Krit 的个人资料Notes on insight meditat...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
8月26日 ศีล สมาธิ ปัญญา นั่งสมาธิอย่างง่าย ๆ
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า ศีล สมาธิ ปัญญา มันเป็นรูปประโยคที่มีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือเป็นการปฏิบัติ
ธรรม ในรูป การถืออุโบศถศีล การทำสมาธิ และปัญญาจะเกิดตามมา
การทำบุญทั่วไปจะมี 3 ระดับด้วยกัน
1. การทำบุญให้ทาน ถือเป็นการทำบุญขั้นต้น 2. การรักษาศีล ถือเป็นการทำบุญระดับกลาง 3. การทำสมาธิเป็นการทำบุญอย่างสูง ไม่ใช่ว่าการนั่งสมาธิเป็นการทำบุญอย่างสูงแล้วจะนั่งสมาธิอย่างเดียวนะครับ
เราควรทำบุญอื่นประกอบด้วย เพราะบุญแต่ละอย่างให้ผลไม่เหมือนกันครับ เช่นนั่งสมาธิมาก สติปัญญา+บารมีมาก จิตใจเข้มแข็ง ไม่มัวเมาในทางโลก แต่นั่งสมาธิอย่างเดียวแล้วไม่ทำบุญอย่างอื่น
ชาติหน้าเราอาจเป็นคนมีปัญญามาก แต่เกิดมายากจนก็ได้ครับ... เพราะฉนั้น เราควรทำบุญหลาย ๆ รูปแบบ ทำให้หลากหลาย การนั่งสมาธิไม่ยากอย่างที่คิด อย่าคิดมากทำใจให้สบาย ๆ
สาเหตุที่ การทำสมาธิได้บุญสูงนั้น เพราะช่วงจังหวะที่ใจเรานิ่งสงบ จิตจะบริสุทธิ์ เท่ากับเป็นการถือศีลขั้นสูง
การนั่งสมาธินั้นง่ายมาก แค่นั่งหลับตาเฉย ๆ เหมือนนอน แต่ไม่หลับนะครับ ช่วงต้นถ้าใครนั่งแล้วจิตใจวอกแวก ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสมัยก่อนผมนั่งก็ฟุ้งซ่านเช่นกัน แม้นปัจจุบันก็เป็นแต่น้อยกว่าเดิมมาก เริ่มแรกลองนั่งครั้งละ 15-20 นาที ต่อรอบ / วัน พอชินก็เพิ่มเวลา/รอบตามสมควร ถ้าใครยังนั่งไม่นิ่ง ผมแนะนำให้สวดมนต์ก่อนสัก 10 นาที บท ถวายพรพระ
เริ่มจาก นะโม 3 จบ อิติปิโส 1 จบ พาหุงฯ และชะยันโต 1 จบ ในหนังสือมนต์พิธี ( มีขายทั่วไป ) จิตเราจะเริ่มเป็นสมาธิในขั้นต้น และก็นั่งฯต่อได้เลย สำหรับใครที่ไม่ชอบสวดมนต์ ใช้วิธี เดินจงกลม ก็ได้ วิธีการเดินก็ง่าย เพียงให้เราค่อย ๆ ย่างเท้าเดิน
เดินให้ช้าที่สุด มีสติกับทุกอิริยาบท เท้ากำลังยก... ก้าวขา... วางเท้า... ในเบื้องต้นให้เดิน10-15 นาที ก่อน เดินเสร็จก็นั่งหลับตา กำหนดจิตที่ลมหายใจ เข้า-ออก หายใจเข้าลึก ๆ ออกยาว ๆ มีสติที่ลมหายใจ
หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ (ให้เพียงรู้ แต่ไม่ต้องไปกำหนดในใจว่าเข้า หรือออก) ความฟุ้งซ่านจะถูกสะกดด้วยสติที่ลมหายใจ สมาธิก็เกิดง่าย และเมื่อมีสมาธิ ปัญญาก็เกิดครับ
หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ กล่าวว่าการปฏิบัตินี้ เราต้องเรียนด้วยตัวเของเราเอง เราต้องสอนตัวเราเอง
เราต้องเห็นด้วยตัวเราเอง เราต้องรับรู้ด้วยตัวเราเอง เราต้องเข้าใจด้วยตัวเราเอง เราต้องทำด้วยตัวเราเอง...
