個人檔案Notes on insight meditat...相片部落格清單更多 工具 說明

部落格


8月18日

สี่ยอดหญิงงาม

 สี่ยอดหญิงงาม
 
ในจำนวนหญิงงามนับร้อยในประวัติศาสตร์จีนนั้น อาจารย์ ถาวร สิกขโกศล
บอกว่า ที่ยอมรับกันว่าเป็นสุดยอดของสาว งาม มีอยู่สี่คน
คนแรก ไซซี เล่าขานกันว่า สมัยที่ยังอยู่ชนบท ทุกครั้งที่ เธอไปอยู่ริมน้ำผูหยางเจียง เชิงเขาจู้หลัวซาน ไม่ว่าจะซักผ้า
ฟอกด้าย หรือเล่นน้ำ ฝูงปลามักจะมาเบียดเสียดกันชมโฉม จนลืมแหวกว่ายจมลงก้นแม่น้ำ
 
หลังเธอถูกคัดเลือกจากแคว้นเว่ย์ ส่งไปให้อ๋องแคว้นหวู ใช้มายาหญิง เบียดเอาซุนวู
เจ้าตำรับ พิชัยสงคราม 13 บท หลุดจากเก้าอี้แม่ทัพ ล่มแคว้นหวูได้
ภาพของไซซีที่ถูกจิตรกรวาด ส่วนใหญ่จะอยู่ในชุดกระโปรงยาว คลุมถึงปลายเท้า
หญิงงามอันดับสอง หวางเจาจิน เริ่มต้นเป็นนางในของฮั่นหยวนตี้...เมื่อเธออาสาไปรับ บทสมานฉันท์ เป็นชายาผู้นำแดนซุงหนู
ภาพของเธอถือผีผา (กระจับปี˜) บนหลังม้า...งดงามถึงขั้น นกตกจากฟ้า...เพราะลืมบิน
ข้อน่าสังเกต ทุกภาพหวางเจาจินที่จิตรกรเขียน มักมีผ้าคลุมไหล่
 
ส่วนเตียวเสี้ยน...หญิงงามอันดับสาม คนงามในเรื่องสามก๊ก...
อาจารย์ถาวรบอกว่า เตียวเสี้ยน เป็นตัวละครสมมติที่เขียนขึ้นใหม่ ไม่มีตัวจริงในพงศาวดารจีน
แต่เรื่องชิงรักระหว่างลิโป้ ตั๋งโต๊ะ ก็ฝังใจคน...จนดูประหนึ่ง เตียวเสี้ยนมีตัวตนจริงๆ
ความงามของเตียวเสี้ยน วันที่เธอออกมาไหว้พระจันทร์ เล่าขานกันว่า พระจันทร์อาย หลบเข้าหมู่เมฆ
ภาพที่ถูกเขียนหรืองิ้วเอาไปเล่น เตียวเสี้ยนมักใส่ตุ้มหูหยก
 
หญิงงามอันดับสี่ หยางกุ้ยเฟย อาจารย์ถาวรใช้คำว่า นงรามงามล่มชาติ
ในสมัยพระเจ้า ถังสวนจง ยามที่เธอย่างกรายเข้าอุทยาน
ดอกโบตั๋น ราชินีแห่งดอกไม้...เห็นโฉมเธอ ก็หุบกลีบซบดอก เพราะ “บ่อาจขันประชันนาง”
ภาพของหยางกุ้ยเฟย...มักเขียนไว้ในลีลาท่วงท่ากำลังอาบน้ำในสระหัวซิง สระน้ำพุร้อน
ทั้งสี่สาวงามนี้ จึงมีคำพังเพยถึงความงามชนิดไร้เทียมทานว่า
 
ปลาจม นกร่วง จันทร์หลบ และมาลีสยบ
 
ความงามเหล่านี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของมนุษย์ และเมื่อจินตนาการให้งามแสนงามแล้ว
มนุษย์อีกนั่นแหละที่มักจินตนาการ ด้านตรงข้าม
ไซซี ผู้ชอบกระโปรงยาว...จึงเจอข้อหา...มีเท้าโต จึงต้องสวมกระโปรงยาวคลุมเท้า หวางเจาจิน...
ถูกมองว่า ไหล่เธอลาดลู่ไม่สมตัว จึงต้องหนุนไหล่ แล้วใช้ผ้าคลุมช่วย
 
เตียวเสี้ยนถูกหาว่า เพราะปลายใบหูเธอเล็กและสั้น จึงต้องเติมด้วยตุ้มหูหยก
ส่วนหยางกุ้ยเฟย...ลีลาอาบน้ำ...ทำให้เธอเจอข้อหามีกลิ่นตัวแรง ต้องขยันอาบน้ำชำระกลิ่น
ทั้งยังต้องประดิษฐ์แป้งหอม...ฟุ้งจรุงใจ ขึ้นมาเป็นตัวช่วย
 
ไม่ว่าเรื่องสี่ยอดหญิงงาม จะจริง 7 เท็จ 3 เหมือนสามก๊กหรือไม่
แต่อ่านแล้วก็ได้แง่คิด ทุกสิ่งในโลกนี้ ล้วนมีสองด้าน...
หากมีด้านงาม อีกด้านก็มักอัปลักษณ์
ใครที่คิดจะทำการใหญ่ เล็งด้านดีเอาไว้ ไม่ควรลืมด้านร้าย โดยเฉพาะด้านที่ส่งผล ต่อสังคมบ้านเมืองด้วยครับ.
1月19日

ครั้งบ้านเมืองดี

 
 
วานก่อนได้ชม DVD พระนเรศวร มองแล้วฉุดคิดถึงเหตุบ้านการเมืองไทยในปัจจุบัน
จึงขอหยิบเรื่อง Blog นี้มาให้อ่าน และคิดกันครับ
 
