個人檔案Notes on insight meditat...相片部落格清單更多 ![]() | 說明 |
|
|
7月26日 นิทานไทย ศรีธนญชัย
เป็นคู่ลับสมองประลองปัญญากับพระราชา
ผมมีหนังสือ เซียงเมี่ยง จอมกะล่อน ศรีธนญชัย...ฉบับลาว เปรม ตัง แปลและเรียบเรียงไว้ หลายเรื่อง
ศรีธนญชัย ทำให้พระราชาขัดใจ บางเรื่องทำให้ขายหน้า
เช่นเรื่อง ไล่ตีสาวสนม...แค่สาวสนมยังไม่หนักหนา พระราชาทรงทนได้
เมื่อออกพระโอษฐ์ว่า ไม่อยากเห็นหน้า วันหนึ่งก็ทรงเห็นศรีธนญชัยขุดหลุมเอาหัวลงหลุม
ถวายก้นรับเสร็จ ก็ยังทรงเห็นเป็นเรื่องขบขัน
มาถึงเรื่องหลอกพระราชาลงหนองน้ำ...ทำท่าจะหนักข้อ จนมาถึงเรื่อง หลอกพระราชากินขี้นกแร้ง
แม้จะอยู่ในกรอบของการเล่นทดสอบสติปัญญา
แต่ก็แสดงว่า ศรีธนญชัยแม้จะฉลาดหลักแหลม แต่ขาดสัมมาคารวะ
ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
เรื่องสุดท้าย...ในศรีธนญชัย ฉบับลาว พระราชาทนลีลา
ศรีธนญชัยไม่ไหว ส่งข้าวต้มมัดใส่ยาพิษไปให้กิน...
เรื่องจบลงตรงศรีธนญชัย ซ้อนแผนฆ่าให้พระราชาตายตาม
ส่วนศรีธนญชัย ฉบับไทย...ศรีธนญชัยไม่ตาย พระราชาก็ไม่ตาย สมัยยังเล็กๆ
แม่เล่าให้ฟังหลายเรื่อง เรื่องศรีธนญชัย อิจฉาผ่าท้องน้อง...ได้ยินแล้วก็คาใจมาแต่สมัยนั้น
คนที่ทำไม่รู้ประสีประสา ฆ่าน้องร่วมไส้ได้ ไม่น่าจะใช่คนดี
หลายเรื่องศรีธนญชัย เป็นทั้งคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย บางเรื่องก็เป็นคนดี เมื่อเข้าตาจน ทุกเรื่องจบลงตรงเอาตัวรอดมาได้
เรื่องหนึ่งที่เด็กสมัยนี้ คงพอจำกันได้ “ฉันไม่อยากเป็น”
วันหนึ่ง ศรีธนญชัยทำให้ให้พระราชาพิโรธมาก สั่งให้ทหารจับตัวใส่กรงเหล็กไปขังไว้ชายตลิ่ง ตอนที่น้ำลง
ถ้าน้ำขึ้นเต็มที่เมื่อไร กรงเหล็กจมน้ำ ศรีธนญชัยก็ต้องตาย
ก่อนยอมรับโทษ ศรีธนญชัยทูลขอเครื่องทรงพระราชา วางไว้บนกรงเหล็ก พระราชาก็ให้
เวลาที่อยู่ในกรง ศรีธนญชัยก็เอาแต่ตะโกนเสียงดังได้ยิน ไปทั่วท้องน้ำว่า
“ฉันไม่อยากเป็นๆๆ”
ก่อนที่น้ำจะขึ้น...เรือสำเภาพ่อค้าต่างเมืองก็แล่นผ่านมา ได้ยินเสียงตะโกน ก็หยุดเรือถาม
ศรีธนญชัยบอกว่าถูกเคี่ยวเข็ญให้เป็นพระราชา แต่ไม่ยอมเป็น
พ่อค้าฟังแล้ว ช่วยกันแหกกรง เอาตัวศรีธนญชัยออกมา เอาตัวเข้ากรงเหล็กแทน
แล้วก็ตะโกนว่า ฉันอยากเป็น เพราะเชื่อว่าจะได้เป็นพระราชาจริงๆ
ศรีธนญชัย เรื่องนี้ จบลงตรงศรีธนญชัยเอาตัวรอดได้อีกครั้ง และไม่ได้เล่าต่อว่า
พ่อค้าต่างเมืองผู้แสนจะโง่เขลาเบาปัญญาผู้นั้น ถูกน้ำท่วมตายในกรงเหล็ก...หรือเปล่า?
ข้อคิดที่ได้จากนิทาน...ก็คงมีว่า...ขึ้นชื่อว่าคน ทุกคนอยากมีอำนาจวาสนา...
เพียงแต่ความจริงมักมีว่า คนที่อยากเป็น ลงท้าย มักไม่ได้เป็น
ส่วนคนที่ปากบอกว่าไม่อยากเป็นๆ ถึงเวลาก็มักจะได้เป็นขึ้นมา...จริงๆ. 5月26日 รู้สึกดี ๆสิ่งที่แข็งที่สุด.. เอาชนะได้ด้วย..สิ่งที่อ่อนที่สุด
เมื่อประตูบานหนึ่งปิด.. อีกบานหนึ่งก็เปิด.. แต่บ่อยครั้ง..ที่เรามัวแต่จ้องประตูบานที่ปิดจนไม่ทันเห็นว่า...มีอีกบานที่เปิดอยู่ อย่ามัวค้นหา..ความผิดพลาด จงมองหา..หนทางแก้ไข อารมณ์ขัน..เป็นสิ่งยอดเยี่ยมที่สุด..ที่ช่วยรักษาสิ่งอื่นได้... เพราะทันทีที่เกิดอารมณ์ขันความรำคาญ..และความขุ่นข้องหมองใจ..จะหายไป กลับกลายเป็น.. ความเบิกบานแจ่มใส..ของจิตใจเข้ามาแทนที่
อย่ากลัว..ที่จะนั่งหยุดพัก..เพื่อคิด
1 นาที..ที่คุณโกรธ เท่ากับ..คุณได้สูญเสีย 60 วินาทีแห่งความสงบในจิตใจ..ไปแล้ว หนทางเดียว..ที่จะรักษาภาพพจน์ได้..คือ..การซื่อสัตย์..ตลอดเวลา ผู้ชนะ..ไม่เคยลาออก และผู้ลาออก..ก็ไม่เคยชนะ ออกซิเจน..สำคัญต่อปอดเช่นไร ความหวัง..ก็เป็นเช่นนั้นต่อความหมาย..ของชีวิต การมีชีวิตอยู่นานเท่าใด..มิใช่..สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญ..ก็คือ .มีชีวิตอยู่อย่างไร เราเข้าใจชีวิต..เมื่อมองย้อนหลัง..เท่านั้น แต่..เราต้องดำเนินชีวิต..ไปข้างหน้า
ไม่มีสิ่งใด..ช่วยให้คุณ..ได้เปรียบคนอื่นมากเท่ากับ..การควบคุมอารมณ์..ให้สงบนิ่ง..อยู่ตลอดเวลาในทุกสถานการณ์ ความอดทน..คือ..เพื่อนสนิท..ของสติปัญญา พรสวรรค์ยิ่งใหญ่..ของมนุษย์ คือ .การที่เราสามารถ..เอาใจเขามาใส่ใจเราได้ ในธรรมชาติ..ไม่มีสิ่งใดดีพร้อม แต่ทุกอย่าง..ก็สมบูรณ์แบบในตัวเอง ต้นไม้..อาจบิดเบี้ยวโค้งงอ..อย่างประหลาด แต่ก็ยังคง..ความงดงาม...
