูปร่างเหมือนวัด...ท่านก็กลายเป็นช่างก่อสร้างฝีมือดี...เรียกคณะทำงานว่า บริษัทพุทธก่อสร้าง ได้เต็มปาก แต่ตอนเริ่มต้นนั้น มันช่างยากเย็นแสนเข็ญ การก่อกำแพงอิฐ ที่ดูเป็นเรื่องง่ายๆ แค่โปะปูนลงไปแล้วก็วางก้อนอิฐ แตะด้านนี้ที ด้านนั้นที ให้เข้าที่แต่ความจริง...ตอนเริ่มก่ออิฐใหม่ๆ แตะกดมุมหนึ่งเพื่อให้ได้ระดับ อีกมุมหนึ่งกลับยกขึ้น พอกดด้านที่ยกให้ลงมา
อิฐก็เริ่มแตกแถวแตกแนว“พอดันมันให้กลับเข้าที่ มุมแรกก็เริ่มสูงเกินไปอีก” อาจารย์พรหม ศิษย์หลวงพ่อชา ผ่านวิชาพระป่าจาก วัดหนองป่าพงมาแล้ว ไม่สนใจว่าจะใช้เวลายาวนานเท่าใด เพื่อให้มั่นใจว่า อิฐทุกก้อน
ถูกวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดในที่สุด กำแพงอิฐแผงแรก ก็สำเร็จลงด้วยดี ก้าวถอยหลังออกมาชื่นชมผลงาน...ก็สังเกตเห็น อิฐสองก้อน ทำมุมเอียงกับแนวอิฐก้อนอื่น มันทำให้กำแพงทั้งแผงดูไม่ดีเลย
ถึงเวลานั้น ปูนก่ออิฐก็แข็งเกินกว่าที่จะดึงอิฐสองก้อนนั้น มาเรียงใหม่ อาจารย์พรหม อับอายที่ทำกำแพงน่าเกลียด ขออนุญาตเจ้าอาวาส
ทุบกำแพงทิ้งแล้วก่อใหม่ แต่เจ้าอาวาสไม่อนุญาต นับแต่วันนั้น เมื่อมีแขกมาเยี่ยมชมวัด...อาจารย์พรหมก็มักพาแขกเลี่ยงกำแพงแถบนั้น ผลักความสนใจให้ไปอยู่ที่อื่น
สามเดือนต่อมา แขกคนหนึ่ง เห็นกำแพงนั้น ออกปากว่า
“กำแพงนี่สวยดี”
“คุณ สายตาคุณเสื่อมหรือเปล่า คุณไม่เห็นรึว่ามีก้อนอิฐสองก้อน วางไว้ไม่ดี”
“ใช่...ผมเห็นอิฐสองก้อนนั้น” แขกชมวัดตอบ “แต่ผมก็เห็นด้วยว่า มีอิฐอีก 998 ก้อน ก่อไว้เป็นระเบียบสวยงามมาก” “อาตมาถึงกับอึ้ง” อาจารย์พรหมบอกว่า เป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน ที่ท่านเริ่มมองเห็นอิฐก้อนอื่นๆ ไม่ว่าจะด้านบน ด้านล่าง ด้านซ้าย
ด้านขวา ที่ก่อไว้ดีไม่มีที่ตินับแต่วันนั้น กำแพงนั้น ก็ไม่น่าเกลียดอีกต่อไป เปรียบกับชีวิตคน มีคนมากมายตัดสัมพันธ์กัน เพียงเพราะเพ่งมองแต่อิฐไม่ดีสองก้อน ของคนอื่น บางคนท้อแท้สิ้นหวัง คิดฆ่าตัวตาย
เพราะอิฐไม่ดีสองก้อนในตัวเอง เป็นเรื่องเศร้า...หลายครั้ง คนเราทำลายกำแพงที่ดีๆ...ไป อย่างน่าเสียดาย ช่างก่อสร้างมืออาชีพ สารภาพกับท่าน เคยทำสิ่งผิดพลาด แต่เขาจะบอกลูกค้าว่า เป็นเอกลักษณ์พิเศษ ที่ไม่มีใครเหมือน บางครั้งก็เบิกเงินเพิ่มได้ด้วย
ผมกำลังรู้สึกว่า อิฐสองก้อน ทำให้คนหลายฝ่ายเสียเวลาทะเลาะกัน วิวาทขัดแย้งกัน จนกลายเป็นเรื่องทำร้ายบ้านเมือง มากเกินไปแล้ว
