Krit 的个人资料Notes on insight meditat...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
9月29日 เรื่องพม่าเล็ก ๆ
ตำรับพะบู๊
ข่าวสลายม็อบพระที่พม่า...เห็นภาพขบวนพระกระเจิดกระเจิง มีพระมรณภาพไปแล้วหลายรูป ทำให้ผมนึกถึงคำว่า “พะบู๊” พะบู๊ เป็นภาษาแต้จิ๋ว พะ แปลว่า ตี บู๊ ก็ตรงข้ามกับ บุ๋น แปลว่าสู้กัน รวมแล้ว ผมก็เหมาเอาว่า ตีกัน พระพุทธศาสนานิกายลี้ลับ...ญี่ปุ่น รบชิงสมภาร...บ้านเมืองวุ่นวายไปเมื่อเกือบพันปีที่แล้ว พระที่เวียดนาม ประท้วงรัฐบาล ถึงขั้นเผาตัว ก็ทำกันหลังกึ่งพุทธกาล (พ.ศ.2500) ไม่นาน อาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนเรื่องพระสงฆ์กับการเมือง ไว้ว่า เมื่อ 22 ก.ค.2506 พระกับฆราวาสที่เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ก็ตั้งขบวนเดินประท้วงหนุนพระเวียดนาม... ตั้งใจให้รู้ไปถึงรัฐบาลเวียดนาม หากจะพูดกันว่า พระประเทศไหน เล่นการเมืองมากกว่า... พระศรีลังกานี่ ต้องถือว่าเป็นเจ้าตำรับ ใส่ บางแห่งพูดกันว่า ชาวบ้านเจอพระแล้วไม่แน่ใจว่า ท่านพกปืนหรือซุกอะไรอยู่ในจีวร วิ่งหนีดีกว่า
เล่นในลังกาเองยังไม่พอ เล่นเผื่อไปถึงเมืองญวน
ลังกาช่วงเวลานั้น...มีชาวพุทธร้อยละ 64 มีคริสต์โรมัน-คาทอลิกร้อยละ 6 ปัญหาของลังกา อยู่หลังอังกฤษเข้ายึดครอง
ชาวคริสต์คนส่วนน้อย ยึดกุมอำนาจราชการ อำนาจบริหาร ติดต่อกันมานานช้า
ได้เอกราชแล้ว ชาวพุทธลังกาก็ตื่นตัว เรียกร้องให้คนพุทธมีอำนาจบ้าง
การเลือกตั้ง พ.ศ.2499 ปีที่เมืองไทยเคยมีเรื่องอันธพาลครองเมือง พระลังกาก็เป็นหัวแรงสำคัญ ผลักดันให้นายบันดารา นัยเก ชนะเลือกตั้ง
ล้มรัฐบาล เซอร์จอห์น โคเตลาวาลา ตัวแทนเผ่าพันธุ์นักล่าอาณานิคม ลงได้
นโยบายของนายบันดารา นัยเก จะยกระดับชีวิตชาวพุทธให้ ดีขึ้น จะยกเลิกภาษาอังกฤษ ภาษาราชการ ใช้ภาษาสิงหลแทน ถูกใจคนส่วนใหญ่ของลังกา
เป็นนายกฯได้สามปี...นายกฯคนใหม่ก็คงทำตามนโยบาย เอาใจพระกลุ่มหนึ่ง แต่ผิดใจพระอีกกลุ่มหนึ่ง จึงมีพระรูปหนึ่ง...
