Krit 的个人资料Notes on insight meditat...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
6月7日 สุขเป็นก็เป็นสุข สุขเป็นก็เป็นสุข
ในหนังสือ เพื่อนนอกเพื่อนใน ชยากโรภิกขุ ศิษย์หลวงปู่ชา สอนไว้ตอนหนึ่งว่า มนุษย์เป็นสัตว์เจ้าปัญหา
ทะเยอทะยานดิ้นรนแทบตาย เพื่อสิ่งที่ตนเชื่อว่าเป็นสุข
แต่ไม่เคยใคร่ครวญว่า ความสุขคืออะไรกันแน่
สิ่งที่เราต้องการเดี๋ยวนี้ จะให้ความสุขแก่เราจริงอย่างที่คิดหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน
จะมีผลกระทบต่อคนอื่น และต่ออนาคตของเราอย่างไรบ้าง
ความทุกข์ที่เราเกลียดและกลัวที่สุดนั้น เกิดจากเหตุปัจจัยอะไร เราแก้ถูกวิธีหรือไม่
ชาวพุทธมากมาย ถือว่า ความร่ำรวย การมีอำนาจ ชื่อเสียง ยศถาบรรดาศักดิ์ ความพรั่งพร้อมด้วยวัตถุ
คือยอดความสุข ความคิดอย่างนี้ ท่านเรียกว่ามิจฉาทิฐิ
เพราะจะเป็นเหตุของการประพฤติที่เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเอง ต่อสังคม และต่อสิ่งแวดล้อม
ความสุขที่ว่า เป็นแค่ความสุขระดับล่าง ย่อมมีทุกข์ไม่มากก็น้อย เจือปนอยู่เสมอ
สังคมใดเต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ นิยมการอวดฐานะ บ้ายี่ห้อ ให้เกียรติคนรวย โดยไม่สนใจว่ารวยมาอย่างไร
สังคมที่ถือการเป็นเจ้าคนนายคน คือการประสบความสำเร็จในชีวิต
โดยไม่พิจารณาความประพฤติ ถือว่าผู้เป็นใหญ่เป็นโต ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎของสังคม
สิ่งเหล่านี้ แสดงอาการของสังคมที่วิปริตทางทิฐิ คือคิดผิดทั้งสิ้น
ทุกคนในโลก ต้องการความสุขเพราะอะไร เพราะทุกคนรู้สึกว่ายังได้ไม่พอ
ที่เคยได้แล้วก็ดีอยู่ แต่ยังไม่ดีที่สุด ความสุขที่เคยได้ พอผ่านไปก็เหลือแต่ความทรงจำ จึงอยากได้อีก
จิตใจของผู้ที่ยังไม่ได้เข้าถึงธรรม มีความพร่องเป็นนิจ หิวอยู่ตลอดเวลา
ท่านชยากโรภิกขุ ประชดว่า คนเหล่านี้ ต่อไปอาจต้องขอพึ่งพระรัตนตรัยใหม่ ที่ไม่เป็นศรี...
รัก ชัง สรณัง คัจฉามิ สตางค์ สรณัง คัจฉามิ โอหัง สรณัง คัจฉามิ ฯลฯ
ความสุขที่พระพุทธเจ้าสอนมีหลายอย่าง นอกจากความสุขสามัญ ควรหาความสุขที่เกิดจากคุณงามความดี
และความสุขอันประเสริฐที่เกิดจากการเป็นอิสระจากกิเลส
จะมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ต้องกังวล
มนุษย์อยากสุข แต่ไม่รู้จักสุข อยากหนีทุกข์ แต่ไม่รู้จักทุกข์ สุ่มสี่สุ่มห้าเดินคลำไปคลำมาในความมืด
เอาความหวังในความสุขข้างหน้าเป็นที่ปลอบใจ
บางคนอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้ช่วยเนรมิตให้ความมืดกลายเป็นความสว่าง
แต่พระพุทธศาสนาสอนว่า โยม...มันสว่างอยู่แล้ว ไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าวที่ไหนหรอก
ลืมตาก็จะเห็นเอง
คำสอนตอนนี้ ท่านชยากโรภิกขุ ตั้งชื่อว่า สุขเป็นก็เป็นสุข ส่วนคำสอนสำหรับคนที่เป็นทุกข์
ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ที่อยู่ในม็อบหรือทุกข์เพราะอยู่ในทำเนียบ ท่านเน้นไว้ในปกหลังของหนังสือ...