อาจารย์พรหม สรุปคำสอน เพียงเลิกจดจ้องข้อผิดพลาดของคนอื่น และหากมองให้เป็นเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว
ก็อาจเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตได้ อย่างไม่น่าเชื่อ ปล. อาทิตย์นี้ไปดูหนังมา เรื่องอีส้มสมหวัง... ระหว่างนั่งรอหนังเข้าฉาย สายตาผมก็สะดุดรัก เข้าให้อีกแล้ว
จ้องไปที่ ญสาวคนนึง ซึ่งเธอกำลังรอแฟนอยู่... ผมจ้องมองจนเธอรู้ตัวและก็มองกลับกันไปมา อยู่พักใหญ่ สุดท้าย เธอก็เดิน โฉบไปมา แถวที่นั่งผม อยู่ 3 รอบ... เธอสูงราว 160 สมส่วน ใบหน้าน่ารัก ผิวแทน อายุไม่เกิน 20 ไม่แต่งเครื่องสำอาง ผมยาว ด้านหน้าตัดหน้าม้า ผมข้างดัดลอนใหญ่...
แต่ทำไม แฟนเธอถึง แลดู... กรรมกรมากก ผิวดำขำ แต่งตัวมอมแมม... ทั้งคู่นี้ดูหนังรอบเดียวกับผม ....
หนังจบ ผม และเพื่อน ๆ ไปทานข้าวก่อนกลับ จู่ ๆ ลูกน้องผมก็ทักว่า ผู้ญ ที่ผมมองอยู่ตอนรอฉายหน้าโรงน่ะ เป็นตุ๊ดดด ........ เพื่อนผมอีกคนก็เสริมเลยว่า ใช่ ๆ เพราะตอนรอเข้าห้องน้ำ
เพื่อนผมและลุกน้อง แอบได้ยินเธอคุยกับแฟน เสียงเธอ เข้ม ซะ............. เฮ้อ... อะไรกันนักกันหนานะไอ้ห้าง(กะเทย)นี้ ครั้งที่แล้วไปปิ๊งสาวพิชซ่า...สวยมากแต่ก็.. ตุ๊ด นี่แอบปลื้มแฟนชาวบ้าน.. ก็ตุ๊ดอีก
ปัญหาอยู่ที่ว่า ทำไมผมถึงตาถั่วแบบนี้นะ ดูไม่ออกเลยวุ้ย T_T
3月23日 ลิ้นงูในปากงูลิ้นงูในปากงูกลยุทธ์เข้าตี พิชัยสงครามจีน...ตีหญ้าให้งูตื่น..โจมตีจุดอ่อน.. รุกให้ศัตรูระส่ำระส่าย
แล้วก็เลือกไล่ฆ่า ครับ ถ้า"แหวกหญ้าให้งูตื่น" สำนวนไทย... คล้าย ๆ ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว
จะพิฆาตใครต้องจู่โจมโดยไม่ให้รู้ตัว
สำนวนที่เกี่ยวกับงู ยังมีอีก... ประเพณีตีงูให้หลังหัก มันก็มักทำร้ายเมื่อภายหลัง
งูในสงคราม อุปมาเป็นศัตรู แต่งูในมิติทางธรรม...กลับเป็นทรัพย์สิน ยศศักดิ์ และอำนาจ
ใครมีมาก...ก็เท่ากับมีงูใหญ่หลายๆ ตัว รอวันเภทภัยหายนะ มาเยือน(โดนเบียดเบียน)
ในช่วงเวลา...ที่มีคนหลายฝ่ายเรียกร้องให้ไล่ตีงูให้ตาย(ไล่เก็บรัฐบาลชุดเก่า)
สลายงูแบบแบบยกรัง ผมนึกถึงภาพ ลิ้นงูในปากงู ในฝาผนังโรงมหรสพทางวิญญาณ
สวนโมกขพลาราม ของท่านอาจารย์พุทธทาส
ภาพงูตัวใหญ่ มีหงอน คล้ายพญานาค อ้าปาก มีพระนั่งหลับตาทำสมาธิ
อยู่ในปาก ท่านอาจารย์ เขียนเป็นปริศนาธรรมให้ช่วยกันคิด ช่วยกันไขว่า
อยู่ให้เหมือนลิ้นงูในปากงู
มีคำกลอนเกริ่นบรรยาย...ผมขอคัดย่อมาแต่พอเข้าใจ...