พกปืนมายิงนายบันดารา นัยเก ตาย
แต่พระและชาวบ้านส่วนใหญ่ยังติดใจ จึงเลือก นางบันดารา นัยเก ภรรยานายบันดารา นัยเก เป็นนายกฯแทน
พระฆ่านายกฯ...เป็นประเด็นใหญ่ ความรู้สึกนับถือพระของคนลังกาก็สั่นคลอน
เจอพระ แทนที่จะทำบุญใส่บาตร...ก็เลิก เมื่อชาวบ้านเลิกใส่บาตร...พระท่านก็รู้สำนึก เลิกยุ่งการเมืองไป 7-8 ปี แต่เมื่อบ้านเมืองมีปัญหา ท่านก็กลับมาตั้งท่า เรียกร้องอีกแต่ก็ไม่มีเรื่องรุนแรงถึงฆ่าฟันกัน อ่านเรื่องพระเล่นการเมืองที่ลังกา แล้วเป็นห่วงพระพม่าครับ...ข่าวล่า ว่าท่านถูกทางการใช้กำลังปราบ มรณภาพไปแล้วตัวเลขมากกว่า 3-4
ผมติดใจ ยังสงสัย...ไม่หาย...ถ้าพระยังอยู่ในวัด ตำรวจทหาร จะบุกเข้าไปฆ่าไปจับพระได้อย่างไร...ในเมื่อชาวพม่า มีธรรมเนียมถอดรองเท้าเข้าวัด ทุกวัดที่ผมเคยไป ไกลใกล้แค่ไหน ลงจากรถแล้ว ก็ต้องเดินเท้าเปล่า กระย่องกระแย่งกันทุกคน ศรัทธาคนพม่ามั่นคงถึงขั้นนั้น เรื่องแบบว่า ฆ่าพระบุกเข้าไปจับพระในวัด ไม่น่าจะมี. ปล. เอารูปพี่ชายผมมาฝากให้ดูกันนะครับผม คลิ๊กเพื่อดูภาพเพิ่มเติม 9月22日 พระเจ้าเล่าเสี้ยน พระเจ้าเล่าเสี้ยน
ท้ายบทที่ 19 หนังสือพิชัยสงครามสามก๊ก คุณสังข์ พัธโนทัย สรุปว่า ถ้าพระเจ้าเล่าเสี้ยนไม่หลงใหล โปรดปรานขันที เพียงคนเดียว ตั้งหน้าทะนุบำรุงบ้านเมือง ราชวงศ์จกหั้น ก็คงจะไม่ล่มสลายอย่างไร้เกียรติเช่นนี้
ขึ้นต้นบทที่ 20 คุณสังข์เขียนว่า แผ่นดินจีนแยกออกเป็นสามก๊ก แล้วกลับเข้ารวมกันเป็นก๊กเดียว
ในรัชสมัยของพระเจ้าสุมาเอี๋ยน ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จิ้น
พระเจ้าสุมาเอี๋ยน เป็นบุตรของสุมาเจียว สมุหนายกแห่งวุยก๊ก (ก๊กโจวโฉ) สุมาเจียว ข้าในพระเจ้าโจฮวนแห่งราชวงศ์วุย
คือผู้สร้างประวัติศาสตร์ พิชิตอาณาจักรจกก๊ก ที่เล่าปี่และขงเบ้งช่วยกันสร้าง
จับเอาพระเจ้าเล่าเสี้ยน (บุตรเล่าปี่) เข้ามาเลี้ยงไว้ในพระนครลกเอี๋ยง
พระเจ้าเล่าเสี้ยน โง่เขลาและอ่อนแอ รักแต่ความสุขสบายส่วนพระองค์ จึงไม่เคยคิดที่จะกอบกู้จกก๊กขึ้นอีก
ครั้งหนึ่ง สุมาเจียวเลี้ยงโต๊ะเล่าเสี้ยนที่บ้าน จัดดนตรีและนาฏศิลป์แสดงให้ดู
พวกขุนนางจกก๊ก เพิ่งเสียบ้านเสียเมือง นาฏศิลป์ดนตรีครึกครื้น อย่างไรก็สนุกไม่ออก มีแต่เล่าเสี้ยนคนเดียว
ครึกครื้นรื่นเริงเต็มที่
สุมาเจียวเห็นดังนั้น จึงพูดกับกาอุ้นคนสนิทว่า คนอย่าง เล่าเสี้ยนนี้ ไม่มีศักดิ์ศรีอะไร ถ้าขงเบ้งมีชีวิตอยู่
คงจะไม่ยอมให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่ได้
มิน่าเล่า เกียงอุย ยกทัพมาตีเรา 8 ครั้ง จึงต้องปราชัยไปทุกครั้ง
แล้วสุมาเจียวหันไปถามเล่าเสี้ยนว่า คิดถึงจกก๊กบ้างไหม?