เพื่อนเอย...อย่าให้มีการเปรียบเทียบอยู่ในใจ อย่าให้มีการแข่งขันอยู่ในใจ
ให้ถือว่าทุกคนเป็นเพื่อน เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าเราคิดให้มาก มันก็มาก
คิดว่าเป็นคนไทย เป็นฝรั่ง เป็นคนนั้น คนนี้ มันแยกออกมาก
มันสับสน แต่มันรวมอยู่ที่ว่า เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกคนเกิดมาแล้ว ก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ด้วยกันทั้งหมด
ไม่มีใครในโลก ควรแก่การโกรธ ไม่มีใครในโลก ควรแก่การเบียดเบียน และไม่มีใครในโลก ควรแก่ความรังเกียจ
6月1日 พรหมวินาศธรรม เทศนาจาก ว.วชิรเมธี
"เวลานี้...สังคมไทยกำลังเกิดวิกฤติผู้ใหญ่ในบ้านเมือง"
ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย สถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพแห่งการตื่นรู้สู่อิสรภาพ บอก
ผู้ใหญ่ที่เป็นหลักของบ้านเมืองถูกดึงมาสนองเกมการเมืองจนมอมแมมไปตามๆกัน
ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ราษฎรอาวุโส นายแพทย์อาวุโส พระชั้นผู้ใหญ่ นักคิดนักวิชาการ ปัญญาชนชั้นนำ
“แม้กระทั่งสถาบันเบื้องสูง ก็ถูกนำมาใส่สีตีไข่...”
ท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า วิกฤติผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไทยเวลานี้
เกิดขึ้นมาจากการที่ผู้ใหญ่หรือผู้ที่อยู่ในฐานะจะต้องวางตนเป็นผู้ใหญ่ ล้วนแล้วแต่ขาดพรหมวิหารกันทั้งนั้น
ต่างฝ่ายต่างก็เมามันในอำนาจราชศักดิ์ ผลประโยชน์ ธนบัตร และตกอยู่ท่ามกลางอคติ จนหลงลืมธรรมะ...
คนอินเดียแต่โบราณเชื่อกันมาว่า...“พระพรหม” เป็นเทพผู้ทรงฤทธาศักดานุภาพ
สามารถสร้างดินสร้างฟ้า สร้างมนุษยชาติและสรรพชีพ... สรรพสัตว์
พร้อมทั้งยังทรง “ลิขิต” เส้นทางของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงให้เป็นไปตามที่ทรง “เขียนบท” เอาไว้ให้อีกต่างหาก
ด้วยแนวความเชื่อเช่นนี้ จึงก่อให้เกิดแนวคิด “พรหมลิขิต” ขึ้นมาในโลก ซึ่งแนวคิดนี้เท่ากับปฏิเสธว่า
“มนุษย์ไม่มีเจตจำนงเสรีในการเลือก วิธีดำเนินชีวิตของตนเอง”
“มนุษย์เป็นเพียงหนูทดลองในห้องทำงานของเทพเจ้าที่ชื่อ...พระพรหมเท่านั้น” ท่าน ว.วชิรเมธี ว่า
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาในโลกแล้ว ทรงเห็นว่า ความเชื่อเช่นว่านั้นไร้สาระ
จึงทรงสถาปนาแนวคำสอนที่ว่าด้วยการสร้างโลก สร้างชีวิต ของมนุษย์ และสรรพสิ่งขึ้นมาใหม่
ทรงเน้นว่า พระพรหมนั้นใครๆก็เป็นได้ ถ้ามี...พรหมวิหารธรรม 4 ประการ อันประกอบด้วย
1. เมตตา ความรักอย่างฉันมิตรกับสรรพชีพสรรพสัตว์ทั่วทั้งโลก
2. กรุณา ความมีใจสงสารในยามที่เห็นเพื่อนมนุษย์-เพื่อนร่วมโลกตกทุกข์ได้ยาก
3. มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีมีความสุข
4. อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง เมื่อเห็นคนขัดแย้งกับธรรมะ หรือคนขัดแย้งกับหลักการ
“ปล่อยให้ธรรมะ...หลักการหลักกฎหมายทำงานไปตามความเป็นจริง
โดยคนไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการทำงานของธรรมะ”
ท่าน ว.วชิรเมธี ยกตัวอย่าง นาย ก. ยิงคนตาย ผู้เป็นพ่อแม้จะรักลูกอย่างไร
แต่ก็ปล่อยให้ตำรวจจับ นาย ก. เข้าคุกตามกฎหมาย โดยไม่วิ่งเต้นช่วยเหลือ
เพราะถือว่า นาย ก. ผิดจริง จึงควรได้รับกรรมที่ตนก่อด้วยตนเอง
อาการวางใจเป็นกลางอย่างนี้แหละ ที่เรียกว่า “อุเบกขา”
พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า พรหมวิหารธรรมนี้ เป็นหลักธรรมที่ใครก็ตามประพฤติตนแล้ว
คนนั้นก็สามารถเป็น “พระพรหมผู้สร้างโลก” ได้
โลกในที่นี้หมายถึง ชีวิตของปัจเจกบุคคล หรือโลกที่หมายถึงมนุษยชาติที่อยู่ร่วมกันในโลกก็ได้
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ใครมีพรหมวิหารธรรม คนคนนั้นก็สามารถสร้างสรรค์บันดาลโลกให้น่าอยู่ได้
ท่าน ว.วชิรเมธี ย้ำว่า คำว่า “พรหม” นั้น นอกจากแปลตรงตัวว่า “พระพรหม” แล้ว ท่านยังให้แปลว่า “ผู้ใหญ่” ได้อีกด้วย
พรหมวิหารธรรม จึงแปลว่า ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้ใหญ่
อาจแปลให้ร่วมสมัยได้อีกว่า ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้นำ ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้บริหาร
ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้มีศักยภาพในการสร้างสรรค์บันดาลโลก
ประยุกต์ให้สอดคล้องกับสังคมไทย พรหมวิหารธรรม ควรแปลว่า ธรรมะที่ทำให้เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง
ในสังคมไทยยามนี้ ใครทำท่ามีธรรมะหรือมีจริยธรรม จะกลายเป็นคนพันธุ์พิเศษ ซึ่งตกสมัย และล้าหลัง
สภาพการณ์อย่างหนึ่งซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การเป็นคนดีเป็นเรื่องเชยก็คือ เดี๋ยวนี้...
