Krit 的个人资料Notes on insight meditat...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
4月26日 ข้าวแพง ข้าว (ปลา) ของจริง
เมื่อคืนหลังจากว่ายน้ำเสร็จก็ออกมาสั่งอาหารร้านเดิม ๆ ข้าวหมูแดง ข้าวหน้าเป็ด บะหมี่เกี๊ยว ฯ
ร้านนี้คนมากินแทบไม่ขาด ทั้ง ๆ ที่อยุ่ในซอย แถมให้ทั้งข้าวและกับเยอะ ยังราคาคงเดิม
เท่าที่ผมสำรวจมา ร้านอาหารแถวบ้านผม
เหลือร้านนี้เพียงร้านเดียวที่ยังคงราคาเดิม ปริมาณเท่าเดิมด้วย
ตอนเด็ก ๆ ผมทานข้าวหมูแดงจานละ 3 บาท จนปัจจุบัน แถวบ้านผม ขายจานละ 30 แล้ว...
ในหนังสือนิทานชาวไร่ เล่ม 11 น.อ.สวัสดิ์ จันทนี บันทึกเรื่องระเบิดปรมาณูลูกแรก ที่ญี่ปุ่น
เมื่อเช้าวันที่ 6 สิงหาคม 2488 เอาไว้ น่าสนใจมาก
คุณณรัฐ วิโรจน์เพชร นักเรียนทุนกองทัพเรือ ที่กำลังฝึกงานอยู่ในฐานทัพคูเร ห่างฮิโรชิมา สี่สิบกว่า กม.
เห็นแสงปรมาณูแปล๊บผ่านช่องลม ห้องทดลองโลหะ
และทันใดนั้น แผ่นดินก็สะท้านสะเทือนราวครึ่งนาที ทุกคนในบริเวณนั้นหูอื้อตาลาย
ตอนนั้น ไม่มีใครรู้เหนือรู้ใต้ กลัวตึกจะพังทับก็วิ่งหนีกันออกมา มองไปทางฮิโรชิม่า
เห็นควันสีเทา รูปเรียวเป็นลำตาลยอดด้วน (ตอนบ่ายจึงเป็นรูปเห็ด) ลอยคว้างกลางอากาศ
คนที่อยู่นอกอาคาร เล่าว่า ก่อนเห็นควัน เห็นแสงวาวๆวับๆเหมือนเกล็ดกระดาษเงินกระดาษทอง
สะท้อนแสงแดดอยู่เต็มท้องฟ้า
ต่อมาวิทยุกระจายเสียงประกาศว่า อเมริกาทิ้งระเบิดแบบใหม่ใส่ฮิโรชิม่า
อีก 3 วันต่อมา เมืองนางาซากิ ก็โดนเข้าอีกลูกหนึ่ง
คุณณรัฐเป็นห่วงเรือโทฮายาชิ เพื่อนนายทหารร่วมฝึกงาน ไปตระเวนตามหาที่ฮิโรชิม่า
เห็นสภาพบ้านเมืองหลังถูกระเบิด ปรมาณูกับตา แต่หาเพื่อนไม่พบ ก็กลับมาฝึกงานต่อ
15 ส.ค. องค์จักรพรรดิ ทรงประกาศให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ สถานการณ์นั้น
ผู้คนทั้งญี่ปุ่นก็ปั่นป่วนรวนเร คุณณรัฐเองก็ต้องเดินทางไปรายงานตัว ต่อทูตทหารเรือ ที่โตเกียว
นั่งรถไฟก็ไม่ต้องตีตั๋ว พักโรงแรมระหว่างทางก็ไม่ต้องจ่ายเงิน มีข้าวปั้น 3 ปั้น ถั่วเหลืองคั่ว 1 ถุงเล็ก
เป็นอาหารกันตาย ดั้นด้นไปจนถึงสถานทูต ทุกชีวิตในสถานทูตอยู่ได้ด้วยของกินของใช้แบบปันส่วน
ทูตทหารเรือไทยได้น้ำมันใช้เดือนละ 160 ลิตร รถยนต์จึงแทบไม่มีวิ่งบนถนน
ข้าวสารเดิมถังละ 15 เยน เจอปรมาณูเข้าไป 2 ลูก ราคาถีบไปถังละ 1 พันเยน
คุณณรัฐบอกว่า สำหรับคนทั่วไป เงินแทบจะไม่ใช้ประโยชน์ อะไรเลย แต่สำหรับพวกทูต
ยังพอจะเอาไปซื้อของกินของใช้ได้ จากห้างร้านที่กำหนดให้