“ดนตรีเพราะๆ ผู้หญิงสวยๆ อย่างนี้ ข้าพเจ้าลืมจกก๊กหมดแล้ว”
พวกขุนนางจกก๊กได้ยินดังนั้น ก็เสียใจ ขับเจ้ง คนสนิท แอบกระซิบเล่าเสี้ยนว่า ถ้าสุมาเจียวถามอีก
ท่านจงร้องไห้แล้วบอกว่า ศพบรรพบุรุษของท่านอยู่ที่จกก๊ก ท่านจึงคิดถึงอยู่มิเว้นแต่ละวัน
สุมาเจียว อาจอนุญาตให้ท่านกลับจกก๊กก็ได้
งานเลี้ยงใกล้เลิกรา สุมาเจียวก็ถามอีก...เล่าเสี้ยนตอบตามที่ขับเจ้งสอน แต่ถึงตอนร้องไห้ก็ร้องไม่ออก
ได้แต่ยกมือปิดหน้าสุมาเจียวหัวเราะ ถามว่า ขับเจ้งสอนให้พูดให้ทำเช่นนั้นใช่ไหม เล่าเสี้ยนก็ตอบว่า ใช่
ทุกคนที่นั่งกินโต๊ะ ก็ฮาครืน
สุมาเจียวเห็นความโง่เขลาของเล่าเสี้ยน แล้วก็ค่อยเบาใจ ไม่มีอะไรจะต้องเกรงกลัวอีกต่อไป
คุณสังข์เขียนในคำนำว่า สามก๊ก ฉบับหลอกว้านจง ชาวเมือง ไทหงวน ปลายราชวงศ์หงวนต่อราชวงศ์เหม็ง
แต่งเติมขึ้นอีก 30% จากประวัติศาสตร์เดิม
บางตัวละคร เช่น ขันทีฮุยโฮรับสินบน หลอกให้เล่าเสี้ยนเสียเมือง ก็แต่งเติมขึ้นใหม่
บทเรียนที่ผู้นำหูเบา ฟังแต่คนใกล้ตัว จึงเพิ่มสีสันในลีลา วรรณกรรม
แต่ความจริง...
ในความเห็นของผม บทโง่เขลาของเล่าเสี้ยนที่ถูกเหยียดหยัน อีกมุมหนึ่งคือ “ความอยู่รอด”
ในสถานการณ์ใต้คมหอกคมดาบศัตรู อวดเก่งอวดฉลาดไป ก็เหมือนกับหาเรื่องฆ่าตัวเอง
มองจากมุมนี้ ใครจะว่าเล่าเสี้ยนโง่ แต่ผมว่าเล่าเสี้ยนไม่โง่ อย่างน้อยเล่าเสี้ยนก็รู้ว่า รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
ในบรรยากาศนี้ ใครรักจะอวดฉลาดแล้ว ช่วยบ้านเมืองได้ ก็ อวดกันไปเถิด แต่ถ้าคิดว่าโง่แล้ว
เป็นคุณแก่บ้านเมืองมากกว่า ก็น่าจะช่วยแกล้งๆโง่กันไว้บ้าง
ตอนนี้ผมเป็นห่วงแต่ว่า บ้านเมืองที่มีคนฉลาดมากเกินไป จะไปไม่รอด.
ปล. อาทิตย์ที่แล้วพี่ชายผมได้ไปทำงานพิเศษที่ประเทศภูฐาน เกี่ยวกับการวางระบบและกฏหมายคอมพิวเตอร์ เมื่อคืนเพิ่งกลับมาเล่าให้ฟังว่า หลังทำงานเสร็จ ได้แวะไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ได้ไปดู การแข่งบาสเก็ตบอล วันนั้น เจ้าชายจิกมี่ทรงเสด็จไปออกกำลังกายในยิมนั้นด้วย ... บอดี้การ์ด ทำหน้าที่สำรวจพื้นที่ตามปกติ เห็นคนแปลกหน้ากลุ่มนึงคือกลุ่มพี่ชายผม จึงเข้าไปสอบถามรายละเอียด พอรู้ว่ามาจากประเทศไทย เจ้าชายจิกมี่ ทรงดีใจอย่างยิ่งเดินเข้ามาไหว้กลุ่มพี่ชายผมก่อน ^_^' กลุ่มพี่ผมขอถ่ายรูปท่านด้วย แต่ท่านปฏิเสธ เนื่องจากอยู่ในชุดที่ไม่เหมาะสม ท่านเชิญทั้งกลุ่มเข้าเฝ้าฯ ที่พระราชวัง ในวันถัดมา... ได้มีการถ่ายรูป พร้อมแจกลายเซ็น และพูดคุยกันยกใหญ่ ถามสาระทุกข์ทุกคน พี่ชายผมเอ่ยปากว่าจะแต่งงาน ปลายปีนี้ ท่านก็แสดงความยินดีและเขียนการ์ดอวยพร ถ่ายรุป พร้อมลายเซ็น อย่างมากมาย ไว้ผมจะเอารูปมาลงให้ดูนะครับ 9月16日 สูตรสานรัก สูตรสานรัก
คัมภีร์ 108-1009 ปรุงรักเติมรส เขียนโดยเมอร์ลิน ที่ผมอ่าน อยู่ทุกวันอาทิตย์ ได้มีการพิมพ์เป็นเล่มที่สองแล้ว คำนิยมหนึ่ง...ในเล่มคนคุ้นๆหน้าผมเขียน เหตุเกิดเมื่อพระธาตรีคิดจะสร้างมนุษย์ ก็คว้าเอาของใกล้มือ
ตั้งแต่พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาว ภูเขา และป่า...