ปล.สำหรับคนที่สนใจจริง ๆ อยากหาหนังสืออ่านเกี่ยวกับการปฏิบัติ
ผมแนะนำ 2 แนวทางครับ
1. สำหรับคนที่เพิ่งปฏิบัติเริ่มแรก แนะนำให้อ่านหนังสือของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมโม เรื่อง กรรมฐานแก้กรรม หรือ
เรื่องอื่น ๆ ของหลวงพ่อจรัญฯ
2. สำหรับคนที่ปฏิบัติสวดมนต์นั่งสมาธิมานานแล้ว อยากปฏิบัติขั้นสูง ขอแนะนำหนังสือที่อ่านง่าย
ของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ หนังสือชื่อว่า แด่เธอผู้รู้สึกตัว หรือหนังสืออื่น ของหลวงพ่อเทียน ฯ
^_^ 8月18日 ผีชะนี (มั้ง) ธุดงถ้ำธารรอด 48
กลางเดือนมีนาคม 2548 วัดสมเด็จเจริญ ( วัดหนองผักแว่น) มีการบวชเณรภาคฤดูร้อน ซึ่งเป็นโครงการของตำบลฯ
บวชกันประจำทุกปี ๆละ2 ครั้ง ครั้งแรก เดือนมีนา เป็น เด็ก ม ต้น มาบวช และเดือนเมษา เป็นเด็กเล็ก6-7ขวบขึ้นไป
บวชระยะ 1 เดือน หรือถ้าหากเณรอยากบวชต่อก็บวชได้เป็นปี ๆ
ทุกปีจะมีการถวายความรู้พระเณร ในเรื่องต่าง ๆ และมีการเดินธุดงกันทุกปี ปีละ2 ครั้ง ๆละ 5-7วันผมได้มาวัดนี้เป็นปีที่ 3 ก่อนหน้านี้
เคยเดินธุดงแล้ว แต่เดินไม่ครบรอบ ก็ต้องกลับกทม.ก่อนทุกทีแต่ละปีพระอาจารย์ฯ จะพาไปเดินไม่ค่อยซ้ำกันเท่าไหร่
ปี2546 ท่านพระอาจารย์ เคยพาไปธุดงและพักแถว ลาวด้าแอร์ ...
มันไม่ใช่ชื่อตำบลหรืออำเภอ แต่เป็นบริเวรที่ครั้งหนึ่ง เครื่องบินโบอิ้ง747ของสายการบินลาวด้าแอร์ตก ผู้โดยสารตายหมดเครื่อง 300 กว่าคน ผู้โดยสารเต็มเครื่อง300กว่าคน หาศพพบแค่ไม่ถึงร้อย...สำหรัลชาวบ้านแล้วแถวนั้นเป็นที่ต้องห้าม เขาเชื่อว่าวิญญาณยังไม่ไปเกิดกัน ปีนั้นผมเป็นคนขับรถขนพวกเครื่องครัวไปรอ ณ จุด ๆ นึงในป่าบริเวรนั้น ผมไปกับป้าแม่ครัวอีกคน
ผมจะบอกว่าที่นี่ผมไม่ได้เห็นผีหรอกครับ แต่รู้สึกเหมือนมีคนมองมาตลอด... ป่าที่นี่แปลก เงียบมาก ไม่มีเสียงแมลงหรือสัตว์อื่น เงียบจนหมือนว่าอยู่ในห้อง แคบ ๆ ไม่มีรูระบายอากาศ บรรยากาศเริ่มมาคุ เมฆมา ฟ้ามืด อากาศอบอ้าว วังเวง ต้นไม้ใหญ่ ดูใหญ่กว่าเดิม... ไม่กล้าออกไปไกลรถนัก ได้เห้นต้นหม้ใหญ่ ขนาดสัก 6คนผุ้ ใหญ่โอบ เดินไปดูใกล้ ๆ เย็นวาปหลังหลายครั้งทีเดียว น่ากลัวมาก.... รอไปจนถึงหัวทุ่ม กลุ่มพระเณรกลุ่มแรกจึงมาถึง.....