คนไทยยอมรับคนโกงได้อย่างสบายๆ โดยไม่รู้สึกว่าเป็นคนที่น่ารังเกียจแต่อย่างใด
เมื่อคนไทยส่วนใหญ่ขาดพรหมวิหารธรรม แล้วถามว่า พวกเขามีธรรมะอะไรเข้ามาแทนที่?
“ก็ตอบได้ว่า ตอนนี้คนไทยหันหลังให้พรหมวิหารธรรม แล้วพากันมาสมาทาน พรหมวินาศธรรม กันหมดแล้ว”
พรหมวินาศธรรม แปลว่า ธรรมอันนำมาซึ่งความวินาศของผู้เป็นใหญ่ในบ้านเมือง 4 ประการ คือ
1. บ้าอำนาจ
2. ฉ้อราษฎร์บังหลวง
3. หลอกลวงประชาชน
4. มืดมนกินกามเกียรติ
บ้าอำนาจ หมายถึง กระหายอำนาจรัฐ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะเข้าครอบครองอำนาจรัฐ
ซึ่งเมื่อได้อำนาจรัฐแล้ว แทนที่จะนำไปสู่การทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน กลับกลายเป็นจะก่อให้เกิดการ
ฉ้อราษฎร์บังหลวง หมายถึง การประพฤติทุจริต มิจฉาชีพ ปล้น ชิง ฉก ฉวย
เอาทรัพยากรของประเทศชาติบ้านเมืองไปเป็นของตนเองอย่างหน้าด้านไร้ยางอาย
ไม่คำนึงว่าคนอื่นจะได้รับผลกระทบอย่างไร ขอให้ตนเองรวย รวย รวย ล้นฟ้าก็พอแล้ว
หลอกลวงประชาชน หมายถึง ผู้ใหญ่ในแผ่นดินจำนวนมากของเมืองไทยในช่วงหลายสิบปีมานี้
โดยมากทำงานการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของ ตนเองและพวกพ้อง จนก่อให้เกิดสภาพธนกิจการเมือง
แต่ทั้งๆที่ตนทำงานการเมืองเพื่อเอื้อต่อภาคธุรกิจของตนแท้ๆ ทว่าถึงกระนั้นก็ยังคงอ้างว่า
งานการเมืองที่ทำไปทั้งหมดนั้นก็เพื่อพี่น้องประชาชนเท่านั้น
ประชาชนจึงถูกหลอกไม่รู้จบสิ้น
ประการสุดท้าย มืดมนกินกามเกียรติ หมายถึง ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพากัน
หันหลังให้จริยธรรม มุ่งวัดความสำเร็จในชีวิตของตนและของสังคมด้วยการประเมินกันที่
ใครมี กิน กาม เกียรติ มากกว่าคนนั้น นับว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จ
“เราจึงได้เห็นนักการเมืองจำนวนมากอยากเป็นรัฐมนตรีเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล
หรืออยากติดยศทางทหารหรือตำรวจ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเป็นเจ้านายใหญ่โต เหนือกว่าคนทั้งปวงเท่านั้น”
หลายปีมานี้นักการเมืองผู้ใหญ่จำนวนมากพากันไปลงทะเบียนเรียนหนังสือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ
เพื่ออยากได้ปริญญา อันแสดงให้สังคมเห็นว่าตนก็มีการศึกษากับเขาเหมือนกัน
ด้วยค่านิยมที่ถือกันว่า การมีปริญญาหลายสาขาและยิ่งสูงยิ่งมีเกียรติ
จึงก่อให้เกิดอาการขายตัวแลกเกรด และเรียนหนังสือเพื่อเอาหน้ามากกว่าเอาปัญญา
การศึกษาของไทยเลยกลายเป็นพาณิชยศึกษา เพื่อสนองตัณหาของคนบ้าเกียรติ
นักเรียนบางคนก็บ้าเกียรติตามผู้ใหญ่ พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังไม่ได้ถึงกับผูกคอฆ่าตัวตาย ก็เคยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว
“ต้องยอมรับว่า เวลานี้พรหมวินาศธรรมกำลังแผ่ครอบงำสังคมไทยอย่างกว้างขวาง
หากเราไม่ร่วมกันล้มล้างค่านิยมที่ผิดๆเช่นนี้ออกไปจากสังคมไทย...
คงเป็นการยากที่เราจะสถาปนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความร่มเย็น เป็นสุขเช่นในอดีตได้อีก”
ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ทิ้งท้าย
|
|
|