ได้ผู้ชายต้นแบบเอาหนึ่งคน
พระธาตรีเพิ่งรู้ว่ามือหนัก ควักของใหญ่ๆไปหมดแล้ว เหลือของให้เลือกน้อย...คราวนี้จึงค่อยๆประดิดประดอย...
เลือก ความกลมของดวงจันทร์ ความคดโค้งของเถาวัลย์ ความไหวของใบหญ้า ความนุ่มของดอกไม้...
ความระยับของแสงแดด น้ำตาของหมอก ความขลาดของกระต่าย ความหยิ่งของนกยูง ความแข็งของเพชร
ความหวานของน้ำผึ้ง ความดุของเสือ ความอุ่นของไฟ ความเย็นของหิมะ การขันคูของนกพิราบ
เอาสิ่งเหล่านี้ผสมกันเข้าไป ได้ผู้หญิงต้นแบบ...แล้วก็ยกให้ผู้ชาย
7 วัน ผู้ชายก็ขอคืนผู้หญิง บอกว่าจุกจิกจู้จี้เอาใจยากเหลือทน
วันที่ 8 ผู้ชายก็ย้อนมา บอกว่าขาดผู้หญิงก็อยู่ไม่ได้ ขอเอาไปอยู่ได้ไม่กี่วัน ก็เบื่ออีก
คราวนี้พระธาตรีหมั่นไส้ ตวาดว่า พวกมึงประหลาด จะอยู่ด้วยกัน ก็อยู่ไม่ได้
จะไม่อยู่ด้วยกันก็ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น จะสุขจะทุกข์ พวกมึงก็อยู่ด้วยกัน...ไปเถิด
เพราะพระธาตรีสาปไว้...ผู้หญิงกับผู้ชายจึงต้องอดทนอยู่ด้วยกัน จนถึงวันนี้
ดูจากส่วนผสมผู้ชาย...ซึ่งมีไม่กี่อย่าง...ผมจึงตีความเอาว่า ผู้ชายแม้จะเรื่องมากแค่ไหน
ยุ่งได้ไม่เกิน 108
ส่วนผู้หญิง ส่วนผสมมากกว่า จึงยุ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ จนอาจนับได้ถึง 1009
อ่านคำนิยมแล้ว ก็เปิดดูเนื้อหา ล้วนแล้วแต่สูตรสำเร็จเรื่องรักๆไคร่ๆ...
ผมชอบสูตรข้อ 24...แฟนเก่า จะเอาไว้หรือจะทิ้ง
ไหนๆก็สลัดตัดใจ...ไม่ลงแล้ว เมอร์ลิน เสนอวิธีสานรักแฟนเก่า เอาไว้ดังต่อไปนี้
1. ลงทุนสักหน่อย ไปสืบข่าวให้ได้ ว่าเค้ายังหัวใจว่าง อยู่เรอะเปล่า...แน่ใจว่าว่าง
ก็ค่อยเสนอหน้าเข้าไปกระแซะนิด...ลองใจ...ยังพอมีเยื่อใยกันอยู่...ไหมหนอ
2. ถึงวันนี้...ก็น่าจะบรรลุแล้วว่า อะไรเป็นเหตุให้รักเก่าขม...รู้ต้นเหตุแล้ว ก็จะได้เริ่มดามหัวใจกันใหม่
3. รู้ประเด็นความ บาดหมาง...ก็หยิบมาพูดกันวันนี้เลยว่า จะปรับความเข้าใจกันยังไง
4. โบกมือบ๊ายบาย...อย่าให้ประวัติศาสตร์รักร้าว ซ้ำรอย
5. ต้องถามใจให้ชัวร์ว่า ถ้ากลับไปรักกันใหม่ คราวนี้จะไม่ เปลี่ยนใจแยกทางกันอีก
ผมคัด 5 กลยุทธ์ สานรักแฟนเก่า มาเผื่อให้ใช้ครับ จะตัดใจหรือจะรับรักแฟนใหม่ หรือจะหันไปง้อคนเก่า...