สำหรับผมแล้วถึงไม่เจอ ก็ไม่อยากไปอีก สุด ๆ เพราะมันเหมือนไม่ใช่ป่าเลย
กลับเข้าเรื่องเดิม ... ปี48 นั้น ผมไม่ได้ทำหน้าที่ขับรถ แต่ผมบวชพราหม์และได้เดินธุดงด้วย ปีนี้เดินแถวถ้ำธารรอดใหญ่ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญฯ โดยทั่วไปที่นี่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ เขาจะไปกันแต่ถ้ำธารรอดล่าง เพราะการเดินทางสะดวกกว่ามาก... ได้มีการแบ่งกลุ่มการเดินธุดง เป็น9กลุ่ม กลุ่มนึงจะมีเณร 5-6รูป พระ 1-2รูป โดยเดินทิ้งระยะเดินกลุ่มละ 20 นาที
ผมอยู่กลุ่มที่ 8 มีพระ1 รูป และสามเณร5 รูป เณรโตเดินนำทาง ... ผมกับพระ เดินท้ายกลุ่ม พระอาจารย์กล่างเตือนเณรเฮ้ว ๆ ทั้งหลายว่าอย่าได้กระโตกกระตากในป่า เพราะเจ้าป่าเจ้าเขา สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ออกเดินทางหลังทานข้าวเช้าเสร็จ ขึ้นรถสองแถวใหญ่ .. ขับพาไปจอดบริเวณชายป่า หลวงพี่กลุ่มผมนั้น เฮ้วไม่แพ้เณร ท่านเคยเป็นทหารมาก่อน ขอเรียกว่าหลวงพี่ ต. ระหว่างเดินก็คุยขำ ๆ ( แต่ผมไม่ขำด้วย ) กับเณรว่า
" ผีเผ๋อ น่ะไม่มีจริงหรอกเณร... ถ้ามีหลวงพี่จะเตะโชว์เลย "
เพราะด้วยความที่ท่าน ต. เป็นคนเมืองสมัยใหม่ แถม เป็นถึงทหารยศร้อยตรีอีกด้วย คือท่านไม่เชื่อเรื่องพวกนี้...
การเดินป่าลำบากมาก กระเป๋าผมขนาดใหญ่ เพราะใส่นมกล่องมาเยอะ หนักรวม 15 kg
ผมแพ้ป่า คันทั้งตัวเลยแถมระหว่างเดินผ่านคูน้ำ ดันมีปลิงมาเกาะอีก... ขับถ่ายก็ลำบาก ต้องถ่ายตามพุ่มไม้... แต่ป่าที่นี่สวยงามและสมบูรณ์มากผมได้เห็นทั้งกิ้งก่าบิน กระรอกบิน เสียงชะนีร้องตลอด ต้นไม้ใบใหญ่ และอีกสารพัดที่คุณไม่เคยเห็นในนิตยสาร .... ป่าแห่งนี้ไม่เหมืนที่ลาวด้าแอร์ เพราะมีความชุ่มชื่นสดใส คืนแรกจุดหมายอยู่ถ้ำธารรอดใหญ่ เดินขึ้นเขา เวลาเกือบ 6โมงเย็น แดดยังสว่างอยุ่ แต่ในป่าต้นไม้ทึบ ก็ค่อนข้างมืดพอควร
เดินคุยขำ ๆ กันมาตลอดทาง สักพักป่าก็เงียบ เหมือนตอนลาวด้าแอร์เลย สายตาผมเลือบไปเห็น ญ สาวอายุไม่เกิน30 ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างไปทางขวาหน้าประมาณ20เมตร
ผมคิดว่าเณร ๆ คงไม่เห็นกัน เพราะยังเดินเฮอากันอยุ่ แต่ท่าน ต. ที่เดินข้างผมคงจะเห็นเพราะเริ่มสงบปากสงบคำ
ผมพยายามจะเดินผ่านไม่สบตา แต่มันก็อดมองไม่ได้ ไม่รู้ทำไม
ญ สาวสวมชุดคลุมขาวเก่าๆ ผมสีดำยาวยุ่ง เหมือนเพิ่งตื่นนอน แต่แปลกคือ มือเธอยาวมาก ยาวถึงหัวเข่า สมองซีกซ้ายผมบอกว่า สงสัยจะผีชะนีแง๋ ๆ .... T_T สายตาผมมองหลวงพี่ด้วยความเห็นใจกันและกัน และไม่ได้บอกเณร กลัวว่าจะเงียบกันไปใหญ่