อยู่ในโลกอย่างไรไม่ทรมาน์ พิจารณาตรองไปให้จงดี อยู่ให้เหมือนลิ้นงูในปากงู ไม่เคยถูกเขี้ยวงูอยู่สุขศรี อยู่ในโลกไม่เคยถูกเขี้ยวโลกีย์...
เขี้ยวโลกีย์ที่ว่า ท่านอาจารย์อธิบาย คือเขี้ยวของโลกที่ขบขย้ำคนอยู่ คือโลกธรรม 8 ประการ
กลุ่มแรกคือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข กลุ่มสองคือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์ นั่นคือการได้และการเสีย หรือบวกกับลบ ซึ่งเป็นเพียงมายา ปรากฏชั่วคราว
ตามเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งขึ้นเห็นความเกิด-ดับ ของมายานี้แล้ว ไม่ถือมั่น
ไม่หวั่นไหว ต่อโลกธรรม จึงอยู่เหนือโลก ไม่ต้องหนีไปไหนแต่ก็ไม่ถูกเขี้ยวของโลก
เหมือนลิ้นของงูในปากงู ชิดเขี้ยวอันเต็มไปด้วยน้ำพิษ แต่ไม่เคยถูกพิษนั้นเลย
โลกนอกตัวเราสมัยนี้ เต็มไปด้วยพิษงู เราจะอยู่อย่างฉลาดโดยไม่เคยถูกพิษนั้นเลย
มีผลเท่ากับอยุ่คนละโลกทีเดียว ท่านอาจารย์ไขปริศนา ลิ้นงูในปากงู ไว้แค่นี้...ผมได้ช่องคิดต่อไปถึงเหตุการณ์ในบ้านเมือง
คนเก่งคนดีที่ถูกเล็งให้เป็นตัวเลือกนั้น น่าจะแบ่งออกเป็นสองพวก
พวกแรก เคยเก่งเคยดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีลาภยศสรรเสริญ สุขไม่มากนัก คนพวกนี้
เมื่อมาอยู่ในอำนาจ...เวลาก็จะพิสูจน์ว่าจะอ่อนแอหรือมัวเมาไปกับอำนาจมากน้อย
พวกต่อมา...เก่งดี อยู่ในสภาพแวดล้อมของอำนาจวาสนา...แต่ผ่านพ้นมาได้
โดยไม่มีเรื่องเสียหาย คนเก่งคนดีพวกนี้ เหมือนลิ้นงูในปากงู
ถ้าเลือกได้ ผมแน่ใจคนพวกนี้มากกว่า ผมเชื่อว่า ไม่ว่าองค์กรไหน ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล
โรงงาน บริษัท ห้าง ร้าน ฯ คนแบบลิ้นงูในปากงูก็พอมีอยู่
ถ้ากระบวนการคัดสรร ไม่คับแคบตามกระแสชิงชังรังเกียจมากเกินไป เอาปัญหาบ้านเมือง
เป็นเป้าหมายใหญ่ คนดีที่จะลากมาแบกภาระหนักอึ้ง ของบ้านเมือง มีให้เลือกอยู่หลายคน. กงจักและดอกบัว3ปีก่อน ผมไปเที่ยว วิหารพระอจนะ วัดศรีชุม เมืองเก่าสุโขทัย
ซึ่งเขาเล่าว่า นี่คือ สถานที่พระนเรศวร นัดชุมนุมทัพกู้ชาติ จุดชุมนุมทัพจุดนี้ เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ ครั้งหนึ่งพระอจนะ
(พระประธานปั้นด้วยปูน.. องค์ใหญ่ขนาดหลวงพ่อมงคลบพิตร อยุธยา) พูดได้...