ที่เมืองโยโกฮาม่าอยากกินหมู...ก็ต้องหอบเงินไปซื้อจากฟาร์มชาวไร่ ตอนแรก ชาวไร่ก็รับเงิน
แต่นานๆเข้า ชาวไร่ก็ไม่เอาเงิน ถามว่า จะเอาอะไรเล่า! เขาก็ชี้มาที่เสื้อ
เป็นอันว่า หน้าหนาว ชาวไร่อยากได้เสื้อ ก็ต้องกลับมาหาเสื้อจากสถานทูตไปยื่นให้
จึงได้หมูมากินที่โตเกียว
สถานการณ์นี้ ได้พิสูจน์แล้วว่า เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลา อาหาร ต่างหาก เป็นของจริง
พ.ศ.2490 ประเทศไทย ประเทศผู้ผลิตข้าว แต่ชาวบ้านต้องเข้าคิวซื้อข้าว ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง
ทำให้ จอมพล ผิน ชุณหะวัณ ตัดสินใจทำรัฐประหาร
ที่คือเหตุการณ์...ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว และไม่แน่ว่า เมื่อไหร่? จะเกิดขึ้นอีก
สถานการณ์วันนี้ ข้าวไทยราคาแพงครับ...แพงมากในต่างประเทศ ผมหวังว่า
รัฐบาลนี้คงมีวิธีบริหารจัดการ หาเงินเข้าประเทศได้มากๆ พร้อมกับทำให้คนไทยมีข้าวกินในราคา...ไม่แพง
หากเผลอไผล ปล่อยให้ข้าวไทยรั่วไหลไปเมืองนอก ไม่พอขายในประเทศ...
คนไทยกินข้าวแพง หรือต้องเข้าคิวซื้อข้าว ทหารไทย หัวใจแบบ จอมพลผิน...ก็คงไม่ยอม
เรื่องแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ที่ฮึ่มๆกันตอนนี้ ผมว่าเป็นแค่มายา
ส่วนเรื่องข้าวนี่ล่ะ ต้นเหตุปฏิวัติรัฐประหาร...ของจริง. 4月20日 สงกรานต์51 บุญ 8.33%
ชีวิตผ่านมา 30 สงกรานต์หรือถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ย อายุคนในปัจจุบันคือ 60ปี คงได้ครึ่งหนึ่งของชีวิตแล้ว...
ลองย้อนไป อายุ 1-5 ขวบ ผมยังไม่รุ้เดียงสา คงยังไม่ทันได้เล่นน้ำเป็นแน่
บ้านเก่าผม แถวสาธุประดิษฐ์ที่อยู่ในสมัยนั้น เรียกว่าชานเมืองกรุงเทพฯ ยังมีการปลูกผัก ปลูกไร่กันข้างถนนอยู่มากมาย ผ่านไปไม่กี่ปีก็เปลี่ยนจากไร่ผักเป็นตึกแถว หมู่บ้านจัดสรร.. ช่วง 6-16 ปี เล่นน้ำกันตามปกติ บางปีอาจรุนแรงบ้าง โดยใช้น้ำใส่ถุง หรือลูกโป่งปากันเลยทีเดียว
เล่นสนุกไปวัน ๆ สมัยนั้นผมว่า เด็กโตช้ากว่าสมัยนี้เยอะ สมัยนี้ อายุ 13-15 อาจมีแฟนมีลูกมีเมียแล้วมั้ง ( ผมดูจากคนงานผมนะ) ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมยังวิ่งเล่นขำ ๆ อยู่เลย เข้ามหาลัย อายุ 17-21 ปี ชีวิตสงกรานต์ค่อนข้าง เมามาย เที่ยวกลางคืน สาดน้ำ มั่วไปทั่ว .. เฮไหน เฮนั่น
อายุ 22 - 24 เรียนจบ ทำงาน แต่ยังเล่นน้ำ เฮฮา หัวทิ่มอยู่ดี ช่วงอายุ 25-30 นี่เองครับ สงกรานต์ถึงเริ่มเข้าวัดทำบุญ...