เรื่องผัวๆเมียๆ ต้องใช้ความรักเป็นสื่อประสาน...ถ้าไม่แน่ใจ เผลอรักกันเข้าไปแล้ว
ไม่ทันไรก็แยกทาง...เป็นขี้ปากชาวบ้านเขาเปล่าๆ
ข้าวยังใหม่ ปลายังมัน ทำไม? กลายเป็นข้าวไหม้ก้นหม้อไปเสียแล้ว.
9月8日 สวัสดิมงคล สวัสดิมงคล
ตำราพิชัยสงครามของไทย...บอกลักษณะมีชัย ไว้สิบประการ แต่คัดลอกต่อๆกันมา จึงเหลือเพียง 8 ประการ คิดอ่านดี วางแผนดี ฤกษ์พานาทีดี ช้างม้ากล้าหาญดี ไม่ขาดอาหาร ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ประกอบพิธีอันถูกต้อง
การลักลอบเข้าเผาเมืองมีชัยชนะ...
เหตุที่ทำให้ปราชัย...ตำราก็บอกว่า...มีสิบประการเช่นกัน
อำมาตย์เสนาบดีหมองใจกัน ทหารขัดกัน จอมทัพและเสนาบดีมิได้ปลงใจอันเดียวกัน ช้างม้ามิได้ฝึกปรือดี
ขาดอาหารและอดอยาก มีโรคภัย ไพร่พลทะเลาะกัน โหรให้ฤกษ์ฟั่นเฟือน
ประการสุดท้าย...ถูกฝ่ายข้าศึกฝังอาถรรพณ์ อาคม
อาจารย์พลูหลวง เขียนไว้ในหนังสือ 7 ความเชื่อของไทยว่า ตำราพิชัยสงครามไทย รวบรวมมาจากสารพัดตำรา
โหราศาสตร์ ยกเมฆ ทักษาพยากรณ์ อภิไธยโพธิบาทว์ สุริยยาตร์ เวทมนตร์คาถา
ตำราสวัสดิมงคล...ก็ถูกใส่ไว้ในตำราพิชัยสงคราม ตัวอย่างดังต่อไปนี้
อนึ่ง ถ้าจะไปรณรงค์สงคราม ห้ามลูกเมียข้าคนอื่น ซึ่งอยู่ ภายหลัง อย่าตีหม้อข้าวหม้อแกงบนเรือน
อย่าตบตีคนบนเรือน ให้เลือดตกทับเรือน อย่าให้ตบมือเล่นเต้นรำให้จงได้
ถ้าจะไปสงคราม ให้อาบน้ำก่อนค่อยไป เมื่อจะนอนทุกครั้งให้ล้างเท้าเสียก่อน
ถ้าจะตัดผมตัดเล็บมือเล็บเท้า ให้ตัดวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เสาร์ ถ้าจะสระผมให้สระวันอังคาร เสาร์
ถ้าจะเรียนวิชาให้เรียนวันพฤหัส
อนึ่ง ห้ามอย่าเอาผ้านุ่งเช็ดหน้า อย่าล้างหน้าด้วยกระบวยกะลา ให้ล้างหน้าด้วยขัน อย่าฆ่าสัตว์ที่ต้องปีเกิด
จะเป็นการถอยอายุ การเอาผ้านุ่งเช็ดหน้า ถือกันมากว่าเป็นอัปมงคล ด้วยผ้านุ่งเป็นของต่ำ จะทำให้สง่าราศีเสีย
เรื่องอัปมงคลนี้โบราณถือกันมาก เช่น จะกินหมากเมื่อหยิบใบพลูจะป้ายปูนต้องเด็ดปลายทิ้งเสียก่อน
ถือว่าปลายเป็นหางของใบพลู เมื่อจะเก็บผักตำลึงมาแกงก็ต้องเด็ดตีนทิ้ง
โบราณถือว่าจะทำให้คาถาเสื่อม
ส่วนกระบวยกะลานั้นถือว่าเป็นของต่ำ คนโบราณมักใช้ กระบวยตักน้ำกิน และกระบวยตักน้ำล้างเท้า
ไม่นิยมใช้กระบวยตักน้ำล้างหน้า
ความเชื่อนี้ ทำให้ทหารที่ไปสงคราม จะต้องมีขันโลหะเล็กๆติดตัวไปใช้ตักน้ำกินและล้างหน้า