รูปแบบวิหารวัดศรีชุม แปลก แตกตางกว่าวิหารวัดไหน ตรงที่ผนังสร้างไว้หนาถึง 2 เมตร
ข้ามประตูเข้าไปด้านซ้าย มีช่องว่างเหมือนอุโมงค์กลางผนัง... กว้างขนาดพอคนเดิน
ลดเลี้ยวจากพื้นขึ้นไปถึงด้านหลังองค์พระ...ซึ่งมีความเป็นไปได้ นี่คือช่องทางให้คนขึ้นไป
ทำให้พระพูด พื้นเพดานอุโมงค์ มีแผ่นหินสลักชาดกอดีตของพระพุทธเจ้า มีภาษาสุโขทัย
บรรยายกำกับ ดาษไว้เต็ม แต่เหลือมาถึงวันนี้ 64 แผ่นภาพสลักเหล่านี้ ศิลาจาลึกใช้คำว่า
ฉลักหินห้าร้อยชาติ
ความจริง ชาดกหรือนิทานที่พระพุทธเจ้า เล่านำก่อนสอนธรรมะ มีมากกว่า 500 เรื่อง
หนังสือ พระเจ้าห้าร้อยชาติ ฉบับ มหาปุ้ย แสงฉาย แปล มีมากถึง 675 เรื่อง ผมเปิดไล่ชื่อทีละเรื่อง
สะดุจใจเรื่องที่ 86 มิตตวินทุกะ... มานพผู้หัวดื้อ
ครั้งก่อนโน้น...มีบุตรเศรษฐีชื่อมิตตวินทุกะ เป็นคนทุศีล หัวดื้อ ไม่นับถือพุทธศาสนา
แม่บอกว่าจะให้เงิน 1 พันตำลึง ถ้าลูกชายไปถือศีลฟังเทศน์ มิตตวินทุกะไปวัดรับศีล 8 แล้ว
ไม่ฟังเทศน์ หลบไปนอน รุ่งเช้ากลับบ้าน แบมือขอเงินค่าจ้าง
วันหนึ่ง มิตตวินทุกะอยากจะไปค้าสำเภา...กับเพื่อนพ่อค้า 500 คน แม่ไม่ยอม
ไปยืนขวางทางลงเรือ มิตตวินทุกะถีบแม่ล้มคว่ำแล้วก็กระโดดลงเรือ
เรือแล่นไปกลางทะเล ทำท่าจะจม มีการแจกสลากกาลกิณี (ผลเหมือนการจับไม้สั้นไม้ยาว)
มิตตวินทุกะ จับสลากถูก 3 ครั้ง
จึงถูกลอยแพ
แพลอยไปถึงเกาะ ๆ นึง มิตตวินทุกะได้ 4 นางเปรต สวยเหมือนนางฟ้า เป็นเมีย แล้วก็เบื่อ
ลอยแพต่อไปเกาะที่ 2 ได้ 8 นางเปรตเป็นเมียถึงเกาะที่ 3 ได้ 16 นางเปรตเป็นเมีย
ชาดกบอกว่า นี่คือผลบุญของการรับศีล 8
ลอยแพต่อไปถึงเกาะที่ 5 เจอสัตว์นรกตนหนึ่ง มีจักรกรดบดขยี้ศีรษะ เลือดไหลอาบทั้งตัว
ผลกรรมที่ถีบแม่ มิตตวินทุกะมองเห็นจักรกรด เป็นดอกบัว เห็นเลือดไหลอาบร่างเป็นสร้อยสังวาล
จึงออกปากขอ สัตว์นรกก็เต็มใจให้
ชาดกเรื่องนี้ เป็นที่มาของสำนวน เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
เช้านี้เห็นข่าวภาคใต้ ยิงคนทิ้งแล้วเผาไฟ และข่าวอื่น ๆ รู้แล้วก็หดหู่กับเรื่องที่ได้ยิน
ผมไม่สบายใจ ที่เห็นใคร บางคนเผลอคิดว่า สิ่งที่ตนทำถูกต้องดีแล้ว ...