คำว่า เมื่อครั้งบ้านเมืองดี ปลายสมัยอยุธยา หมายถึงสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
คำให้การขุนหลวงหาวัด บรรยายไว้ว่า  อันพระญาติวงศา และเสนาอำมาตย์ทั้งปวง
ก็อยู่เย็นเป็นสุขทุกราตรี ทั้งเศรษฐีคหบดีพ่อค้า  วาณิชมาต่างประเทศ ซื้อง่ายขายดี
ทั้งสำเภาแขกฝรั่งอังกฤษจีนจามอะรัมมนี และสุรัดพ่อค้า มาขาย
จอดสำเภาเรียงรายอยู่ที่หน้าท่านั้น เป็นอันมากมายหนักหนาทั้งอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง ก็เกษมสุขทั้งกรุงศรีอยุธยา
 
สภาพ “บ้านเมืองดี” เริ่มเปลี่ยนไป เพราะการเมืองไม่ดี
 
พระเจ้าอุทุมพร ลูกพระเจ้าแผ่นดินองค์เก่ง ลี้ภัยการเมืองหนีไปบวช อำนาจไปตกอยู่ในมือองค์ ์ไม่เก่ง พระเจ้าเอกทัศน์
ต้น พ.ศ.2308 พม่ารู้ว่าไทยอ่อนแอ ก็ทดสอบชิมลาง ด้วยการส่งทหารทางเหนือ 5 พันคน ทางตะวันตก 5 พันคน
ใช้วิธีรบแบบกองโจร รุกเขยิบเข้ามาเรื่อยๆ
 
วันอังคารขึ้น 9 ค่ำ เดือน 5 วันเนาว์สงกรานต์วันกลาง เวลาสองทุ่ม (พ.ศ.2310) พม่าใช้ทหาร 6 หมื่นคน
เริ่มสุมไฟกำแพงพระนคร...พอกำแพงทรุด ก็บุกเข้า อยุธยา
 
ความในพงศาวดาร กล่าวว่า
 
จุดเพลิงขึ้นทุกตำบล เผาเหย้าเรือน อาวาส และพระราชวัง ปราสาทราชมณเฑียร แสงเพลิงสว่างดังกลางวัน
แล้วเที่ยวไล่จับผู้คน ค้นริบเอาทรัพย์สินเงินทองสิ่งของทั้งปวง ปืนใหญ่น้อยพันสองร้อยเศษ ปืนนกสับหลายหมื่น
 
บุษบกทองคำ ที่ตั้งอยู่ในมุขโถงพระที่นั่งสรรเพชรมหาปราสาท พระแท่นบัญญงคกาญจน- เนาวรัตน์ 3 ชั้น สูง 3 ศอก
ปักนพดลเศวตฉัตร ทำด้วยทองนพคุณ ประดับเพชรและพลอย ต่างๆ ครบ 9 สี ทองคำที่หุ้มหนักรวม 55 กิโลกรัม
ลงยาราชาวดีทองคำหุ้มพระศรีสรรเพชุดาราม 168 กิโลกรัม พระทอง พระหุ้มทอง นับพันกิโลกรัม
 
พระโกศทองหนัก 12 ชั่ง พระลองทองใหญ่เป็นเฟืองกลีบจงกลประดับพลอย มียอดเก้ายอด
เชิงนั้นมีครุฑและสิงห์อัด ทองหนัก 25 ชั่ง รวม 37 ชั่ง ใช้ทรงสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ อีก องค์หนึ่งขนาดเดียวกัน 37 ชั่ง
ให้ทรงพระอรรคมเหสีสองพระโกศรวมกัน 74 ชั่ง
 
ทองคำหนักเท่าองค์พระมหากษัตริย์ทุกรัชกาล องค์หนึ่ง ประมาณ 60 กิโลกรัม เฉลี่ย 30 องค์ 1,800 กิโลกรัม
 
ทรัพย์สินมีค่าประมาณไม่ได้เหล่านี้ พม่าราว 2.5 หมื่นคน ใช้เวลาเก็บถึง 90 วัน แล้วก็ขนเอาไป
พร้อมด้วยเชลยไทยอีกกว่า 3 หมื่นคน
 
การสงครามชิงเมืองสมัยโบราณ ผู้ชนะจะหยิบฉวยอะไรไป เป็นเพชรเป็นทองมากน้อยแค่ไหน
ก็เป็นชิ้นเป็นอัน พอเห็นพอนับกันได้
 
การสงครามชิงเมืองสมัยใหม่...ประเทศศัตรู จู่โจมด้วยราคาน้ำมัน แล้วก็ตามด้วยค่าเงิน ซ้ำด้วยหุ้น
ความเสียหายแต่ละครั้ง นับกันแล้ว ไม่น้อยกว่าอยุธยาถูกพม่าปล้น
ความต่างคงมีอยู่ที่ สงครามสมัยใหม่ บ้านเมืองและผู้คนหมดตัวแล้ว ยังไม่รู้ตัวว่าถูกปล้น
 
บางบ้านเมือง ข้าศึกรุกมาจ่อถึงคอหอยแล้ว ดูเหมือนจะยังทะเลาะกันไม่จบ ว่าจะเอาใครมาเป็นนาย๊กกก.
 
คิดแล้วก็.. กลับบ้านไปเลี้ยงกวางดีกว่า...
 