4月6日 ดีชั่วตัวทำ ดีชั่วตัวทำ
อ่านคอลัมน์คลายใจ ในนิตยสารแพรว ฉบับกุมภาพันธ์ แล้วก็ไม่แปลกใจ ทำไม ชื่อของท่าน ว.วชิรเมธี จึงเป็นชื่อ ที่ทำให้หนังสือธรรมะเป็นหนังสือขายดี
คุณวัชราพรถามว่า การปลูกไม้มงคล เช่น ไม้มะยม เพื่อเพิ่มความนิยม ไม้ขนุน เพื่อจะได้มีคนอุดหนุน
ไม้ชัยพฤกษ์ เพื่อจะได้มีชัย จะส่งผลให้ชีวิตของคน
เราเป็นไปตามชื่อต้นไม้ ที่ปลูก..หรือเปล่า ช่วยแก้เคล็ดจากร้าย ให้กลายเป็นดีหรือไม่
ท่าน ว.วชิรเมธีตอบว่า ชื่อต้นไม้ชนิดต่างๆ มนุษย์เรานี่เองตั้ง ตัวต้นไม้ไม่เคยรู้สักนิดว่า มันเป็นไม้มงคล หรือไม้อัปมงคล
ความเป็นไม้มงคล เป็นเพียงสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้น
ในเมื่อมันเป็นสิ่งสมมติ จึงไม่มีอิทธิพลที่จะส่งผลให้คนเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
ท่าน ว.อธิบายต่อว่า หากเราเป็นคนเลว ต่อให้ปลูกต้นมะยมเต็มพื้นที่หน้าบ้าน
ก็คงไม่ช่วยให้กลายเป็นคนเลวที่น่ารักขึ้นมาได้
และหากการปลูกต้นขนุน ทำให้มีแต่คนอุดหนุน ป่านนี้ หลังบ้านของนักการเมืองทั้งหลาย คงเต็มไปด้วยต้นขนุน
สิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นหรือเลวลง ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก
หากแท้ที่จริงแล้ว ล้วนแต่เกิดจากปัจจัยภายในเป็นสำคัญ
นั่นคือ เมื่อเราทำชั่ว ชีวิตก็เป็นอัปมงคล
ต่อให้เปลี่ยนเป็นนายสิริมงคล แต่หากไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากคนชั่วเป็นคนดี
การเปลี่ยนภายนอกก็ไม่ช่วยอะไร
และเมื่อเราทำดี ชีวิตก็จะเป็นสิริมงคลโดยตัวของมันเอง ไม่ว่าจะมีคนหรือไม่มีคนเห็นก็ตามที
ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์เป็นผู้กำหนด ชะตากรรมของตนเอง เหมือนที่มีพุทธศาสนสุภาษิตว่า
กมฺมุนา วตฺตตี โลโก (กำมุนาวัตตะตีโลโก) สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามการกระทำ (กรรม)
เราทำอย่างไร ชีวิตของเราก็เป็นอย่างนั้น ดังหนึ่งคนก่อกำแพง ยิ่งก่อก็ยิ่งขึ้นสู่ที่สูงตามกำแพง
คนขุดบ่อน้ำ ยิ่งขุดก็ยิ่งต่ำลงไปอยู่ในบ่อ
กล่าวให้สั้นที่สุด ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการ กระทำทางกาย วาจา และใจของเรานั่นเอง
เราเลว ต่อให้ปลูกไม้มงคลแก้เคล็ด ชีวิตก็คงไม่ดีขึ้น และหากเราดี
ต่อให้ไม่มีไม้มงคลอยู่ในบ้านสักต้น อะไรๆในชีวิตก็ต้องดีอยู่วันยังค่ำ
วิสัชนามายืดยาว เกรงญาติโยมจะจำไม่ได้ ท่านจึงสรุป... ขอให้จำง่ายๆว่า
ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว
อ่านคำสอนของท่าน ว.วชิรเมธีแล้ว...ต้องยอมรับครับ... จับใจเหลือเกิน อยากให้หลาย ๆ คนได้อ่านบ้างครับ
3月2日 สันดานกา สันดานกา
ปลายกรุงศรีอยุธยา พระอาจารย์สุก วัดท่าหอย ขึ้นชื่อเก่งทางเมตตาครับ เล่าลือกันว่า ท่านเลี้ยงไก่ป่าเชื่อง กรุงแตกแล้ว พระอาจารย์ลี้ภัยไปอยู่นครศรีธรรมราช เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า...ศิษย์คนหนึ่ง
สถาปนาเป็นองค์ปฐมบรมพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี ก็นิมนต์ท่านมาตั้งสำนักวิปัสสนา ที่วัดพลับ ฝั่งธนฯ
ต่อมาพระอาจารย์สุกได้รับโปรดเกล้าฯเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่สี่ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เพราะท่านเป็นอาจารย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง พระผงพิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟัก...