วิธีการก่อการร้าย ไม่เลือกกระทั้งการเผาโรงเรียน เป็นยุทธวิธีที่เลือกใช้ตอบโต้ต่อรองศัตรู
คนเผาโรงเรียนได้ ไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็ไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนที่เคยดี แต่เป็นคนเลวโดยสันดาน...
ถือตามชาดก คนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ก็คือสัตว์นรก จะพ้นจากนรกได้ วิถีพุทธก็คือการสำนึกบาป
กลับมาทำบุญ กตัญญู ต่อผู้มีคุณ
และที่สำคัญ... คือความกตัญญูต่อแผ่นดิน ทางสายกลางอาจารย์พระมหาประยุทธ์ ปยุตโต ให้ข้อสังเกตไว้ในพุทธธรรม (ฉบับเดิม) ถึง มัชฌิชาปฏิปทา ความเป็นทางสายกลาง ไม่ใช่อยู่กลางระหว่างที่สุด 2 อย่าง แต่หมายถึง
ความไม่เข้าไปข้องแวะที่สุด2อย่าง
มีพระพุทธาธิบาย ความเข้าใจเบื้องต้นของมัชฌิมาปฏิปทาว่า
ภิกษุทั้งหลาย ที่สุด 2 อย่างนี้ บรรพชิตไม่พึงเสพ กล่าวคือ การหมกมุ่นด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย อันเป็นกามชั้นต่ำ ชั้นตลาดของปุถุชน ไม่ใช่อริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อย่างหนึ่ง
ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วซึ่งทางสายกลาง ที่ไม่ข้องแวะที่สุด 2 อย่างนั้น อันเป็นการสร้างจักษุ (การเห็น) สร้างญาณ (การรู้) เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ทางสายกลางนั้นเป็นยังไง?
ทางนั้นคือมรรคาอันเป็นอริยะ มีองค์ประกอบ 8 ประการ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมากัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
อริยสัจ มี 4 ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) การดับทุกข์ (นิโรธ) และทางดับทุกข์ (มรรค)
เทศนาBlogนี้ ชี้ว่า ทางสายกลางของพระพุทธเจ้า ก็คืออริยสัจ ข้อสุดท้าย
อาจารย์พระมหาประยุทธ์ แนะว่า ในมรรค 8 นี้ มีองค์ 3 ที่ต้องใช้อยู่เสมอ
1.สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นหรือเข้าใจถูกต้อง) 2. สัมมาวายามะ (ความเพียรพยายามถูกต้อง) 3.สัมมาสติ (สติถูกต้อง)
องค์ 3 ของมรรค 8 นี้ ต้องใช้เพื่อให้ดำเนิน เดินหน้า ก้าวไป ด้วยดีในการปฏิบัติ มีบทบาทสำคัญ เกี่ยวข้องและปฏิบัติร่วมพร้อมกับองค์มรรคข้ออื่น ๆ ทุกข้อ
เหตุที่ต้องปฏิบัติร่วมกับข้ออื่นอยู่เสมอนั้น เห็นได้ง่าย ด้วยการเปรียบเทียบกับการเดินทาง
สัมมาทิฏฐิ เป็นเหมือนเข็มทิศหรือไฟส่องทาง ให้เห็นทาง และมั่นใจในทางอันถูกต้อง ที่จะนำไปสู่จุดหมาย
สัมมาวายามะ เป็นเหมือนการออกแรงก้าวไปหรือแรงขับเคลื่อนผลักดันให้วิ่งแล่นไป
ส่วนสัมมาสติ เป็นเหมือนเครื่องบังคับ (เช่นพวงมาลัยหรือหางเสือ) ควบคุมระวัง ให้การเดินทางอยู่ในเส้นทาง ทั้งถูกจังหวะ
และหลบหลีกพ้นภัย
อาจารย์พระมหาประยุทธ์ บอกว่า การปฏิบัติในขั้นศีลก็ตาม สมาธิก็ตาม ปัญญาก็ตาม จะต้องอาศัยองค์มรรค 3 ข้อนี้ทุกขั้นตอน....