มานับจริง ๆ ชีวิตสงกรานต์เริ่มทำบุญได้ 5 ปี ถ้าคิดเป็น % สงกรานต์ก็ทำดีแค่ 6 ปี หรือ 20 % เท่านั้นเอง มองแล้วเหมือนกับเรามีบุญน้อยจังเลย สงกรานต์ปีก่อน ๆ ได้บวชพรามห์ถือศีล แบบ คุณ กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธุ์
รดน้ำผู้ใหญ่ พระ เณร ฯ ปี 49 สงกรานต์ได้บวชพระ ปฏิบัติหน้าที่แบบสงฆ์.. ปี 51 นี้ ไม่ได้บวชอะไรเลย แต่ได้พาพ่อ ไปบวชพรามห์ ถือศีลนั่งสมาธิ เจริญวิปัสนา และทำบุญอื่นๆ อีกมากมาย
ดูแล้วเหมือนธรรมดาไม่มีอะไร แต่กว่าลากใจท่านมาได้นั้น ลำบากยิ่ง เพราะท่านเป็นคนเป็นคนพุทธ ที่ไม่ค่อยนับถือ ศาสนาพุทธ ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญ เชื่อแต่ตนเองเท่านั้น... ผมดีใจ อิ่มใจมาก เหมือนเราทำบุญมาหลายปี แต่มันก็ไม่อิ่ม เท่าพาคนที่เรารักมาสร้างบุญด้วย
ถึงพ่อผมจะกระด้างในธรรมบ้าง แต่โดยรวมแล้วถือว่า ^_^ ที่หนึ่งเลยครับ กลับจากสงกรานต์ ผมได้ไปรดน้ำ พ่อแม่ และยายผม กราบขอพร แถมมีสัญญาณบอกถึงความอบอุ่น มั่นคงในครอบครัวมากขึ้นด้วย มันแปลกดีเหมือนกันที่สมัยก่อน ผมชอบสาดน้ำ หลง เที่ยว เชี่ยวเล่นไปเรื่อย...
ปัจจุบันนี้ ไม่ชอบความวุ่นวาย เท่าไหร่ เห็นคนเยอะ ๆ แล้วอึดอัด.. เหมือนเราขับรถที่ต่างจังหวัด ขับอย่างสบาย ๆ พอเข้าตัวเมืองทีไร รถติดหงุดหงิดทุกที จากสงกรานต์ที่ผ่านมา 30 สงกรานต์ของผม ถ้าคิดแบบสมการเป็นการกระทำของคนในแต่ละวันแล้ว
วันหนึ่ง คุณทำอะไรบ้างใน 24 ชั่วโมง ทำงาน คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงแฟน กิน นอน อิจฉาเพื่อน คิดเที่ยว จะหลอกคนนั้น นินทาคนนี้ ฯลฯ เคยมีเพื่อนมาพูดบอกว่า ผมทำบุญมากไป งมงายเกินไปรึเปล่า แค่ถือศึล5ก็พอแล้วมั้ง ?