9月22日

พระเจ้าเล่าเสี้ยน

 
 พระเจ้าเล่าเสี้ยน
 
ท้ายบทที่ 19 หนังสือพิชัยสงครามสามก๊ก คุณสังข์ พัธโนทัย สรุปว่า ถ้าพระเจ้าเล่าเสี้ยนไม่หลงใหล
โปรดปรานขันที เพียงคนเดียว ตั้งหน้าทะนุบำรุงบ้านเมือง ราชวงศ์จกหั้น ก็คงจะไม่ล่มสลายอย่างไร้เกียรติเช่นนี้
 
ขึ้นต้นบทที่ 20 คุณสังข์เขียนว่า แผ่นดินจีนแยกออกเป็นสามก๊ก แล้วกลับเข้ารวมกันเป็นก๊กเดียว
ในรัชสมัยของพระเจ้าสุมาเอี๋ยน  ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จิ้น
พระเจ้าสุมาเอี๋ยน เป็นบุตรของสุมาเจียว สมุหนายกแห่งวุยก๊ก (ก๊กโจวโฉ) สุมาเจียว ข้าในพระเจ้าโจฮวนแห่งราชวงศ์วุย
 
คือผู้สร้างประวัติศาสตร์ พิชิตอาณาจักรจกก๊ก ที่เล่าปี่และขงเบ้งช่วยกันสร้าง
 
จับเอาพระเจ้าเล่าเสี้ยน (บุตรเล่าปี่) เข้ามาเลี้ยงไว้ในพระนครลกเอี๋ยง
พระเจ้าเล่าเสี้ยน โง่เขลาและอ่อนแอ รักแต่ความสุขสบายส่วนพระองค์ จึงไม่เคยคิดที่จะกอบกู้จกก๊กขึ้นอีก
ครั้งหนึ่ง สุมาเจียวเลี้ยงโต๊ะเล่าเสี้ยนที่บ้าน จัดดนตรีและนาฏศิลป์แสดงให้ดู
 
พวกขุนนางจกก๊ก เพิ่งเสียบ้านเสียเมือง นาฏศิลป์ดนตรีครึกครื้น อย่างไรก็สนุกไม่ออก มีแต่เล่าเสี้ยนคนเดียว
ครึกครื้นรื่นเริงเต็มที่
 
สุมาเจียวเห็นดังนั้น จึงพูดกับกาอุ้นคนสนิทว่า คนอย่าง เล่าเสี้ยนนี้ ไม่มีศักดิ์ศรีอะไร ถ้าขงเบ้งมีชีวิตอยู่
คงจะไม่ยอมให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่ได้
 
มิน่าเล่า เกียงอุย ยกทัพมาตีเรา 8 ครั้ง จึงต้องปราชัยไปทุกครั้ง
แล้วสุมาเจียวหันไปถามเล่าเสี้ยนว่า คิดถึงจกก๊กบ้างไหม?
 
“ดนตรีเพราะๆ ผู้หญิงสวยๆ อย่างนี้ ข้าพเจ้าลืมจกก๊กหมดแล้ว”
 
พวกขุนนางจกก๊กได้ยินดังนั้น ก็เสียใจ ขับเจ้ง คนสนิท แอบกระซิบเล่าเสี้ยนว่า ถ้าสุมาเจียวถามอีก
ท่านจงร้องไห้แล้วบอกว่า ศพบรรพบุรุษของท่านอยู่ที่จกก๊ก ท่านจึงคิดถึงอยู่มิเว้นแต่ละวัน
สุมาเจียว อาจอนุญาตให้ท่านกลับจกก๊กก็ได้
 
งานเลี้ยงใกล้เลิกรา สุมาเจียวก็ถามอีก...เล่าเสี้ยนตอบตามที่ขับเจ้งสอน แต่ถึงตอนร้องไห้ก็ร้องไม่ออก
ได้แต่ยกมือปิดหน้าสุมาเจียวหัวเราะ ถามว่า ขับเจ้งสอนให้พูดให้ทำเช่นนั้นใช่ไหม เล่าเสี้ยนก็ตอบว่า ใช่
ทุกคนที่นั่งกินโต๊ะ ก็ฮาครืน
 
สุมาเจียวเห็นความโง่เขลาของเล่าเสี้ยน แล้วก็ค่อยเบาใจ ไม่มีอะไรจะต้องเกรงกลัวอีกต่อไป
คุณสังข์เขียนในคำนำว่า สามก๊ก ฉบับหลอกว้านจง ชาวเมือง ไทหงวน ปลายราชวงศ์หงวนต่อราชวงศ์เหม็ง
แต่งเติมขึ้นอีก 30% จากประวัติศาสตร์เดิม
 
บางตัวละคร เช่น ขันทีฮุยโฮรับสินบน หลอกให้เล่าเสี้ยนเสียเมือง ก็แต่งเติมขึ้นใหม่
บทเรียนที่ผู้นำหูเบา ฟังแต่คนใกล้ตัว จึงเพิ่มสีสันในลีลา วรรณกรรม
แต่ความจริง...
ในความเห็นของผม บทโง่เขลาของเล่าเสี้ยนที่ถูกเหยียดหยัน อีกมุมหนึ่งคือ “ความอยู่รอด”
 
 
ในสถานการณ์ใต้คมหอกคมดาบศัตรู อวดเก่งอวดฉลาดไป ก็เหมือนกับหาเรื่องฆ่าตัวเอง
มองจากมุมนี้ ใครจะว่าเล่าเสี้ยนโง่ แต่ผมว่าเล่าเสี้ยนไม่โง่ อย่างน้อยเล่าเสี้ยนก็รู้ว่า รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
 
ในบรรยากาศนี้ ใครรักจะอวดฉลาดแล้ว ช่วยบ้านเมืองได้ ก็ อวดกันไปเถิด แต่ถ้าคิดว่าโง่แล้ว
เป็นคุณแก่บ้านเมืองมากกว่า ก็น่าจะช่วยแกล้งๆโง่กันไว้บ้าง
ตอนนี้ผมเป็นห่วงแต่ว่า บ้านเมืองที่มีคนฉลาดมากเกินไป จะไปไม่รอด.
 