เดินไปยังไม่ทัน10นาที .... ท่านต. สะกิดผมเบา ๆ ผมมองไป ก็เห็น ญสาวชุดขาวคนเดิม.. แต่ เธอจูงลูกมาด้วย... คุณลองนึกถึง ผู้ ญ แขนยาว ๆ จูงเดินอายุราว3-4ขวบ และแขนยาวพอกัน.... เดินสวนกลุ่มผมมาจากหลังต้นไม้ และคราวนี้ เห็นกันทั้งกลุ่ม เงียบกันหมด.... พอเธอเดินผ่านกลุ่มไป สัก 5ก้าว ผมกับหลวงพี่ ต. หันไปมอง พร้อมกัน ปรากฏว่า เธอหายตัวไป... ผมจะสะกิดบอกหลวงพี่ต. แต่ท่านกลับ วิ่งไปก่อนแล้ว ผมเลยวิ่งตาม เณรเห็นหลวงพี่กับผมวิ่ง ก็ไม่รอกันล่ะครับ เผ่นกันป่าราบ ผมอยุ่กลุ่มที่ 8 แต่วิ่งไปจนทันกลุ่มที่ 7 และกลุ่มที่7ก็วิ่งพร้อมกลุ่มผมด้วยเพราะเห็นผมวิ่ง ก็ไม่ทันจะได้ถาม เผ่นกันมาทั้ง 2 กลุ่ม จนทันกลุ่มที่ 6 คืนนั้นระหว่างเดินทางมาครบกลุ่มกัน เป็นเวลาทุ่มกว่า หลวงพี่ ต.ก็ได้ถามทุกกลุ่มว่าเจอกันมั้ย กลุ่มที่1-7 บอกว่าไม่เจออะไร
แต่กลุ่มผม และกลุ่ม 9 ( กลุ่มที่เก๋าที่สุด ) เพราะมีพระ+เณรที่บวชมานานเยอะ ( มีพระ 2 เณร 5) แต่กลุ่มเก้าเจอ 3 รอบ ในเวลาใกล้เคียงกับผม สองรอบแรกเจอเหมือนผม แต่รอบที่ 3 นี่ เจอตอนฟ้ามืดแล้ว
มีเสียงผู้ ญ ร้องไห้ มาแต่ไกล สักพัก ก็เห็น ผู้ ญ เดินร้องไห้ เนื้อตัวมอมแมม แต่งตัวนุ่งผ้าถุงสวมเสื้อยืดเก่า ๆ มือนึงอุ้มลูก อีกมือจูงลูก เดินสวนกลุ่มไป เขาว่าขนลุกกันทั้งกลุ่ม แต่คราวนี้หันหลังไปมอง ก็ยังเห็นว่ามีอยู่ หัวหน้ากลุ่ม 9 คือหลวงพี่ ค. ด้วยความที่ทะเล้นและออกกวน
ไม่รู้ด้วยความกลัว หรือว่ามันที่สุดแล้ว ท่านได้จูงมือ เณรจุก ( ปัจจุบันทำงานอยู่บ้านผม ) เข้าไปถาม ดูใกล้ ๆ เลย ผลปรากฏว่า เธอคนนั้น เป็นคนจริงๆ เธอออกมาตามหาผัว ซึ่งออกมาหาของป่าตั้งแต่เช้าแล้ว
ยังไม่กลับเข้าบ้านเลย ..... ^_^+ ทุกอย่างก็สงบลงด้วยดีและปักกรดนอนกัน ( เป็นมุ้งแขวนกับกิ่งไม้ครอบร่ม ปูเสื่อนอนบนดิน )
คืนนั้นผมนอนแทบไม่ได้ มีเสียงสารพัด เดินก๊อกแก๊ก รอบกรตผมทั้งคืน ใกล้สว่าง ผมเห็น กระรอกบินตัวใหญ่มาก ตัวเท่าเณรเล็กชูมือขึงผ้าเช็ดตัว...... เช้ามา เณรบางคนที่นอนรอบนอก โดนผีอำเป็นแถว ( เพราะซนและไม่สำรวมกันไปหน่อย) บางคน ปิกะจู้ บวมใหญ่( สาเหตุเพราะไปยืนฉี่บนจอมปลวก ) ปัจจุบันยังจำติดตาอยู่เลยครับ ผีชะนีแม่ลูก...
ท่านหลวงพี่ ต. และสามเณรรูปอื่นที่ไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ก็ได้กระจ่างอารมณ์กันพอสมควร เพื่อน ๆ คนไหนถ้าเข้าป่าแล้วก็ระวัง สำรวมกายใจให้ดีพร้อมด้วยครับ ...เจ้าป่าเจ้าเขามีจริงแท้.