ด้านหลังจารคำว่าอรหัง...นักพระเครื่องเชื่อว่า สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อนองค์นี้สร้าง...เล่นหากันในราคาแพงมาก
เชื่อกันว่า พระสมเด็จอรหัง...ดีทางเมตตา ก็เพราะประวัติการเลี้ยงไก่ป่าเชื่องของท่านนี่เอง
นี่เป็นเรื่องของความเชื่อ...เชื่อกันว่า ความเมตตา เป็นวิทยาคุณสำคัญด้านหนึ่ง
แต่ถ้าอ่านเล่าไว้ในวัยสนธยา อาจารย์พุทธทาส ท่านกลับเล่าว่า
ความเมตตาเป็นธรรมชาติ เมื่อเมตตาสัตว์สัตว์ก็มีเมตตาตอบ
ตอนแรกๆเริ่มฝึกวิชาพระป่าอยู่ที่พุมเรียง สวนโมกข์เก่า ท่านอาจารย์พุทธทาสทดลองเลี้ยงกา
สัตว์ซึ่งโบราณเชื่อกันว่าเลี้ยงไม่เชื่อง
ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุที่มีความปรารถนา ลามก ไร้ยางอาย
แสวงหาลาภสักการะชื่อเสียงในทางที่ขัดต่อพระธรรมวินัย ว่ามีความประพฤติเยี่ยงกา
ความประพฤติของเดรัจฉานเยี่ยงกา....
ธรรมชาติของกาในสายตามนุษย์เป็นเรื่องไม่ดี
คนละประเด็นกับกา เลี้ยงเชื่องหรือเลี้ยงไม่เชื่อง
ท่านอาจารย์พุทธทาสคงตั้งใจทดสอบวิชาเมตตา...เมื่อเห็นมันบินวนไปเวียนมา ท่านก็โปรยข้าวสุกก้นบาตรให้
ขนาดไม่ให้ กาก็มักโฉบเข้าหาจิกกินเองอยู่แล้ว เมื่อให้...กาก็ได้ใจ นัดบินกันมาหาข้าวสุกจากท่าน นับวันฝูงก็ใหญ่ขึ้นๆ
“กลับจากบิณฑบาต เขาจะบินเบียดกันเหนือหัว เหมือนร่มคันใหญ่” ท่านอาจารย์เล่า
“เมื่อกำข้าวสุกจากบาตรสาดออกไป เขาจะบินมาไล่จิกเม็ดข้าว จากปลายมือเป็นแนวยาวตามสายข้าวสุก”
ภาพฝูงกาบินปกท่านเหมือนร่มคันใหญ่ รวมกับภาพท่านอาจารย์เลี้ยงกาเชื่อง ถ้าเกิดกับพระบางจำพวกที่นิยมปลุกเสกในสมัยนี้
คงเป็นพาดหัวยักษ์หนังสือพิมพ์ติดต่อกันหลายวัน
แต่ก็นั่นแหละ เมื่อถึงเวลากาก็แสดงสันดานกา แต่ละวันมันก็รบกวนท่านอาจารย์ ไม่เพียงโฉบมาจิกเอาของเครื่องใช้
หลายครั้งมันก็ขี้รด
เมื่อความเมตตากลายเป็นเรื่องเดือดร้อนหนักหนาจนทนต่อไปไม่ไหว
ท่านอาจารย์ก็ต้องเลิกทดลองวิชาเลี้ยงกา เมื่อไม่มีอะไรให้มันกิน ไม่นานไม่ช้ากาก็ค่อยๆเลิกราหายหน้าไป
บทสรุปจากท่านอาจารย์พุทธทาสสวนกับคำโบราณ กาเลี้ยงเชื่องครับ ถ้าทนให้มันขี้รดได้
และความที่มันเป็นสัตว์เดรัจฉาน จึงไม่ยากที่จะผลักไส
มนุษย์บางจำพวก สันดานเหมือนกา ไม่มีเงินล่อมันก็ไม่อยู่
มีเงินที่ไหนก็บินไปหา มนุษย์จัดการยากกว่ากาตรงหน้าด้านกว่า ถ้ายังมีเงินให้ ตั้งใจไล่ก็มักไม่ยอมไป.
11月11日 ขมคือยาหวานเป็นลม ขมเป็นยา
ยุคจ้านกว๋อของจีน โจวจี้ มหาอำมาตย์แห่งแคว้นฉี ขึ้นชื่อว่า เป็นคนเก่งและเป็นคนดี แถมเป็นชายหนุ่มรูปงาม รัถยา สารธรรม เขียนไว้ในหนังสือ หลักคิดสู่ความเป็นผู้นำ 52 เรื่องราวของเหล่าพญามังกรว่า ความเก่ง ความดี
มีมากน้อย โจวจี้พอประมาณตัวเองได้ แต่ที่ไม่แน่ใจก็คือเรื่องความหล่อ
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น มีเสียงร่ำลือถึงคุณชายสี แห่งเมืองเฉิงเป่ย...ว่ารูปงามเป็นอันดับหนึ่ง
วันหนึ่ง โจวจี้ส่องกระจกดูหน้าตัวเองแล้ว นึกถึงคุณชายสีก็ชักไม่แน่ใจ แต่ไม่ได้ถามกระจก หันไปถามภรรยา
“ข้ากับคุณชายสี เธอว่าใครหล่อกว่ากัน”
“พี่ท่านหล่อกว่าคุณชายสีหลายเท่า...” ภรรยาว่า
โจวจี้ยังไม่แน่ใจ...วันต่อมา ก็ถามภรรยาน้อย...ก็ได้คำตอบเดียวกัน
สองเมียพูดตรงกัน กระนั้นโจวจี้ก็ยังไม่เชื่อสนิท เมื่อมีแขกมาหา ถามแขกก็ได้คำตอบว่า “ในแคว้นฉี โจวจี้เป็นชายงาม”
จนกระทั่งวันนั้น...วันที่คุณชายสีผู้ลือชื่อมาหาโจวจี้ถึงบ้าน ระหว่างสนทนา โจวจี้ก็พิจารณา รูปหน้า ปาก คอ จมูก จนถึงฟัน...