ปล.  อาทิตย์ที่แล้วพี่ชายผมได้ไปทำงานพิเศษที่ประเทศภูฐาน เกี่ยวกับการวางระบบและกฏหมายคอมพิวเตอร์

เมื่อคืนเพิ่งกลับมาเล่าให้ฟังว่า  หลังทำงานเสร็จ ได้แวะไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ได้ไปดู การแข่งบาสเก็ตบอล

 วันนั้น เจ้าชายจิกมี่ทรงเสด็จไปออกกำลังกายในยิมนั้นด้วย  ... บอดี้การ์ด ทำหน้าที่สำรวจพื้นที่ตามปกติ 

เห็นคนแปลกหน้ากลุ่มนึงคือกลุ่มพี่ชายผม  จึงเข้าไปสอบถามรายละเอียด พอรู้ว่ามาจากประเทศไทย

เจ้าชายจิกมี่ ทรงดีใจอย่างยิ่งเดินเข้ามาไหว้กลุ่มพี่ชายผมก่อน ^_^'

กลุ่มพี่ผมขอถ่ายรูปท่านด้วย  แต่ท่านปฏิเสธ เนื่องจากอยู่ในชุดที่ไม่เหมาะสม ท่านเชิญทั้งกลุ่มเข้าเฝ้าฯ

ที่พระราชวัง ในวันถัดมา...

ได้มีการถ่ายรูป พร้อมแจกลายเซ็น และพูดคุยกันยกใหญ่ ถามสาระทุกข์ทุกคน  พี่ชายผมเอ่ยปากว่าจะแต่งงาน

ปลายปีนี้  ท่านก็แสดงความยินดีและเขียนการ์ดอวยพร ถ่ายรุป พร้อมลายเซ็น อย่างมากมาย

ไว้ผมจะเอารูปมาลงให้ดูนะครับ
  

4月23日

90ปีก่อนเสียกรุง

 
กระแสหนังเรือตำนานสมเด็จพระนเรศศวรซาลง.. หลายคนอยากรู้ว่าต่อไปจะเป็นเช่นไร
ผมขอเอ่ยถึงบ้านเมืองในยุค หลังพระนเรศวร สวรรคต แต่พอสังเขปนะครับ

วิชาประวัติศาสตร์ที่เรียนกันมา พระเจ้าทรงธรรม พระเจ้า แผ่นดินอยุธยา เป็นพระโอรสพระองค์หนึ่งของ
“พระองค์ขาว” สมเด็จพระเอกาทศรถ ( อนุชาพระนเรศวร ) ครับ
 
แต่สมภพ จันทรประภา ค้นคว้าและเขียนไว้ในหนังสือชื่อ “นรชาติ” ว่า เป็นพระโอรสของพระองค์ดำ
สมเด็จพระนเรศวร
 
ยุคนั้น ประเพณีนิยมการเมือง เส้นทางอำนาจจากพี่ไปถึงน้อง สำคัญกว่าจากพ่อไปถึงลูก
 
สมเด็จพระนเรศวร สวรรคต สมเด็จพระเอกาทศรถ เป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อ พระโอรส พระธิดา สายพระนเรศวร
ก็ถูกลดความสำคัญ แทบไม่มีการกล่าวถึง...ตามวิถีทางการเมือง
 
เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถ สวรรคต กระบวนการแย่งชิงอำนาจระหว่างพระโอรสพระองค์ดำ พระองค์ขาว
จึงเกิดขึ้น...ต่อเนื่อง   คุณสมภพสรุปว่า พระเจ้าทรงธรรม ปฏิวัติ ก็ฆ่าขุนนางเก่าครั้งเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์
(โอรสพระเอกาทศรถ) พระเจ้าปราสาททองปฏิวัติ ก็ฆ่าขุนนางของพระเชษฐา (โอรสพระเจ้าทรงธรรม)
 
พระนารายณ์ฆ่าขุนนางของเจ้าฟ้าไชยและพระศรีสุธรรมราชา  พระเพทราชาปฏิวัติ ก็ฆ่าขุนนางพระนารายณ์
ขุนหลวงสรศักดิ์ ก็ฆ่าขุนนางชุดที่ปฏิวัติด้วยกันมา ข้อหาทำตัวเทียมเจ้า พระเจ้าเสือฆ่าขุนนางพระเพทราชา
ที่เป็นพวกเจ้าฟ้าขวัญ พวกเจ้าพระไชยสุรินทร์พระเจ้าบรมโกษฐ์ฆ่าขุนนางของพระเจ้าท้ายสระ เกือบหมด
เสวยราชย์แล้ว  หาคนตั้งเป็นขุนนางไม่ทัน
 
ภายในเวลา 90 ปี มีการปฏิวัติฆ่ากันเองถึงเจ็ดครั้ง เฉลี่ย 13 ปีต่อครั้ง
 
ขุนนางเก่งๆดีๆที่รอดจากถูกฆ่า ก็ถูกถอด การเมืองเปลี่ยนไป นายก็กลายเป็นพลพลก็กลับมาเป็นนาย
เพราะขุนนางจำพวกพลเป็นนายนี่ละกระมัง ถึงสมัยพระเจ้าเอกทัศ สถานการณ์ยิ่งหนักกว่าพลเป็นนาย
เพราะขุนนางใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็น “พี่เมียพระเจ้าแผ่นดิน”
 
พระยาราชมนตรี เจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ ขุนนางใหญ่ ก็เป็นพี่ชายเจ้าจอมเพง เจ้าจอมแมน มหาดเล็กชื่อนายสังข์
ชาวบ้านคูจาม เป็นพี่ชายเจ้าจอมพัก เจ้าจอมปานก็เลื่อนขั้นเป็นขุนนางทำหน้าที่...ผูกขาดเก็บภาษีผักบุ้ง
ตั้งเกณฑ์เก็บภาษีตามขนาดแพผักบุ้งบังคับรับซื้อไว้ในราคาถูก แล้วขายให้ชาวบ้านในราคาแพง
 