ปล. มีน้องในเอ็มชวนเล่นเกมออนไลน์เกมนึง เป็นเกมเต้นรำ ชื่อว่า Audition ผมเลยเล่นขำ ๆ แต่รู้สึกว่าสนุกดีเหมือนกัน
แต่พอเล่นเข้าไป มีสาวมาถามอายุ เราก็ไม่กล้าบอกไป เพราะเคยบอกว่า 30 มันเรียกลุงเลย T_T+
ตัวละครในเกมส์นี้ผมชื่อ goliko999 ครับ หน้าตาก็ประมาณนี้ เคยท่าได้มากสุดก็ *9 combo เท่านั้นเอง
ใครเล่นอยุ่ก็ลองมาเล่นกันขำ ๆ นะครับ
8月13日 นางฟ้า เวลาของนางฟ้า
ท้ายคำอาลัย...หนังสือที่ระลึกงานศพ คนตายไม่เสียดายที่ได้อ่าน ดังตฤณ เขียนว่า ใกล้วันแม่
บางคนอาจยังไม่ถึงเวลา เข้าใจความหมายของการมีแม่ ขณะที่หลายคน ผ่านเวลานั้นมาแล้ว
คนเราจะรู้ค่าของชีวิตตัวเองไม่ได้ ถ้ายังไม่รู้ค่าของผู้ให้ กำเนิดชีวิตเรา...คือแม่ “ผมเริ่มเขียนบรรทัดนี้ ในห้องที่แม่นอนหลับ ยังมีลมหายใจ” ดังตฤณ เริ่มต้น “เป็นที่รู้ว่าแม่คงไม่ตื่นขึ้นมาคุยกับผมอีก แต่ไม่เป็นไร ผมพูดทุกคำที่อยากพูดกับแม่ไปหมดแล้ว ทำทุกอย่างที่คิดว่าดีที่สุดเพื่อแม่แล้ว เหลืออยู่แค่รอเวลาส่งแม่ขึ้นฟ้า...”
ดังตฤณ รอเวลาผ่านไปยี่สิบปี ถึงค่อยซึ้งว่า “แม่” มีความหมายว่าอย่างไร วันนั้นแม่ไปส่งลูกชาย ที่ตั้งใจเข้าไปปฏิบัติธรรม...จุดส่งตรงเชิงเขา สายตาห่วงใยของพ่อแม่ รุนแรงมากกว่าที่เคยเห็นมาก่อน สายตาของแม่...ที่บอกว่ารักเรา สอนให้เรารักคนเป็น ห่วงใยคนเป็น ทั้งชีวิต
ดังตฤณและพี่น้องรวมสี่คน จึงไม่กลับกลอก เป็นคนมีความฝังใจเลวร้าย
ตรงข้าม...จุดแห่งความอ่อนโยนในหัวใจ จะคงอยู่ตลอดไป
เพียงระลึกแล้วรู้ตัวว่ามีแม่ น้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความเข้มแข็งน่ารักของแม่ผม ไม่เหมือนใคร ผมเรียนรู้ว่าตัวเองรักและอยากฟังน้ำเสียงของแม่เพียงใด ก็เมื่อท่านไม่มีเสียงจะพูดเป็นศัพท์แสงเต็มปากเต็มคำเหมือนอย่างเคย
เสาร์ 21ก.ค.50 ในโรงพยาบาล แม่อาการหนัก จนรู้สึกเหมือนว่าจะไปไม่รอด ลูกๆเปิดเทศนาพระอาจารย์ปราโมทย์ให้ฟัง
“กายนี้เป็นทุกข์ ใจนี้เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”
แม่ฟังแล้วเกิดปีติซาบซึ้ง อยากจะทำบุญ...อีกสักครั้ง ลูกๆเตรียมของสังฆทาน แม่ร้อง...กลัวว่าจะไม่ทัน
พระอาจารย์ปราโมทย์มาเวลาสิบเอ็ดโมงสิบห้า...แม่ลืมตาเห็นพระด้วยสายตายินดี
เรี่ยวแรงแม่แค่ยกมือแตะถังถวายสังฆทาน...จนครบทุกถัง การทำบุญใหญ่สำเร็จ ประโลมให้แม่สงบเย็น
และบังเกิดมหาโสมนัส ตื้นตันจนสะอึกสะอื้นออกมา พวกเราได้พบปาฏิหาริย์ของพลังชีวิตระลอกใหม่ แม่มีชีวิตต่อ
สภาพแทบปกติราวกับไม่เคยป่วยไข้ วันถัดมา แม่พูดชัดขึ้น เล่าว่าฝันเห็นพระมาบอก “วันนี้วันพระนะ”
ซึ่งก็ตรงกับวันพระจริงๆดังตฤณบรรยายทิ้งท้าย ดีแล้วที่มะเร็งเปิดโอกาสให้เราเห็นใจ และสั่งเสียกันนานหลายเดือน
แม่ได้รู้ในช่วงสุดท้ายว่า ค่าของท่านมีต่อพวกเรามากมายปานใด
แม่ชื่อ อัจฉรา แปลว่า นางฟ้า แม่เราก็แสนดีเหมือน (ชื่อ) นางฟ้า ลูกๆทุกคนเรียกแม่ว่านางฟ้า พร้อมหน้าพร้อมตากัน
ส่งนางฟ้าจนวันสุดท้าย
ผมเคยอ่านจากหนังสืองานศพ...เล่มหนึ่ง...มีผู้เขียนถึงสตรีที่จากไปว่า เป็นนางฟ้า ลงจากฟ้ามาเก็บดอกไม้ใน
สวนของมนุษย์ เมื่อถึงเวลา...นางฟ้าก็ต้องลากลับสวรรค์
ทุกคนที่เกิดมา ล้วนแต่มีนางฟ้า...ประจำชีวิต ทบทวนกันดูว่า... วันเวลาแสนสั้นของนางฟ้านั้น...ในฐานะลูก
ได้ทำดีที่สุดต่อนางฟ้ามากหรือน้อย ถึงเวลานางฟ้ากลับสวรรค์ น้ำตาจากความโศกาดูร คงช่วยอะไรไม่ได้
วันแม่นี้ ผมหวังว่า เราจะมีเวลาไปกราบขอพรนางฟ้ากัน.