เมื่อจะถ่ายมูลหนักมูลเบา ให้หันหน้าไปประจิมและอุดรจึงจะดี อย่าถ่มน้ำลายลงที่อาจม ถ้าถ่มที่นั่น
จะเจรจาหาสง่ามิได้
ครั้นถ่ายทุกข์แล้วให้อาบน้ำเสีย ถ้าหาน้ำอาบมิได้ ให้ล้างหน้าลูบหน้าเสีย ถ้าจะอาบน้ำในคลองและห้วยธาร
ห้ามถ่ายมูลหนักเบาลงในน้ำ
ถ้าตัวอยู่บนบก บนเรือน บนไม้ ถ่ายมูลหนักเบา ลงในน้ำได้แล...
ผมฟังข่าวยึดทรัพย์ (ของอดีตนายกฯ) แล้วรู้สึกตะครั่นเนื้อตะครั่นตัว...วิตกว่าจะเกิดสงครามใหญ่ อ่านเจออะไรดีๆ
ที่พอใช้ปลอบใจกันได้ ก็ต้องเก็บเอามาบอกเล่ากันต่อ
จะคิดจะทำอะไร ขอให้ยึดหลักสวัสดิมงคลเอาไว้ นะครับ...หนักก็จะกลายเป็นเบา เรื่องร้าย ก็อาจกลาย
ปล. แนะนำหนัง สำหรับคนที่ชอบใส่เพชร เผื่อเพชรของคุณจะมาจากประเทศที่คนล้มตาย
และพิการเป็นล้านคน...หนังสองเรื่องที่แนะนำนั้น สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง
เรื่องแรกคือ LOAD OF WAR เป็นหนังเกี่ยวกับ พ่อค้าอาวุธสงคราม
เรื่องที่สอง BLOOD DAIMOND ก็เป็นหนังเกี่ยวกับการค้าอาวุธสงคราม แต่เน้นไปบางประเทศ
ในทวีแอฟริกา เนื้อเรื่อง Focus ไปยังที่มาของเพชร
อยากแนะนำให้ดูเรื่องแรกก่อนแล้วค่อยดูเรื่องที่สอง เพราะเรื่องแรกจะเป็นภาพรวม
เรื่องที่สองจะเป็นรายละเอียด ไม่รู้ว่าเพชรที่คุณใส่นั้นมาจากประเทศเหล่านี้รึเปล่า
อาจเป็นเพชรผีสิงก็ได้ เหอ ๆ
9月1日 ฝ่ายที่สาม ฝ่ายที่สาม
หลังจากอุปติสสะฟังธรรมะ... เย ธัมมาฯ.... ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ...จากพระอัสสชิแล้ว ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม ถ่ายทอดต่อให้สหาย โกลิตะ สหายก็ได้ดวงตาเห็นธรรม
ผู้ใดดวงตาเห็นธรรม ก็คือพระอริยบุคคล ขั้นที่เรียกกันว่า บรรลุโสดาบัน
สองสหายลูกเศรษฐี รู้จักพระสมณโคดมแล้ว รู้หนทางมีชีวิตพ้นทุกข์แล้ว แทนที่จะไปกันสองคน กลับนึกถึง
พระอาจารย์ ชื่อสัญชัย หนึ่งในหกอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคพุทธกาล
“โลกนี้ คนฉลาดกับคนโง่ อย่างไหนมีมากกว่า” สัญชัยปริพาชก ย้อนถาม
สองศิษย์เอกตอบว่า “คนโง่ มีมากกว่า” พระอาจารย์ก็ได้ทีชี้ว่า
“ขอให้คนโง่มาอยู่กับเรา ขอให้คนฉลาดไปอยู่กับพระสมณโคดม...เถิด”
แม้อาจารย์ยืนยันจะยิ่งใหญ่อยู่ในหมู่คนมาก แต่ก็มีศิษย์อีกเลือกข้างน้อย 500 คน เดินตามอุปติสสะและโกลิตะ
ไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าและ 500 ปริพาชก เพื่อนร่วมสำนัก อุปติสสะ โกลิตะ หรือต่อมา พระสารีบุตร