เมื่อวันก่อนเพื่อนผม (นายเอก) มาทำเครื่องเสียงที่ร้าน ก็คุยสารทุกข์สุขดิบ ผมเอ่ยถึงปัญหาต่างๆ ของผม เพื่อนผมแนะว่า
" สายกลางไว้เพื่อน......" แต่เมื่อฟังเรื่องปัญหาต่าง ๆ ของเพื่อนผม ทั้งเรื่องความรัก เรื่องข้องใจกับเพื่อนบ้าน ปัญหาส่วยตำรวจ (บ้านเพื่อนผมทำผิดกฏหมายบ้าง) ก็ออกท่าหันรีหันขวาง จะกลาง หรือจะซ้ายดี... ผมจึงตั้งใจแนะหลักองค์ 3 จากพุทธธรรม เผื่อให้เพื่อนผม หรือคนที่เจอปํญหาต่าง ๆ ได้ใช้ทบทวน
ลองตีความ...ทางสายกลาง คือความไม่ข้องแวะกับที่สุด 2อย่าง... แม้ยากยิ่งที่จะเข้าใจ แต่ผมคิดว่า เพื่อนผมที่ปล่อยวางได้บ้าง น่าจะเข้าใจ...
เออออกับพวก เอะอะก็จะล้างแค้น ก็ไม่ใช่ ปล่อยอบายมุขลอยนวลไปตามแรงกิเลสตัณหาของมนุษย์ ก็ไม่ใช่ อยู่ตรงกลางระหว่างที่สุด 2 อย่างก็ยิ่งไม่ใช่...
ปล. คนส่วนใหญ่รู้เรื่องธรรมเป็นอย่างดี ถามได้ ตอบได้ เสมือนเพียงรู้แต่ขาดปัญญา ถ้าเปรียบความรู้ เหมือนมีด คนที่รู้ด้วยปัญญา ก็สามารถใช้ประโยชน์ หันผัก หันปลา หรือใช้ประโยชน์อื่น ๆ อีกทั้งยังสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นได้อย่างไม่เบียดเบียนใคร.. แต่คนที่เพียงรู้นั้น เขาอาจนำมีด เข้าทำร้ายผู้อื่น แสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัว หรือแม้นกระทั้งหันมีดทำร้ายตัวเอง....... บอกตามตรง ผมก็ยังมี รัก โลภ โกรธ หลงอยู่...... รู้ทั้งรู้ว่าไม่ดี แต่ก็ทำไปได้. 2月27日 เพ็ญเดือนสามเพ็ญเดือนมาฆะ ปีระกา 45 ปีก่อน พ.ศ. 9 เดือน หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ มีพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ที่บวชโดยวิธีเอหิภิกขุ “เธอจงเป็นภิกษุ เถิด” 1,340 องค์ พระคันถรจนาจารย์ เล่าไว้ในปกรณ์ต่างๆกัน สรุปได้ว่า สัปดาห์ที่ 8 วันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ทรงแสดงปฐมเทศนา ได้สาวกที่สมัครประพฤติพรหมจรรย์ 60 องค์ หมดฝน...ออกพรรษา ทรงส่งสาวกแยกย้ายกันไปสั่งสอนสัจธรรม องค์ละทาง แล้วเสด็จกลับกรุงราชคฤห์ ระหว่างทางได้ภัททวัคคีย์ เป็นสาวกอีก 30 องค์ ได้ปุราณชฎิลอีก 1,000 องค์ ต่อมาก็ได้พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ รวมทั้งศิษย์บริวารอีก 250 องค์ พระสงฆ์เหล่านี้ แยกย้ายจารึกไปสั่งสอนประชาชนตามบ้านเล็กเมืองน้อย จนใกล้เพ็ญเดือนมาฆะ ประชาชนส่วนใหญ่ที่นับถือพระศิวะ ต่างก็สาละวน เตรียมตัวเข้าพิธีศิวราตรี