ปล. ช่วงเดือนที่ผ่านมาสำหรับผมก็มีเรื่องน่ายินดีและเสียใจ ปะปนกันไป เรื่องน่ายินดีก็คือ ยอดทำผ้าป่าที่ผมบอกบุญไป เกินเป้า
ได้รวมประมาณ 42,500.-บาท ยอดรวมทั้งหมด สองแสนกว่าบาทครับ
อีกทั้งวันแม่ ผมได้ไปกราบพ่อแม่ และยายผม และได้พาพ่อไปทำบุญทอดผ้าป่า + ทำบุญอื่น ๆ อีกมากมาย อิ่มบุญมากมายครับ ^o^
ส่วนเรื่องที่น่าเสียใจคือ เพื่อน (ในMSN) ที่ผมบอกบุญไปคนนึง เขายินดีที่จะทำบุญ... ผมส่งซองผ้าป่าไปยังไม่ทันถึง
เธอก็โดนมอเตอร์ไซด์ขับมาชนทั้ง ๆ ที่เธอนั่งทานข้าวอยู่หน้าร้านอาหารบนทางเท้าด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้วครับ
และเพื่อนอีกคนนึงใน MSN เธอเป็นมะเร็งเม็ดเลือด ปลายเดือนที่แล้วยังคุยกันอยู่ดี ๆ เธอไปเช็คอาการและทราบผลเมื่อปลายเดือนที่แล้วเอง
ต้นอาทิตย์นี้ เห็นทางพี่สาวเขาบอกว่า เข้ารพ... ป่วยมากต้องให้คีโม ตอนนี้ไม่รู้อาการเป็นไงบ้าง ติดต่อไม่ได้เลย...
.... และอีก1เรื่องเศร้า ก็คือ เมื่อช่วงเข้าพรรษา ผมได้ทำบุญบวชร่วม และได้ช่วยงานบวชพระ 2 รูปด้วยกัน
มีคนนึงมาเป็นคนไทยทำงานที่ออสเตรีย ก่อนที่ท่านจะบวช ได้อยู่วัดและช่วยงานวัดต่าง ๆ กับผมด้วย ... ท่านบวชบ่ายวันที่ 29 กค และก็เสียในวันที่ 8 สค. ด้วยโรค ไข้เลือดออก...... ยังเพิ่งคุยกันหมาด ๆเอง... และทั้ง 3 คนก็ได้ทำบุญสร้างบุษบกด้วยครับ ขอให้ผลบุญนี้ ช่วยปกป้องรักษาให้เพื่อนที่กำลังป่วยไข้ ทุเลาเบาบางจากอาการและ
สิ่งไม่ดีทั้งปวง และขอให้พระเพื่อนไปสู่สุขคติภูมิเถิด... สาธุ
8月4日 ถือศีลสุดสัปดาห์ ทำดีเข้าพรรษา
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วันหยุดยาว ผมได้ไปบวชพรามห์ถือศีล 8 ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 ของปี50 เป็นปีที่ 5 ของการมาวัดนี้
และตั้งแต่ไปบวชพรามห์วัดนี้มา ถือศีลรอบนี้ เหนื่อยที่สุด.... คำว่าเหนื่อยที่สุดนั้นไม่ผิด เพราะตอนที่ผมไปบวชพรามห์แรก ๆ ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะเราก็ไม่ค่อยรุ้จักใคร
พอรุ้จักวัดนี้มากขึ้น กิจกรรมก็มากตามไปด้วย ทั้งกวาดถูลานวัด ทำ/เสริฟอาหาร ล้างจาน จัด/เก็บสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ขับรถรับส่งพระเณร ฯ จากที่แต่ก่อน ว่างก็นั่งสมาธิหรือนอน แต่หลัง ๆ มีกิจกรรมบุญให้ทำเยอะ
อาจเป็นเพราะเราอายุมากขึ้น... เลยเหนื่อยง่าย อิอิ
เสาร์ที่28กค. เลิกงาน18.00 น. อาบน้ำจัดสำภาระ และออกจากบ้าน ถึงวัดเกือบเที่ยงคืน
บวชพรามห์นี้ ทุกวันผมตื่น ตี 4 นอน 5 ทุ่มคิวงานแน่นตลอดวัน... ทำบุญสารพัด ออกแรง ออกเงินแถมใจเป็นกุศลด้วย...