ใครแอบขายผักบุ้ง ถูกจับปรับถึง 10 บาท ราษฎรก็เดือดร้อน ร้องเรียนเท่าไหร่ก็ไม่ถึงพระเนตรพระกรรณสักที
วันหนึ่ง พระเจ้าเอกทัศบรรทมไม่หลับ รับสั่งให้หาละครไปเล่น นายแทนนายมีก็เล่นเป็นจำอวด ย้ำแต่คำว่า
 
จะหาเงินมาแต่ไหน แต่เก็บผักบุ้งขายต้องเสียภาษี
 
ทรงรู้เรื่องก็พิโรธมาก สั่งให้ชำระเร่งคืนเงินภาษีให้ราษฎร นายสังข์ พี่เมีย เฉียดถูกบั่นคอริบเรือน
บ้านเมืองที่เอาแต่ปฏิวัติ ผลัดกันฆ่า เมื่อพม่ายกทัพมาประชิดติดประตูเมือง...จึงไม่เหลือคนเก่งคนดีไว้สู้
สมัยอยุธยา เราจึงเสียกรุงให้พม่าไปง่ายๆ
 
สมัยนี้ สองปีที่เล่นเกมขี่ม้าชิงเมืองกัน ค่าเงินบาท ตลาดหุ้น ตลาดการค้าสารพัด มูลค่าหดหายไปเป็นล้านๆ
นับวันเศรษฐกิจจะยิ่งฝืดเคือง ก็เป็นห่วงกัน อีกไม่นาน...เราคงต้องเสียภาษีผักบุ้งกันอีกแล้ว.
3月23日

ลัทธิกะลาแตก

 
ต้นตอประชาธิปไตยเกิดขึ้นในกรีก ครับ
ราวสองพันปีที่แล้ว...กรีกมีคนสองกลุ่ม กลุ่มแรก เป็นพวกขุนนางและคนมั่งมี ภาษากรีกเรียกว่า อริส โตอิ
เป็นที่มาของคำว่าอริสโตแครตกลุ่มสอง เป็นชาวนาและคนยากจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ภาษากรีกว่า เดมอส
เป็นที่มาของคำว่า เดโมแครต เป็นรากของคำว่า เดโมเครซี่ หรือประชาธิปไตย
 
กาญจนาคพันธุ์ เขียนไว้ในเรื่องสภากาแฟว่า ระบบการปกครองแบบนี้ก็มีในอินเดียเรียกว่าปรยาตันแตร แปลว่าเมืองประชาชน
จีนเรียกว่าเม่งจู๊เจ้งที้ แปลว่า การปกครองที่ประชาชนเป็นใหญ่
 
แต่การปกครองที่ประชาชนเป็นใหญ่...ดูจะเป็นธรรมดา ง่ายๆ ง่ายเกินไปจนทำให้เข้าใจยาก  กาญจนาคพันธุ์ยกตัวอย่างต้น
ไม้ใหญ่ริมทางต้นหนึ่ง ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาได้อาศัยความร่มรื่น ต่อมาก็เกิดมีคนไปสร้างศาล ตั้งต้นเป็นเฮียกงควบคุมต้นไม้
โดยทำลืมไปว่า ต้นไม้เป็นของคนทุกคน
แม้แต่กรีกต้นตำรับเดโมเครซี่เอง ตามพงศาวดารก็ยังมีเรื่องถลากไถล อยู่ๆก็มีใครต่อใครตั้งตัวเป็นเฮียกงผูกขาดต้นไม้ อยู่บ่อยๆ
ประชาชนก็หลงๆลืมๆไปชั่วขณะ จนเมื่อนึกขึ้นได้ นี่มันต้นไม้ของแผ่นดินนี่หว่า...เฮียกงจะผูกขาดคนเดียวได้ไง...
ทีนี้ก็เลยเอะอะกันขึ้น
คนเอะอะคนแรก ชื่อ คลิสเทเนส ขอแรงพรรคพวกยกโอ่งไปตั้งไว้กลางชุมชน ป่าวร้องให้ชาวบ้านใช้กระเบื้องถ้วย กะลาแตก
หรือเปลือกหอยก็ได้ เขียนชื่อเฮียกง คนที่ไม่ชอบ เอาไปหยอดลงโอ่ง
แล้วก็ช่วยกันนับ เฮียกงคนใดมีคนเขียนชื่อไม่ชอบไว้ 6 พันชื่อ ก็ให้เนรเทศออกไปอยู่นอกประเทศ...เสียสิบปี
ว่ากันว่า นี่คือเค้าของการโหวตในสภา ที่ทั่วโลกใช้ กันจนถึงวันนี้
 
แต่การเมืองกรีกก็พลิกผันได้ง่าย ต่อมาไม่นาน ตัวคลิสเทเนสเองก็ต้องถูกกระเบื้องกะลาแตก เนรเทศให้ออก
จากกรุงเอเธนส์  เข้าตำราหมองูตายเพราะงู
 
วิธีไล่เฮียกง กรีกเรียกว่า ออสตราซิส มาจากคำว่า ออสตราคอน ซึ่งแปลว่าเปลือกหอย หรือกระเบื้อง ยังใช้กันต่อๆมา
มีเฮียกงระดับแม่ทัพนายกอง ทั้งแม่ทัพบก แม่ทัพเรือ ถูกเนรเทศไปอีกหลายคน
ตอนอริสติเตส แม่ทัพเรือถูกเนรเทศ มีเรื่องเล่า ตัวแม่ทัพเรือก็เดินปะปนอยู่กับประชาชนที่จะไปโหวต เจอชาวนาเขียน
หนังสือไม่เป็น ขอร้องให้เขียนชื่อตัวเอง
“เขาบริหารไม่ดี เขาทำให้เจ็บช้ำเรื่องอะไร” อริสติเตสถาม
 