โจวจี้ก็เห็นว่า ตัวเองไม่มีอย่างไหนเทียบคุณชายสีได้เลย
โจวจี้สะเทือนใจ ขณะที่ได้พบ...สัจธรรม...สำคัญ
สุภาษิตรากผัก...ของจีน วิสัยมนุษย์ทั่วไป หิวก็หาที่พึ่ง อิ่มก็ปลีกตัวหนี มั่งมีก็ประจบ หมดอำนาจก็ตีจาก
โจวจี้กราบทูลเวยอ๋อง ทั้งเมียหลวงเมียน้อยและแขกที่มาหา บอกว่าข้าพเจ้าหล่อกว่า เพราะต้องการความพึ่งพา
และต้องการความช่วยเหลือ กระหม่อมเป็นมหาอำมาตย์ มีอำนาจบารมี ทั้งเมียหลวง เมียน้อย
คนที่มาพึ่งพาก็ต้องพูดเอาใจเป็นเรื่องธรรมดา
หากไปเทียบกับเวยอ๋อง ผู้ปกครองแคว้น ทรงมีประชาชนมากมาย มีขุนนางทั้งบุ๋นทั้งบู๊หลายพันคน กองทหารหลายแสน
แต่ละวันนางสนมนางกำนัล ขุนนางอำมาตย์ที่ห้อมล้อม พยายามหาแต่เรื่องดีมากราบทูล
สถานการณ์เช่นนี้...เหมือนเวยอ๋องถูกปิดหูปิดตาอยู่ในมหานครใหญ่ จะเป็นอันตรายมหันต์
เวยอ๋องได้สัจธรรม สั่งปิดประกาศให้ทราบทั่วแผ่นดิน...ว่า
ผู้ใดกล้ากราบทูลจุดอ่อนข้อผิดพลาดของท่านอ๋องต่อหน้า จะได้รับพระราชทานรางวัลอย่างงาม
ผู้ใดเขียนคำตักเตือนเป็นลายลักษณ์ จะได้รางวัลระดับสอง
ผู้ใดกล้าวิพากษ์วิจารณ์ท่านอ๋องในที่สาธารณะ จะได้รางวัลระดับสาม
นับแต่นั้น ประชาชนก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ เวยอ๋องก็ได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้ นำไปจัดการแก้ไข ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข
ยุคจ้านกว๋อ...ของจีน อยู่ร่วมสมัยพุทธกาล 67 ปีก่อน พ.ศ. จนถึง พ.ศ.322 ครับ
ผู้คนในยุคนั้น เข้าถึงสัจธรรม...ผ่านม่านหมอกแห่งคำหวาน ทะลุไปยอมรับคำพูดจริง ซึ่งมักเป็นยาขม...
นำมาใช้ประโยชน์แก่บ้านเมืองได้
คนโบราณ ก็สอนลูกหลานไทยไว้...เหมือนกัน หวานเป็นลม ขมเป็นยา แต่ผู้ใหญ่มีอำนาจของพวกเรา
ไม่เพียงหลงตัวเองว่าหล่อ ยังดูเหมือนว่า ไม่ชอบกินยา...ชอบแต่ลม. 8月4日 ถือศีลสุดสัปดาห์ ทำดีเข้าพรรษา
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วันหยุดยาว ผมได้ไปบวชพรามห์ถือศีล 8 ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 ของปี50 เป็นปีที่ 5 ของการมาวัดนี้
และตั้งแต่ไปบวชพรามห์วัดนี้มา ถือศีลรอบนี้ เหนื่อยที่สุด.... คำว่าเหนื่อยที่สุดนั้นไม่ผิด เพราะตอนที่ผมไปบวชพรามห์แรก ๆ ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะเราก็ไม่ค่อยรุ้จักใคร
พอรุ้จักวัดนี้มากขึ้น กิจกรรมก็มากตามไปด้วย ทั้งกวาดถูลานวัด ทำ/เสริฟอาหาร ล้างจาน จัด/เก็บสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ขับรถรับส่งพระเณร ฯ จากที่แต่ก่อน ว่างก็นั่งสมาธิหรือนอน แต่หลัง ๆ มีกิจกรรมบุญให้ทำเยอะ
อาจเป็นเพราะเราอายุมากขึ้น... เลยเหนื่อยง่าย อิอิ
เสาร์ที่28กค. เลิกงาน18.00 น. อาบน้ำจัดสำภาระ และออกจากบ้าน ถึงวัดเกือบเที่ยงคืน
บวชพรามห์นี้ ทุกวันผมตื่น ตี 4 นอน 5 ทุ่มคิวงานแน่นตลอดวัน... ทำบุญสารพัด ออกแรง ออกเงินแถมใจเป็นกุศลด้วย...
ในเช้าวันที่29 กค.50 ตื่นมา ตี 4 ผมก็พูดกับตัวเองว่า "ทำไมเราถึงต้องมาทนลำบาก ในวันหยุดของเราแบบนี้ด้วยนะ ทำไมไม่ไปเที่ยวทะเลบ้าง ?..." ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ถึงเข้าใจคำถามที่ถามตัวเองไป.. ผมออกไปนั่งสมาธิกลางแจ้งตอนตี 4 กว่า
เป็นลานพระใหญ่ปูกระเบื้อง ....
อากาศ โปร่ง โล่ง เย็นสบาย ลมพัดอ่อน ๆ เงียบ.... จิตนิ่ง... สงบจริง ๆ
(อยากให้ทุกคนรู้สึกแบบผมบ้างจัง)
พระอาจารย์ผมเคยบอกว่า ตามเทศกาลต่าง ๆ ปีใหม่ สงกรานต์ พวกผี ปิศาจ เยอะ
ถ้าหลีกเลี่ยงได้ ควรอยู่บ้านหรือมาวัดน่ะดีแล้ว.. ปิศาจน่ะ ผมไม่เคยเห็นหรอก
แต่อุปมา ถ้าปิศาจในร่างคนน่ะเห็นบ่อย เพราะเห็นว่า ขณะวันเข้าพรรษา ยังตั้งวงกินเหล้า
เมาแล้วบ้า ตีกันตายเยอะ อย่าว่าแต่วันเข้าพรรษาเลย วันปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ พวกผี ปิศาจ ยิ่งเยอะ!
สถิติคนตายจากปิศาจพวกนี้ในช่วงสงกรานต์ ยังมากกว่าจำนวนคนตายในอิรักช่วงเดียวกันซะอีก พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า " อยู่ในที่ๆ ควรอยู่ "
หมายความว่า เราควรไปในที่ ๆ ควรไป ด้วย ปลอดภัย จากสิ่งอันตรายต่าง ๆ ....