ในเช้าวันที่29 กค.50 ตื่นมา ตี 4 ผมก็พูดกับตัวเองว่า "ทำไมเราถึงต้องมาทนลำบาก ในวันหยุดของเราแบบนี้ด้วยนะ ทำไมไม่ไปเที่ยวทะเลบ้าง ?..." ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ถึงเข้าใจคำถามที่ถามตัวเองไป.. ผมออกไปนั่งสมาธิกลางแจ้งตอนตี 4 กว่า
เป็นลานพระใหญ่ปูกระเบื้อง ....
อากาศ โปร่ง โล่ง เย็นสบาย ลมพัดอ่อน ๆ เงียบ.... จิตนิ่ง... สงบจริง ๆ
(อยากให้ทุกคนรู้สึกแบบผมบ้างจัง)
พระอาจารย์ผมเคยบอกว่า ตามเทศกาลต่าง ๆ ปีใหม่ สงกรานต์ พวกผี ปิศาจ เยอะ
ถ้าหลีกเลี่ยงได้ ควรอยู่บ้านหรือมาวัดน่ะดีแล้ว.. ปิศาจน่ะ ผมไม่เคยเห็นหรอก
แต่อุปมา ถ้าปิศาจในร่างคนน่ะเห็นบ่อย เพราะเห็นว่า ขณะวันเข้าพรรษา ยังตั้งวงกินเหล้า
เมาแล้วบ้า ตีกันตายเยอะ อย่าว่าแต่วันเข้าพรรษาเลย วันปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ พวกผี ปิศาจ ยิ่งเยอะ!
สถิติคนตายจากปิศาจพวกนี้ในช่วงสงกรานต์ ยังมากกว่าจำนวนคนตายในอิรักช่วงเดียวกันซะอีก พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า " อยู่ในที่ๆ ควรอยู่ "
หมายความว่า เราควรไปในที่ ๆ ควรไป ด้วย ปลอดภัย จากสิ่งอันตรายต่าง ๆ ....
ไม่มีใครไปเคาท์ดาว์นปีใหม่ ที่ยะลา ปัตตานี หรือ นราธิวาสหรอกครับ ไปกันในสถานที่ ๆ มีคนเยอะ ๆ จะได้สนุก
เช่น ปีใหม่ที่ผ่านมาคนไปเที่ยวที่ เชียงใหม่เยอะมาก แต่ที่นั่นกลับมีอัตราการตายมากกว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รวมกันเยอะ
ซึ่งน่าคิดครับ ว่าที่ไหนปลอดภัยกว่ากัน...
คนมาก ปิศาจก็มาก ยิ่งปิศาจในร่างคนนั้น ดูลำบากเป็นที่สุด ใส่สารพัดหน้ากากมาหลอก
มอมเมาชี้ให้คนเห็นผิดเป็นชอบ เห็นถูกเป็นผิดก็เยอะ และไม่แน่หรอกว่า
คุณอาจถูกมันครอบง่ำคุณอยู่โดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้...... เคยถามตัวเองไหมว่า ทำไมคุณถึงได้ยึดติดวัตถุนัก
ติดละครทีวี และเคยเอาพฤติกรรมไม่ดีในทีวีไปใช้ในชีวิตประจำวันเสมอ...