“เปล่า...” ลุงชาวนาตอบ “ได้ยินเขาพูดกันว่า ท่านเป็นคนตรง เข้าหูจนเบื่อ เมื่อเบื่อจนทนรำคาญไม่ไหว
ก็อยากไล่ให้ ไปพ้นๆ”
ไม่น่าเชื่อนะครับ ด้วยเหตุผลความเบื่อแค่นี้ นักการ เมืองดีๆของกรีกเมื่อสองพันปีต้องมีอันเป็นไป.
3月18日

รัศมีโจรจีน

 

สมัยก่อนเมื่อครั้งที่พ่อผมเป็นนักข่าว หนังสือพิมพ์เกียติศักดิ์ ( คู่แข่งไทยรัฐสมัยนั้น) ปลายปี 13 ถึงปลายปี 15 พ่อผมเป็นนักข่าวประจำจังหวัดยะลา ครับ...เคยไปทำข่าวถึงอำเภอเบตง แบบนับครั้งได้

ระยะทางจากยะลา-เบตง กว่า 120 กม. บรรยากาศการเดินทาง ก็ต้องลุ้นระทึก ออกจากยะลา ผ่านกรงปินัง ผ่านบันนังสตา...กลั้นใจรอให้ผ่านป้าย บอกชื่อ “บ้านแหร” เข้าเขตธารโต ก็โล่งใจ

รอดไปคราวหนึ่ง

รู้กันไม่เป็นทางการ...จากเบตงถึงบ้านแหร เป็นเขตอิทธิพลโจรจีน

ยุทธศาสตร์ของโจรจีน ใช้พื้นที่ในเขตแดนไทย เข้าไปก่อกวนในเขตมาเลเซีย ไม่จำเป็นโจรจีนจะไม่ทำร้ายข้าราชการและชาวบ้าน

โจรจีน จึงเป็นหอกข้างแคร่ของมาเลเซีย มาเลเซียก็ไม่สบายใจ ไม่นานไม่ช้า หอกข้างแคร่ของมาเลเซีย ในชื่อของขบวนการโจรก่อการร้าย (ขจก.) ก็เกิดขึ้นใน 3-4 จังหวัดใต้

5 ปีที่อยู่ยะลา ยังจำได้ว่า เหมือนเทศกาล ทหารเขาก็เอาปืนใหญ่ ไปตั้งไล่ถล่มค่ายโจรจีน

ต้นปี 17 พ่อผมเข้ามาเป็นนักข่าวในกรุงเทพฯ อีก 2-3 ปี ต่อมา จึงได้ข่าวว่า โจรจีนขุดอุโมงค์ในภูเขา เอาไว้หลบภัยเทศกาลปืนใหญ่

เมื่อโจรจีนกลับใจ เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย อุโมงค์ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

สักสิบปีที่แล้ว...ช่วงนั้น โจรจีน โจรมลายู โจรไทย เงียบไปแล้ว พ่อผมนั่งรถเพื่อนไปถึงหมู่บ้าน กม.7 หันหน้าเข้าหาเบตง ฝั่งขวาเป็นเขตโจรจีนสายรัสเซีย ที่ขุดอุโมงค์

เพื่อนพ่อพาเลี้ยวเข้าฝั่งซ้าย ไปหาหมู่บ้านโจรจีนสายจีน ใกล้ละแวก “ต้นไม้ใหญ่”

วันนั้น พ่อผมเจอ “หลินไต้” ชื่อเหมือนดาราฮ่องกงรุ่นก่อน... แพทย์ใหญ่ของค่ายโจรจีนรุ่นแรก ถูกเลือกตัวมาจากครอบครัวที่รัฐปะหัง มาเลเซีย ส่งไปเรียนแพทย์ 6 ปีที่จีน ฝึกงานภาคสนามที่เวียดนาม

ฝีมือหมอหลินไต้ เด็กหนุ่มคนที่พ่อผมคุยด้วย บอกว่า ระดับหมอเทวดา บาดแผลจะเล็กจะใหญ่จะลึกตื้นแค่ไหน ขอเพียงยังทนได้ หมอผ่าตัดแล้ว บางคนผ่าตัดถึงสามครั้งก็ยังรอด

หมอปรารภ อยากขอพื้นที่ป่าใกล้หมู่บ้านจากรัฐบาล สร้างค่ายโจรจีนแบบเดิม เอาไว้ดึงนักท่องเที่ยว เหมือนโจรจีนอีกฝั่ง ที่มีอุโมงค์และป่าไม้เมืองหนาวเรียกนักท่องเที่ยว

สภาพของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ไม่ว่าโจรจีนสายจีนหรือสายรัสเซีย ต่างก็มีความหลัง

และอยากฟื้นความหลัง

พ่อผมก็มีความหลัง เป็นความหลังฝังใจกับโจรจีน เริ่มทำข่าวใหม่ๆ มีข่าวที่เจาะเข้าไม่ถึงหลายครั้ง แต่ละครั้งมีศพ 4-5 ศพ ถูกยิง มีคนลากมาโชว์เรียงรายให้คนเห็นอยู่ริมถนน

เขาลือกันว่า ศพเหล่านั้น เป็นศพโจรก่อการร้ายที่อาละวาดจับคนเรียกค่าไถ่ เก็บค่าคุ้มครองจากสวนยาง เผลอเข้าไปในเขตอิทธิพลของโจรจีน

วันนี้ไม่มีโจรจีน ไม่มีเขตอิทธิพลโจรจีน เส้นเขตแดน...ที่ทำให้ ชาวบ้านโล่งใจ ขาดหายไปแล้ว เภทภัยดูจะแผ่กระจายไปทุกถิ่นที่ วันนี้ถ้ายังมีเขาอยู่ เราอาจจะสบตามาเลเซียไม่สนิท

แต่คนที่ผ่านธารโต เบตง ก็สบายใจ เพราะได้รัศมีโจรจีนคุ้มกัน

พ่อผมท่านขอสิทธิ์คิดถึงโจรจีน สักวันครับ  ^o^...โจรจีนก็เหมือนดาบสองคม ถ้ารู้จักใช้ ให้ถูกที่ถูกเวลา...ไม่แน่ว่าจะช่วยเขี่ยผงที่เข้าตา ช่วยแก้ปัญหาใหญ่ให้บ้านเมือง.