ศิวราตรี พิธีลอยบาปของพราหมณ์ เป็นพิธีหนึ่งในรอบปี ทำกันในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 เริ่มด้วยการสวดอ้อนวอนพระศิวะ ทางบันดาลให้บาปของตนลอยตามน้ำไป คัมภีร์ไตรเพท เขียนว่าจะต้องสวดทุกสามชั่วโมง ทั้งกลางวันกลางคืน งดดื่มงดกินอาหาร สวดเสร็จแล้ว ก็พากันไปอาบน้ำชำระกายในแม่น้ำ คงคา สินธุ โคธา วารี อจิรวดี สายใดสายหนึ่ง ผู้ที่อยู่ไกลแม่น้ำห้าสาย ให้อาบในแม่น้ำสายอื่นได้ แต่ต้องนึกว่าอาบอยู่ในแม่น้ำห้าสาย...นั้น ผู้เข้าพิธีศิวราตรี จะต้องนุ่งห่มด้วยผ้าสีคาวี (เหลืองแก่เกือบแดง) เว้นเสพกาม ทำความเคารพต่อคุรุ ผู้บำเพ็ญพรหมจรรย์แล้ว ก็ต้องไปล้างศิวลึงค์ เริ่มด้วยการใช้ขี้เถ้าจากมูลวัวเผาปนกับกำยาน ชโลมศิวลึงค์แล้ว...ห่มด้วยผ้าใหม่ ขี้เถ้าที่เหลือ ถือเป็นมงคล นำมาใช้ทาหน้าผากและตัว เผื่อแผ่ไปถึงญาติพี่น้อง มีเรื่องเล่าอยู่ในคัมภีร์กันทปุราณะ พรานป่าขึ้นไปนอนอยู่บนต้นสะเดา ดิ้นและสั่นอยู่ด้วยความหนาวความหิว ใบสะเดาร่วงหล่นลงโคนต้น ที่มีศิวลึงค์อยู่ พระศิวะเห็นว่า เป็นการบูชาพระองค์ โปรดให้พรานนั้นพ้นบาปทั้งปวง ตกนรกก็ทรงส่งศิวทูตไปขอวิญญาณขึ้นสวรรค์ ความเชื่อนี้ ในพิธีศิวราตรี จึงมีการใช้ใบสะเดาเป็นเครื่องบูชา ระหว่างบำเพ็ญทุกรกิริยาเพื่อปลดบาป ก็เคี้ยวใบสะเดาไปด้วย คัมภีร์ฝ่ายพุทธ เล่าว่า พระสาวกทั้งหลาย...ล้วนแล้วแต่เคยมีความหลังฝังใจในพิธีศิวราตรี แต่เมื่อบวชเป็นพระในพุทธศาสนา ปฏิเสธการอาบน้ำล้างบาปเสียแล้ว แต่ทุกปีเคยต้องไปกราบไหว้คุรุ 1,250 องค์ ก็คิดตรงกัน คิดถึงพระอาจารย์ มุ่งหน้าเข้าหาเวฬุวัน เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า นับแต่วันนั้น คืนเพ็ญเดือน 3 ที่เคยทำพิธีศิวราตรี ก็เปลี่ยนมาเป็นพิธีมาฆบูชา พระอรหันต์ 1,250 รูปนี้ ถือว่าเป็นพระอรหันต์รุ่นแรกของโลก...พระอรหันต์รุ่นต่อๆมา ก็คงมีตราบเท่าที่พระสงฆ์ ยังศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อยู่ วันมาฆบูชา พระสงฆ์รุ่นแรก เคยนับถือพระศิวะ กลับคิดถึงพระอาจารย์ พร้อมใจกันกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ในขณะที่พระสงฆ์รุ่นหลังๆ หลายองค์ทำท่าจะลืมพระพุทธเจ้า ลืมอาจารย์ เพลินอยู่กับการปลุกเสก “ร่างทรงองค์เทพ” ขายเป็นสินค้า เคราะห์ยังดี! เวลาผ่านมา 2,550 ปี ที่พระสงฆ์เหล่านี้ ยังท่อง พุทธัง สรณัง คัจฉามิ...เป็น. |
|
|