จนจิตใจนั้นต่ำลงเรื่อย ๆ ตามสังคม ... เมืองยิ่งเจริญ ใจยิ่งต่ำ
เข้าพรรษานี้ผมก็อยากให้ทุกคน ลองตั้งใจคิดทำดีกันสักอย่าง ทำดีเพื่อตัวเองบ้าง
อย่ามัวแต่ห่วงตัว ประชดรัก เหม่อเศร้า..เป็นหมาเหงา มันทำร้ายจิตใจเราเองทั้งนั้น และไม่เกิดประโยชน์เลย... ปัจจุบันก็ใช่ว่าผมจะวางทางโลกได้...ยังมี รัก โลภ โกรธ หลงอยู่ และก็มีเรื่องทุกข์ติดใจอย่างคือเรื่องพ่อผม..
ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่เล่นพนัน ทำแต่งาน และทำบุญบ้าง
เท่าที่บอกมา แม้นคนภายนอกมองว่า เป็นคนดี แต่คนภายในบ้านมองว่า ยังไม่ดีพอ...
คือ ผมให้ความสำคัญกับพ่อน้อยไป และพ่อผมก็เซ้นซีทีฟไม่เหมือนใคร อะไรนิดหน่อยก็หยิบเป็นเรื่อง นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมไม่พร้อมจะมีแฟนด้วย เพราะถ้ามีเวลาให้แฟนเยอะ พ่อผมก็น้อยใจ หาว่าไม่สนใจกัน... บางทีจุดเล็ก ๆ ที่คนภายนอกมองว่าดี คนภายในอาจน้อยใจ หรือมองว่าไม่ดีก็ได้
ไหว้พระไหว้เจ้าแล้วอย่าลืมไหว้พระที่บ้านด้วย (พ่อแม่)
(ขนาดผมไปถือศีลทำบุญเข้าพรรษาพอถึงบ้าน พ่อผมก็เคือง หน้าหงิกเป็นสังข์ทอง T_T ตามอารมณ์ท่านไม่ทันเลย)
ตอนนี้ท่านงอน แทบไม่ได้คุยกันเลย ใช้ eye contact กันอย่างเดียว 555
เข้าพรรษานี้ ผมตั้งใจว่า จะปฏิบัติตัวดี ๆ กับพ่อ แม่ ให้ความสำคัญกับท่านและจะเข้าใจท่านให้มากขึ้น
รวมทั้งเปลียนนิสัยที่แย่ ๆ ของผมด้วยครับ และจะตั้งใจทำต่อไปให้เป็นนิสัยที่ดีครับ... คนเราดีแล้วควรดีทั้งสองด้าน ถึงเรียกว่าดีจริง
แล้วคุณล่ะ?
ปล. ครั้งหน้ามาสอนเรื่องการนั่งสมาธิอย่างง่าย ๆ ครับ ว่าควรปฏิบัติอย่างไร เพราะ สมาธินั้นทำให้เกิดปัญญา ...
ปล.2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้เจอลูกค้าเก่าท่านนึง ขับรถ (มาอวด) ไม่ได้มาใช้บริการ แต่มาสาธยายว่ารถเขามีดียังไง
เป็นรถเก๋ง M.BENZ CLK200 เปิดหลังคาได้ พร้อมชุดแต่ง AMG ทั้งคัน เท่ห์มาก ราคา 5ล้านกว่า เขาพาผมไปลองรถด้วย และผมก็สะดุดกับระบบ เนวิเกเตอร์ ( ระบบนำทางคล้ายแผนที่ ) เครื่องจะบอกระยะห่างจากจุดที่ขับ
กับจุดหมายปลายทาง ฯ และเครื่องมันก็พูดภาษาไทยได้ ว่าอีกกี่กิโล กี่เมตรให้เลี้ยวซ้ายหรือขวา แต่ด้วยเมืองไทย ซอยเยอะ ซอยเล็ก ๆ จะไม่ถูกอัพเดทในโปรแกรม ลงรถมา เครื่องยังบอกอีกว่า "ถึงที่หมายปลายทาง เดินทางโดยสวัสดิภาพ..." โอ้.. ล้ำมาก ๆ ถ้าผมเป็นผมออกแบบโปรแกรมยุคนี้ คงให้คำทิ้งท้ายก่อนลงรถว่า
" ค.ม.ช. ออกไป ค.ม.ช.ออกไป..."
เพราะส่วนตัวเบื่อรัฐบาลชุดนี้เหลือเกิน ปากก็ว่าคนอื่นว่าโกงกิน แต่ที่ทำเอง ทั้งปั่นหุ้น + แข็งค่าเงินบาท ฯลฯ รู้ไหมว่าคนอื่นเขาเดือดร้อนกันแค่ไหน.... เข้าตำรา มือถือสากกกกกปากถือศีลชัด ๆ |
|
|