3月12日

เผาหานตาน

 

ลูกครึ่งจีนในไทย หลายคนคงไม่รู้ว่า หมดจากเทศกาลตรุษจีนแล้ว 5 วัน ตั้งแต่วัน 13 ค่ำถึงวัน 17 ค่ำ ยังมีเทศกาลปิดท้ายตรุษจีน ชื่อ เทศกาลหยวนเซียว

อาจารย์ถาวร สิกขโกศล เขียนไว้ยืดยาว ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมีนาคม

ผมขอตัดตอน เอาเฉพาะที่สนใจ

วันเริ่มเทศกาลหยวนเซียว คืนเพ็ญแรกของปี นอกจากมีการแขวนโคมไฟแล้ว ถือกันว่าเป็นวันสุดท้าย ที่ฝ่ายหญิงที่แต่งงานแล้ว จะต้องกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ แขวนโคมแล้ว กิจกรรมที่ตามมา

ก็คือการทายปริศนาโคม

การทายปริศนา มีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ยุคชุนซิว (ก่อน พ.ศ.227-27 ปี) ปริศนาที่มีชื่อเสียงที่สุด เกิดในสมัยสามก๊ก บทที่ชื่อว่า ปริศนาของซัวหยง

สมัยพระเจ้าฮั่นเหอตี้ (พ.ศ.633-648) เฉาเอ๋อเด็กหญิงวัย 14 ปีล่องเรือตามหาศพพ่อในลำน้ำ เมื่อหาไม่พบ เฉาเอ๋อกระโดดน้ำตายตามพ่อ

5 วันต่อมา มีคนพบศพเฉาเอ๋อกอดอยู่กับศพพ่อ ผู้คนทราบข่าวช่วยกันฝังศพเฉาเอ๋อและบิดา แล้วก็สรรเสริญว่า เฉาเอ๋อเป็นยอดหญิงกตัญญ

หานตาน อายุแค่ 13 ปี เขียนคำสดุดีเฉาเอ๋อไว้ที่ป้ายศิลาเหนือหลุมศพ ต่อมา ซัวหยง ปราชญ์ใหญ่ เดินทางไปถึงหลุมศพเวลาค่ำ อ่านคำจารึกด้วยการใช้มือคลำ

แล้วเขียน คำปริศนาไว้หลังป้ายศิลา ชุดหนึ่ง

ปริศนานี้ มีตัวอักษร 4 วรรค วรรคละ 2 ตัว แพรเหลือง สาวน้อย หลานนอกสกุล ครกหินเล็ก

ยังไม่มีใครทายปริศนาชุดนี้ออก จนเมื่อโจโฉนำทัพผ่านไป แวะไปอ่านแล้ว ก็เดินทางต่ออีก 3 ลี้ (กม.ครึ่ง) จึงคิดออกได้ว่า เป็นคำชม “ถ้อยคำสำนวนที่ดีวิเศษสุด”

แต่เอี้ยวสิ้ว เสนาธิการคิดออกมาตั้งแต่แรกอ่าน โจโฉออกปากว่า สติปัญญาต่ำกว่าเอี้ยวสิ้ว 3 ลี้ และกินใจเอี้ยวสิ้วเรื่อยมา และถือโอกาสสั่งฆ่า เมื่อเอี้ยวสิ้ว ถอดรหัสขาไก่ สั่งให้ถอยทัพ

ผมสะดุดใจ เจ้าของคำจารึก ถ้อยคำสำนวนที่ดีวิเศษสุด อายุ 13 ปีที่ชื่อหานตาน

เพราะเป็นชื่อเดียวกับ หานตานอันธพาลยอดอิทธิพล เกะกะระราน รังแกคนไม่เลือกหน้า จนเอือมระอากันไปทั่ว

อาจารย์ถาวร เขียนไว้ว่า มีประเพณีเผาหานตาน เกิดขึ้นในไต้หวัน

เมื่อถูกรังแกจนทนไม่ได้ ก็มีคนรวมกลุ่มกันวางแผน เชิญหานตาน ไปร่วมงานเลี้ยงในเทศกาลหยวนเซียว ส่งเหล้าให้ดื่มจนเมาได้ที่ แล้วก็โยนไผ่ระเบิด (ประทัดกระบอกไม้ไผ่) ฆ่าหานตาน จนตาย

ฆ่าจอมอันธพาลอิทธิพลได้แล้ว วันหยวนเซียวปีต่อมา ก็มีการละเล่น เลือกชายหนุ่มล่ำสัน เปลือยท่อนบน ถือไม้กวาด สมมติให้เป็นหานตาน นั่งเก้าอี้แห่ไปตามท้องถนน

ผ่านหน้าบ้านใคร เจ้าของบ้านก็จะจุดประทัด (ทำด้วยกระดาษ) โยนใส

ตั้งแต่นั้นมา การจุดประทัด จึงเป็นเครื่องหมายของการกำจัด การขับไล่คนเลว

ผมชอบประเพณีจีน คับข้องหมองใจ ก็หาเรื่องระบาย เพราะถ้าสะสมความอัดอั้นเอาไว้ จนทนกันไม่ได้ ตามเหตุปัจจัย วันหนึ่งก็ต้องระเบิด

นี่ก็เลยเวลาตรุษจีน เลยเทศกาลหยวนเซียวไปแล้ว ใครที่มีเรื่องคับข้องใจ คนแบบหานตาน...ผมหวังว่า คงจะอดทนเก็บไว้ จุดกันในปีหน้า

เตือนกันเบาะๆแค่ประทัด... ก็พอนะครับ อย่าเอาจริง ถึงขั้นระเบิด หรือยิงกันตาย ที่ระเบิดกันไป บ้านเมืองเราบอบช้ำมากพอแว้ว.