ไม่มีใครไปเคาท์ดาว์นปีใหม่ ที่ยะลา ปัตตานี หรือ นราธิวาสหรอกครับ ไปกันในสถานที่ ๆ มีคนเยอะ ๆ จะได้สนุก
เช่น ปีใหม่ที่ผ่านมาคนไปเที่ยวที่ เชียงใหม่เยอะมาก แต่ที่นั่นกลับมีอัตราการตายมากกว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รวมกันเยอะ
ซึ่งน่าคิดครับ ว่าที่ไหนปลอดภัยกว่ากัน...
คนมาก ปิศาจก็มาก ยิ่งปิศาจในร่างคนนั้น ดูลำบากเป็นที่สุด ใส่สารพัดหน้ากากมาหลอก
มอมเมาชี้ให้คนเห็นผิดเป็นชอบ เห็นถูกเป็นผิดก็เยอะ และไม่แน่หรอกว่า
คุณอาจถูกมันครอบง่ำคุณอยู่โดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้...... เคยถามตัวเองไหมว่า ทำไมคุณถึงได้ยึดติดวัตถุนัก
ติดละครทีวี และเคยเอาพฤติกรรมไม่ดีในทีวีไปใช้ในชีวิตประจำวันเสมอ...
จนจิตใจนั้นต่ำลงเรื่อย ๆ ตามสังคม ... เมืองยิ่งเจริญ ใจยิ่งต่ำ
เข้าพรรษานี้ผมก็อยากให้ทุกคน ลองตั้งใจคิดทำดีกันสักอย่าง ทำดีเพื่อตัวเองบ้าง
อย่ามัวแต่ห่วงตัว ประชดรัก เหม่อเศร้า..เป็นหมาเหงา มันทำร้ายจิตใจเราเองทั้งนั้น และไม่เกิดประโยชน์เลย... ปัจจุบันก็ใช่ว่าผมจะวางทางโลกได้...ยังมี รัก โลภ โกรธ หลงอยู่ และก็มีเรื่องทุกข์ติดใจอย่างคือเรื่องพ่อผม..
ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่เล่นพนัน ทำแต่งาน และทำบุญบ้าง
เท่าที่บอกมา แม้นคนภายนอกมองว่า เป็นคนดี แต่คนภายในบ้านมองว่า ยังไม่ดีพอ...
คือ ผมให้ความสำคัญกับพ่อน้อยไป และพ่อผมก็เซ้นซีทีฟไม่เหมือนใคร อะไรนิดหน่อยก็หยิบเป็นเรื่อง นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมไม่พร้อมจะมีแฟนด้วย เพราะถ้ามีเวลาให้แฟนเยอะ พ่อผมก็น้อยใจ หาว่าไม่สนใจกัน... บางทีจุดเล็ก ๆ ที่คนภายนอกมองว่าดี คนภายในอาจน้อยใจ หรือมองว่าไม่ดีก็ได้
ไหว้พระไหว้เจ้าแล้วอย่าลืมไหว้พระที่บ้านด้วย (พ่อแม่)
(ขนาดผมไปถือศีลทำบุญเข้าพรรษาพอถึงบ้าน พ่อผมก็เคือง หน้าหงิกเป็นสังข์ทอง T_T ตามอารมณ์ท่านไม่ทันเลย)
ตอนนี้ท่านงอน แทบไม่ได้คุยกันเลย ใช้ eye contact กันอย่างเดียว 555
เข้าพรรษานี้ ผมตั้งใจว่า จะปฏิบัติตัวดี ๆ กับพ่อ แม่ ให้ความสำคัญกับท่านและจะเข้าใจท่านให้มากขึ้น
รวมทั้งเปลียนนิสัยที่แย่ ๆ ของผมด้วยครับ และจะตั้งใจทำต่อไปให้เป็นนิสัยที่ดีครับ... คนเราดีแล้วควรดีทั้งสองด้าน ถึงเรียกว่าดีจริง
แล้วคุณล่ะ?
ปล. ครั้งหน้ามาสอนเรื่องการนั่งสมาธิอย่างง่าย ๆ ครับ ว่าควรปฏิบัติอย่างไร เพราะ สมาธินั้นทำให้เกิดปัญญา ...
ปล.2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้เจอลูกค้าเก่าท่านนึง ขับรถ (มาอวด) ไม่ได้มาใช้บริการ แต่มาสาธยายว่ารถเขามีดียังไง
เป็นรถเก๋ง M.BENZ CLK200 เปิดหลังคาได้ พร้อมชุดแต่ง AMG ทั้งคัน เท่ห์มาก ราคา 5ล้านกว่า เขาพาผมไปลองรถด้วย และผมก็สะดุดกับระบบ เนวิเกเตอร์ ( ระบบนำทางคล้ายแผนที่ ) เครื่องจะบอกระยะห่างจากจุดที่ขับ
กับจุดหมายปลายทาง ฯ และเครื่องมันก็พูดภาษาไทยได้ ว่าอีกกี่กิโล กี่เมตรให้เลี้ยวซ้ายหรือขวา แต่ด้วยเมืองไทย ซอยเยอะ ซอยเล็ก ๆ จะไม่ถูกอัพเดทในโปรแกรม ลงรถมา เครื่องยังบอกอีกว่า "ถึงที่หมายปลายทาง เดินทางโดยสวัสดิภาพ..." โอ้.. ล้ำมาก ๆ ถ้าผมเป็นผมออกแบบโปรแกรมยุคนี้ คงให้คำทิ้งท้ายก่อนลงรถว่า
" ค.ม.ช. ออกไป ค.ม.ช.ออกไป..."
เพราะส่วนตัวเบื่อรัฐบาลชุดนี้เหลือเกิน ปากก็ว่าคนอื่นว่าโกงกิน แต่ที่ทำเอง ทั้งปั่นหุ้น + แข็งค่าเงินบาท ฯลฯ รู้ไหมว่าคนอื่นเขาเดือดร้อนกันแค่ไหน.... เข้าตำรา มือถือสากกกกกปากถือศีลชัด ๆ 5月6日 ศรัทธาที่ไร้ค่าในหนังสือ ศาสตร์แห่งการอ่านใจคน ดร.อนุสร จันทพันธ์ ดร.บุญชัย โกศลธนากุล อ้างคัมภีร์วิสุทธิมรรค อธิบายวิสัยมนุษย์ว่า แบ่งเป็น 6 ประเภท
ราคจริต...คนที่มีสภาวะจิตหลงติดรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส โทสจริต คนโกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย โมหจริต
คนง่วงเหงาหาวนอน ซึมเศร้า วิตกจริต คนที่สับสนวุ่นวายทุกลมหายใจ
ศรัทธาจริต คนที่มีหลักการ พยายามผลักดันตัวเองและผู้อื่น บรรลุถึงจุดหมาย
พุทธิจริต คนที่ใช้ปัญญาไตร่ตรอง คิดหาเหตุผลมาแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน สนใจในเรื่องยกระดับ
และพัฒนาจิตวิญญาณ สามประเภทแรก ราคจริต โทสจริต โมหจริต...ดูเหมือนน่าชัง แต่ก็มีความน่ารัก อยู่บางด้าน
ในภาพรวมๆยังอ่อนแอ ยังขาดพลัง...ไม่ว่าด้านสร้างสรรค์ หรือด้านทำลาย...