พระโมคคัลลาน์ อัครสาวกขวาซ้าย...ในเวลาต่อมา ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ ทันทีที่ฟังเทศนากัณฑ์แรกจบ
พระโมคคัลลาน์ ต้องบำเพ็ญภาวนา อยู่ถึง 7 วัน จึงบรรลุ อรหันต์ทันเพื่อน
เหลือแต่พระสารีบุตร คนฉลาดที่สุด องค์เดียว...15 วันแล้ว ก็ยังไปไม่ถึงไหน แต่ก็ไม่ยอมห่าง
พระพุทธเจ้า นั่งถวายงานพัด อยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ
พราหมณ์ชื่อ ทีฆนขะ หลานพระสารีบุตร มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลแสดงความเห็นว่า
สิ่งทั้งปวง...ไม่เป็นที่พอใจแก่เรา
“สิ่งทั้งปวงไม่เป็นที่พอใจแก่เรา ก็ไม่ควรถือ” พระพุทธองค์ทรงติง
ทรงยกตัวอย่าง...สมณพราหมณ์สามพวก พวกแรก ยืนยันสิ่งทั้งปวงเป็นที่พอใจ
พวกสอง ยืนยันสิ่งทั้งปวงไม่เป็นที่พอใจ
พวกสาม บางอย่างก็พอใจ บางอย่างก็ไม่เป็นที่พอใจ
เพราะต่างก็ยืนยันว่า ความเห็นนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง ทุกฝ่ายจึงโต้เถียงกัน
ยกตัวอย่างแล้ว ทรงสอนว่าผู้ฉลาดพิจารณา เห็นเหตุนี้แล้ว จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวง
“กายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนี้ จะละความพอใจ ความเยื่อใยในกายนี้ได้”
ทรงสอนต่อไปว่า เวทนามีสามอย่าง สุข ทุกข์ และไม่ใช่ สุขไม่ใช่ทุกข์
ขณะที่เรามีสุข เราจะไม่มีทุกข์และสิ่งไม่ใช่ทุกข์ ขณะที่เรามีทุกข์ เราจะไม่มีเวทนาสองอย่าง
ข้อนี้แสดงว่า เวทนาไม่เที่ยง ไม่แท้ แปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย ผู้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง
จะเกิดความเบื่อหน่าย หมดสิ้นกำหนัด จึงหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง
พระสารีบุตร พัดไปฟังไป ส่งจิตตามกระแสไป จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นถือมั่น บรรลุอรหันต์ ในวันที่ 15 นั้นเอง..
เรื่องราวตอนนี้ ชี้ประเด็นผกผัน ระหว่างความศรัทธา และปัญญา คนฉลาดน้อยกว่า ซึ่งมักมีจำนวนมากกว่า
มีศรัทธากล้าแข็งนำหน้า มักก้าวหน้าไปก่อน
ส่วนคนฉลาดมากซึ่งมีน้อยกว่า ก็มักตั้งข้อสงสัย ทบทวนอยู่นั่น! กว่าจะปลงใจเชื่อสักเรื่อง
เหตุการณ์บ้านเมืองยุคใหม่ ก็คงอยู่ที่ใจ... จะเลือกอยู่ข้างมาก ก็อาจถูกหาว่าโง่ เลือกอยู่ข้างน้อย
ก็ถูกหาว่าอยากฉลาด แต่ไม่รักชาติจริง ไม่เลือกสักข้าง ก็อาจเจอข้อหาหนักแผ่นดิน
เกิดเป็นคนไทย พ.ศ.นี้ มันยากอย่างนี้แหละครับ. |
|
|