3月10日

ลัทธิพระมีเมีย

 

ความรู้พื้นฐาน พุทธศาสนาแพร่ในไทยหลายครั้ง พุทธฝ่ายเถรวาทหรือหีนยาน นับถือพระพุทธเจ้าองค์เดียวมาก่อน มหายาน พระพุทธเจ้าเริ่มมีหลายองค์ตามเข้ามาทีหลัง

ที่สงสัย วิชาไสยศาสตร์มากับ “ยานไหน” มาแล้วกลายเป็นวิชาของพระจนแทบจะแยกกันไม่ได้ในวันนี้

อ่านเปิดปูม คลายปม ภูฏาน หนังสือภูฏานเล่มใหม่นี่แหละครับ จึงพอเข้าใจวิชาไสยศาสตร์มากับตันตระ วัชรยาน ที่แตกหน่อขยายกอไปจากมหายานนี่เอง

เมธา บรรณทัศน์ เขียนว่า พุทธศตวรรษที่ 7 มหายานก่อตัว ท่านนาคารชุน จากอินเดียใต้ นำปรัชญาของพราหมณ์และนานานิกาย ในพุทธศาสนา มาวิเคราะห์ ประกาศปรัชญาสุญญตวาทิน

ชาวพุทธและพราหมณ์สนใจกันมาก

พุทธศตวรรษที่ 12-17 มหายานยิ่งใหญ่อยู่ในแคว้นมคธ ในความอุปถัมภ์ของกษัตริย์ราชวงศ์ปาละ ช่วงเวลานี้เอง มีบางคณาจารย์รับพิธีกรรมลัทธิฮินดูตันตระเข้ามาปรับใช้กับพุทธศาสนา

ประกาศเป็นลัทธิใหม่ว่า พุทธตันตระ-วัชรยาน หรือ มนตรยาน

ชื่อหลังนี้หมายถึงยานลี้ลับ มีพระสูตรออกมารองรับมากมาย คุยว่า ยานนี้บรรลุโพธิได้สะดวกรวดเร็วปานสายฟ้า เร็วว่านิกายใดๆ

หลักพระเจ้า 5 พระองค์ แพร่หลายในทิเบต ภูฏาน ก็ตอนนี้เหมือนกัน

ลัทธิฮินดูตันตระถือว่า เทพเจ้าต้องมีศักติ หรือชายา เมื่อมาเป็นพุทธตันตระ วัชรยาน พระก็จึงมีเมียได้

มนตร์ที่สวดกัน โอม มณี ปัทเม หุม...นี่คือคาถาของพระอวโลกิเตศวร เป็นเหมือนแก้วสารพัดนึก เขียนบนผ้าหรือธง ลมพัดสะบัดกี่ครั้งก็ได้บุญเท่านั้น

หรือถ้าแขวนไว้ เดินลอด ก็จะได้บุญทบทวีตามจำนวนครั้ง

คาถาบทนี้ผมจำจากหนังสือตันตระ วัชรยาน ของอาจารย์หม่อม คึกฤทธิ์ ท่านแปลความว่า “โอม มณีบนดอกบัว” ความหมายมีนัยถึงหญิงชายมีสันถวไมตรีกัน

อาจารย์หม่อมท่านว่า พระนิกายวัชรยาน หรือก็คือ...ลามะ (สูงสุดยอด) ถือหลักนิยม 4 ม. เท่าที่ผมจำได้ คือมุทรา มัจฉา เมรัย และเมถุน

มุทรา คือท่ารำรหัสธรรมะขั้นลึกซึ้ง มัจฉา คือกินปลา เมรัย ก็คือเหล้า

เมถุนก็คือมีสันถวไมตรีกับผู้หญิง

พุทธศตวรรษที่ 12 ท่านคุรุรินโปเช หรือท่านคุรุปัทมสมภพ ก็ถูกนิมนต์ไปทิเบต นำตันตระ วัชรยาน มาหยั่งรากฝังลึกในภูฏาน จนถึงวันนี้

แต่ตันตระ วัชรยาน ในภูฏาน ตัดหลักนิยม ม.มัจฉา ออกไป เพราะไม่กินปลา

เหตุที่ไม่กินปลาทั้งที่ในน้ำมีปลา...ก็เพราะชาวภูฏานมีคติการเผาศพนำเถ้ากระดูกโรยลงน้ำ โดยเชื่อว่า ปลาจะเป็นสื่อนำเถ้าอังคารส่งดวงวิญญาณไปสู่สรวงสวรรค์

แต่ ม.อื่น พระภูฏานยังเหลือไว้ โดยเฉพาะ ม.เมถุน สรุปว่าพระภูฏานมีเมียได้

ผมเคยสังเกต...พระไทยดังๆบางสำนักออกท่าแสดงสัญลักษณ์มหายาน... ถึงไม่ชัดเจนว่าเป็นตันตระ วัชรยาน...แต่ทำให้แอบนินทาในใจ พระท่านคงอยากมีเมีย

พระสายที่ขยันทำกิจกรรม ปลุกเสกองค์เทพขาย...ขายดีชนิดปั๊มไม่ทัน ทำเงินได้มากมาย ไล่ตามดูให้ดีๆ เขานินทากันว่า ท่านมีสีกาเป็นโยมอุปัฏฐากกันทุกองค์.