ต่างจากคนประเภทศรัทธาจริต ซึ่งชัดเจนว่าเป็นคนใฝ่ดี พยายามแสวงหาบุคคลหรือระบบความเชื่อ ที่หวังว่า
จะนำพาชีวิตและสังคม ไปสู่ความเจริญ
คนประเภทนี้ คิดอย่างมีหลักการ พูดอย่างมีตรรกะ เคารพในระเบียบกฎเกณฑ์ ดึงดูดผู้สนับสนุนได้มากมาย
พร้อมจะเสียสละทุกอย่าง...มีพลังมหาศาล ขับเคลื่อนไปสู่แนวทางที่ต้องการ
คนมีศรัทธาจริตรุนแรง พระพุทธเจ้าตรัสว่า มักเป็นคนมีปัญญาน้อย
ปัญญาและศรัทธาจะเป็นสัดส่วนผกผันระหว่างกัน
หากมีศรัทธามาก ปัญญามักจะลดน้อยลง ปิดรับแนวความคิดอื่นที่แตกต่าง นานวันเข้า ความคิดก็ยิ่งคับแคบ ศรัทธายิ่งมาก
การพิจารณาด้านเหตุผลก็ยิ่งน้อย
คนศรัทธาแรงกล้า ไม่รู้จักประนีประนอม ความจริงมีอยู่ เพียงหนึ่งเดียว ความคิดอะไรที่ไม่เหมือนตน เป็นความไม่ถูกต้อง
คนที่คิดไม่เหมือน จึงไม่ใช่คนดี เป็นคนชั่ว
ถ้าไม่เป็นมิตรก็เป็นศัตรู
คนศรัทธาจริต ทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ แม้กระทั่งความรุนแรง โดยไม่นึกถึงผลร้ายที่จะตามมา
ในสหรัฐฯ กลุ่มต่อต้านการทำแท้ง โยนระเบิดใส่คลินิกทำแท้ง คนตายหลายคน ปกป้องชีวิตหนึ่ง แต่ทำลายอีกหลายชีวิต
สถานการณ์มาถึงขั้นนี้ ภาพดีๆของคนศรัทธาจริต จึงกลายเป็นผู้ร้าย
ผมรู้สึกว่า บ้านเมืองเราตอนนี้ มีคนศรัทธาจริตมากมาย แยกกันอยู่หลายฝ่าย ทุกฝ่ายยกธงธรรมะ อ้างความถูกต้อง
ไม่ทันได้คิดว่า ตัวเองเป็นผู้ร้าย
ในหนังสือ พุดตานกถา บทที่ 83 อาจารย์ชุมพล พลปัญโญ รจนาไว้ บุรุษผู้หนึ่ง ขวนขวายไปเรียนวิชาล่ามังกร เมื่อเรียนจบ
ไม่มีมังกรให้ล่า เรียนวิธีจับปลาในลำธารหน้าบ้าน ยังมีค่ากว่าวิชาล่ามังกร
เรียนรู้วิธีควบคุมจรวด แต่ไม่รู้วิธีควบคุมใจตัวเอง เรียนรู้วิถีโคจรของดวงดาว แต่ไม่รู้วิถีเปลี่ยนแปลงอารมณ์ตัวเอง
รอบรู้วิชาการชั้นสูงทุกชนิด แต่หาความสุขใจไม่ได้ คนไร้ค่าที่รอบรู้สารพัด มีมากมายในโลก
ดับทุกข์ไม่ได้ คือไร้ค่า
อย่างที่กล่าวข้างต้น คนเรายิ่งศรัทธาโดยขาดเหตุผลมาก ยิ่งโง่
บ้านเมืองเราวันนี้ ไม่รู้เป็นไง ผมมองไปทางไหน เห็นแต่ คนไร้ค่า หรือใครจะคิดว่า คนที่ปากบอกว่าสร้างสรรค์
แต่ผล...กลายเป็นผู้ทำลายบ้านเมือง ยังมีค่าอยู่อีกเล่า! 3月29日 ราชสีห์มีรักผมเล่านิทานอีสป เรื่อง ม้าเสียท่านายพราน ยอมให้ นายพรานขี่หลัง เพราะความแค้นกวางไปแล้ว วันนี้
ผมมีอีสปเรื่องใหม่ เรื่องเทพธิดากับแมว
บนสรวงสวรรค์วันหนึ่ง เทพจูปีเตอร์กับเทพธิดาวีนัสตั้งวงเสวนาเถียงกัน เทพจูปีเตอร์เชื่อว่า
ส่ำสัตว์ทั้งหลายในโลกเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสภาวะความเป็นอยู่แวดล้อม
ขณะที่เทพธิดาวีนัสยืนยันมั่นคงว่า ส่ำสัตว์ทั้งหลายเกิดมาอย่างไร ก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น
ตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องมีรายการล้างตา
ท้าพิสูจน์กัน
เทพจูปีเตอร์เนรมิตนางแมวให้เป็นแม่สาวชาวมนุษย์สุดสวย ยกให้เป็นเมียหนุ่มรูปงาม พิธีวิวาห์จัด
ขึ้นใหญ่โตหรูหรา บ่าวสาวนั่งเคียงคู่อยู่บนโต๊ะอาหาร แวดล้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติมากหน้าหลายตา
“ท่วงท่ามารยาทของหล่อนเรียบร้อยละมุนละไมสมกับความเป็นสาวโสภาเสียนี่กระไร”
เทพจูปีเตอร์ตรัสชมเจ้าสาว “นี่ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้ดอก เมื่อวานหล่อนยังเป็นนางแมว”
“คอยสักเดี๋ยว เพคะ” เทพธิดาวีนัสขัดคอ แล้วก็เนรมิตหนูตัวหนึ่งปรากฏร่างข้างโต๊ะอาหาร ทันทีนั้น
เจ้าสาวก็ลืมลีลาสาวโสภา กระโจนจากโต๊ะออกไปไล่ฟัดหนู...เป็นพัลวัน นิทานเรื่องนี้จบลงตรงเทพ
จูปีเตอร์แพ้เทพธิดาวีนัส อีสปไม่ได้เล่าว่า สององค์เทพพนันได้เสียอะไรกันบ้าง เพียงแต่ทิ้งท้ายคล้าย
ท่วงทำนองโคลงโลกนิติ ว่าก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร มรรยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ
ใครเกิดมาเป็นอะไรก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น ทหารก็ต้องมีวิญญาณนักรบ
พระก็ต้องมีศีลสมาธิปัญญา มีจิตวิญญาณพระ
นิทานอีสปเรื่องต่อไป ชื่อเรื่อง ราชสีห์มีความรัก ในกาลครั้งหนึ่ง...ราชสีห์ตัวหนึ่งเกิดมีความรักชนิดจับจิตจับใจ
กับสาวมนุษย์ เดินนอบน้อมไปทรุดตัวลงต่อหน้า เอ่ยปากขอลูกสาวจากพ่อแม่ พ่อแม่สาวไม่ปรารถนาจะยกลูกสาว
ให้เป็นเมียราชสีห์ แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ปรารถนาจะเผชิญความโกรธของราชสีห์
“เรารู้สึกเป็นเกียรติสำหรับข้อเสนอของท่านผู้ทรงอำนาจ” พ่อแม่สาวตั้งสติเรียบเรียงคำพูด
“แต่ท่านก็เห็นอยู่ ลูกสาวเรานั้นรูปร่างแสนจะบอบบาง เรากลัวว่าการโอ้โลมสัพยอก หยอกเย้าด้วยความเสน่หาของท่าน
อาจทำให้ลูกสาวเราบาดเจ็บขึ้นได้”
แล้วพ่อแม่สาวก็เสี่ยง แนะให้ราชสีห์ไปถอดเขี้ยวถอดเล็บออกให้หมดเสียก่อน
ความรักทำให้ราชสีห์ก็ยอมทุกอย่าง ยอมกระทั่งจัดการถอนเขี้ยวเล็บออกจนเกลี้ยง แล้วก็รีบร้อนลนลานไปหาพ่อแม่
เจ้าสาว ฐานะราชสีห์ที่ไม่มีเขี้ยวเล็บ...เปลี่ยนไป ไม่ต่างจากกระต่ายตัวใหญ่ พ่อแม่สาวฟังแล้วไม่รู้สึกกลัวอีกแล้ว
ก็หัวเราะใส่หน้าตะเพิดให้ราชสีห์กลับถ้ำ...
นิทานเรื่องนี้สอนตรงข้ามกับเรื่องเทพธิดาแมว สิ่งแวดล้อม ทำให้ส่ำสัตว์ในโลกเปลี่ยนแปลง ความรักทำให้ราชสีห์
ตาบอด สละเขี้ยวเล็บ หมดฤทธิ์เดชได้
ราชสีห์ไม่มีเขี้ยวเล็บ ยามโกรธใครก็ไม่มีใครกลัว น่าเห็นใจนะครับ 3月23日 น้ำในแก้วที่สามเรื่องหนึ่งในหนังสือ ชื่อ เท่าทันทุนนิยม คุณเกียรติวรรณ อมาตยกุล เขียนถึงความมหัศจรรย์
แห่งน้ำของ ดร.มาซารุ เอะโมโตะ ทฤษฏีที่แพร่หลาย มีคนสนใจทั่วโลก
ดร.เอะโมโตะ กล่าวว่า น้ำมีความสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์ชนิดแยกจากกันไม่ได้ร่างกายมุนษย์ ตอนเริ่มปฏิสนธิ เป็นเซลล์ชีวิตเล็ก ๆ ในครรภ์มารดา มีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 99%
เมื่อออกจากครรภ์ น้ำลดเหลือ 90% โตเป็นผู้ใหญ่ ปริมาณน้ำในร่างกายเหลือประมาณ 70% คนชราใกล้ตาย ปริมาณน้ำจะเหลืออยู่เพียง 50%
สรุปแล้ว คุณภาพชีวิตคนเราเกี่ยวข้องอยู่กับปริมาณน้ำในร่างกาย มนุษย์คือน้ำ ถ้าเราต้องการให้สุขภาพกายสุขภาพจิตดี สิ่งแรกที่ควรทำ ทำน้ำ 70% ในร่างกาย
ให้มีคุณภาพดี
เมื่อน้ำในตัวเรา เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
สิ่งแวดล้อมของโลกที่เราอาศัย ก็จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย
ดร.เอะโมโตะ ศึกษาน้ำ ด้วยการถ่ายภาพผลึกของน้ำ แต่ละชนิดในห้องแช่แข็ง
ด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษมีกำลังขยายสูงมาก พบว่าน้ำแต่ละชนิดให้ผลึกแตกต่างกัน
สีหน้า ท่าทาง ของน้ำที่เห็นจากรูปภาพผลึก อาจทำให้เราเชื่อว่า น้ำมีชีวิต น้ำมีความสามารถ
ในการรับรู้ จำ และสื่อสารได้ แทบจะไม่แตกต่างจากชีวิตมนุษย์ภาพผลึกน้ำ ตอบสนองต่อสารเคมีที่
อยู่ในน้ำ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ความสะอาดของสิ่งแวดล้อม คำพูด เสียงเพลง
บทสวดมนต์ กระทั้งตัวหนังสือที่ติดไว้บนขวดน้ำ ทำให้ภาพผลึกน้ำ แตกต่างกันได้มากมาย
ดร.เอะโมโตะ พบว่า น้ำที่ได้รับคำพูดด้านบวก เช่น "น่ารักจัง" ผลึกน้ำออกมาเป็นภาพสวยงาม
ขณะที่น้ำที่รับคำพูดด้านลบ "เจ้างั่ง" ภาพผลึกน้ำออกมาบูดเบี้ยว
ผลทดลองจากการวิจัยนี้ น่าสนใจ แต่กระนั้น ก็ยังน่าสนใจน้อยกว่าผลวิจัยที่ใช้ข้าวสุกใส่ขวดแก้ว
ในเวลาหนึ่งเดือนทุกวันให้พูดกับข้าวในขวดที่ 1 ว่า รักและขอบคุณ พูดกับข้าวขวดที่ 2 ว่า ไอ้บ้า
ส่วนขวดที่ 3 ทิ้งไว้ตามลำพัง ไม่เอาใจใส่เหลียวแล ผลการทดลอง ซึ่งต่อมาหลายคนก็นำไปทดลอง
ออกมาตรงกัน ผิดความคาดหมาย ข้าวในขวดที่ 1 ดีที่สุด...แต่จุดพลิกผันอยู่ที่ข้าวขวดที่ 2 และขวดที่
3 เพราะปรากฏว่า ข้าวขวดที่ 2 ซึ่งของแต่คำพูดว่า "ไอ้บ้า" นั้น กลับเป็นข้าวที่มีสภาพดี...รองลงมา
ขณะที่ขวดที่ 3 ซึ่งทิ้งไว้ไม่เหลียวแลนั้น อยู่ในสภาพเน่าดำและเหม็น
ผลสรุปจากการทดลอง แปรเป็นคำสอนว่า การดูแลผู้อื่นด้วยวิธีด้านบวกนั้น ดีที่สุดอยู่แล้ว วิธีการดูแล
ด้านลบ ก็ยังดีกว่า.... ปล่อยปละละเลย ไม่เอาใจใส่
วิธีสุดท้ายนี้ สมัยพุทธกาลเรียกว่าพรหมทัณฑ์ พระพุทธเจ้าทรง ใช้กับอดีตคนสนิท ที่เป็นพระดื้อ
ชื่อพระฉันนะ เมื่อทรงเห็นว่า คณะสงฆ์คงเอาไว้ไม่ไหวแล้ว ผลทดลอง ข้าวในขวดที่ 3
หรือน้ำแก้วที่ 3 ตรงกับหลักพรหมทัณฑ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์
ใครที่กำลังใช้อำนาจ... อยากให้มีแต่คนพูดถึงแต่ด้านดี... จวนเจียนจะไม่มีใครกล้าพูดไม่ดีด้วย ยังไม่สายเกินไป ที่จะเปลี่ยนใจ ก่อนเฉาตายนะครับ. 3月20日 วิถีของม้านิทานอีสป ฉบับของโจเซพ จาคอป รวบรวม คุณยศ วัชรเสถียร แปลเป็นไทย แพร่พิทยา พิมพ์ขาย เมื่อปี 2505 มีอยู่ 82 เรื่องครับ เรื่องยอดฮิต อ่านได้ทุกยุคทุกสมัย เรื่องกบเลือกนาย ก็มี เรื่องเหลือบฝูงใหม่ ก็มี
เรื่องไก่ได้พลอย แต่ฉบับนี้ เป็นไก่กับไข่มุก ก็มี
ส่วนเรื่องม้านายพรานและกวาง ถ้าเคยอ่านผ่านตากันบ้างแล้ว แต่เผลอลืม
ผมขออนุญาตถ่ายทอดให้ฟัง...อีกครั้ง
ครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ม้ากับกวาง มีเรื่องวิวาทบาดหมาง ต้องสู้กัน ม้าตัวใหญ่กว่า วิ่งเร็วกว่า แต่เวลาปะทะ
กลับสู้กวางไม่ไหว เพราะกวางมีเขา ใช้เขาเป็นอาวุธม้าเจ็บใจ บากบั่นไปหานายพราน วิงวอนขอให้ช่วยแก้แค้นให้ที
“ข้าพอช่วยเจ้าได้” นายพรานว่า “แต่ต้องมีเงื่อนไขนิดหน่อย”
เงื่อนไขแรกของนายพราน ก็คือการ เอาท่อนเหล็กเล็กๆใส่ในปากม้า ระหว่างขากรรไกร แล้วร้อยด้วยสายบังเหียน
เงื่อนไขต่อมา ม้าต้องยอมให้เอาอานพาดบนแผ่นหลัง ตรึงให้ติดแน่น แล้วก็ถึงเงื่อนไขสุดท้าย
“เจ้าต้องยอมให้ข้าขี่”
ผีถึงป่าช้า ม้าหน้ามืดด้วยความแค้น ตั้งท่าจะเอาชนะกวางให้ได้ จึงยอมนายพรานทุกประการ
ติดบังเหียนใส่อานเรียบร้อย นายพรานก็ผงาดอยู่บนหลังม้า มุ่งหน้าไปล้างแค้นกวาง และ ก็เอาชนะกวางได้
สมดังใจ เมื่อล้มกวางได้ เอาชนะศัตรูคู่แค้นได้
“เอาล่ะ ภารกิจเสร็จแล้ว” ม้าบอกนายพราน “ท่านก็ลงจากหลังข้าได้แล้ว เอาบังเหียนออก จาก ปาก
เอาอานออกจากหลังข้าได้แล้ว”“รีบร้อนไปไยเพื่อน” นายพรานหัวเราะร่า
“เมื่อก่อน ข้าเคยมองเจ้าวิ่งเริงร่าเสรี ไม่มีทางเข้าใกล้ เจ้าได้ แต่วันนี้ ข้าบังคับเจ้า ได้ด้วย บังเหียนที่มือ
และเดือยที่ส้นรองเท้า ข้าพอใจที่จะใช้เจ้าอย่างนี้ต่อไป”
ถึงขั้นนั้น ม้าก็ไม่มีทางปฏิเสธได้ ยอมให้นายพรานขี่หลังต่อไป ทั้งๆที่ไม่เต็มใจเลย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ก็เป็นอันว่า ม้าเสียท่ามนุษย์ ยอมเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ ยอมให้มนุษย ์ขี่หลัง ยอมให้ทำอะไรต่อมิอะไร
นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า ถ้าม้าไม่หน้ามืดตามัว เพราะความแค้นกวาง เอะอะก็จะล้างแค้น ท่าเดียว จะคิดจะทำอะไร
ก็ค่อยๆบันยะบันยัง หูตาสว่าง คงไม่พลาดพลั้งเป็นทาสมนุษย์
สงสารม้า ก็คงช่วยอะไรม้าไม่ได้ นิสัยม้า ก็ต้องเหนื่อย แบบม้า... ตายแบบม้า... อย่างนี้แหละครับ. |
|
|