( ถ้านับตามหลักศาสนาพุทธแล้ว การถือศึล5 เป็นเพียงการรักษาความเป็นปกติ ธรรมดาเท่านั้น... ไม่ได้บุญ และไม่บาป
ถ้าอยากได้บุญ ต้องทำเกินไปกว่านั้น ถ้าต่ำกว่านั้นถือเป็นบาป....การกระทำก็ประกาอบด้วยกริยา 3 อย่า กาย วาจา ใจ นั่นคือ ในกรรมแต่ละกรรมจะประกอบด้วยการกระทำทั้ง 3 กาย คือการลงมือทำ วาจาคือพูดว่าจะทำ ใจคือจิตที่คิดจะทำ เช่น เราฆ่ามด 1 ตัว โดยไม่ได้เจตนา มดตัวนั้นตาย
ถามว่า เราต้องใช้กรรมนั้นมั้ย ตอบว่า ต้องใช้ครับ เหมือนเราเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต แล้วเดินไปชนแก้วน้ำตกแตกโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ถือว่าเราต้องใช้เป็นธรรมดา ยกเว้นแต่ทางซุปเปอร์เขาไม่เอาความครับ
มดตาย โดยที่เราไม่มีจิตจะไปฆ่าและวาจา ใจไม่ได้พูดหรือคิดอะไร ความผิดน่าจะเป็น 33.33 % หรือคุณคิดดี จะทำบุญนั่นนี่ แค่คิด ปิติเกิด ก็ได้บุญแล้วครับ.... ) ถ้าวิเคราะห์ออกมาต่อวันแล้ว ผมไหว้พระสวดมนต์วันละ 20 -60 นาที คิดดีบ้างประมาณ 60 นาที
ที่เหลือก็ทำงาน หรือกิจกรรมอื่น ๆ + คิดนั่นคิดนี่ไปเรื่อย น่าจะได้บุญประมาณไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน หรือเพียง 8.33 % เท่านั้นเอง... แล้วท่านล่ะเคยมองดูตัวเองแล้วยังว่าวันหนึ่ง วันหนึ่ง คิดดี คิดชั่ว ทำอะไรบ้าง มากน้อยอย่างไรครับ...
4月6日 ดีชั่วตัวทำ ดีชั่วตัวทำ
อ่านคอลัมน์คลายใจ ในนิตยสารแพรว ฉบับกุมภาพันธ์ แล้วก็ไม่แปลกใจ ทำไม ชื่อของท่าน ว.วชิรเมธี จึงเป็นชื่อ ที่ทำให้หนังสือธรรมะเป็นหนังสือขายดี
คุณวัชราพรถามว่า การปลูกไม้มงคล เช่น ไม้มะยม เพื่อเพิ่มความนิยม ไม้ขนุน เพื่อจะได้มีคนอุดหนุน
ไม้ชัยพฤกษ์ เพื่อจะได้มีชัย จะส่งผลให้ชีวิตของคน
เราเป็นไปตามชื่อต้นไม้ ที่ปลูก..หรือเปล่า ช่วยแก้เคล็ดจากร้าย ให้กลายเป็นดีหรือไม่
ท่าน ว.วชิรเมธีตอบว่า ชื่อต้นไม้ชนิดต่างๆ มนุษย์เรานี่เองตั้ง ตัวต้นไม้ไม่เคยรู้สักนิดว่า มันเป็นไม้มงคล หรือไม้อัปมงคล
ความเป็นไม้มงคล เป็นเพียงสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้น
ในเมื่อมันเป็นสิ่งสมมติ จึงไม่มีอิทธิพลที่จะส่งผลให้คนเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
ท่าน ว.อธิบายต่อว่า หากเราเป็นคนเลว ต่อให้ปลูกต้นมะยมเต็มพื้นที่หน้าบ้าน
ก็คงไม่ช่วยให้กลายเป็นคนเลวที่น่ารักขึ้นมาได้
และหากการปลูกต้นขนุน ทำให้มีแต่คนอุดหนุน ป่านนี้ หลังบ้านของนักการเมืองทั้งหลาย คงเต็มไปด้วยต้นขนุน
สิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นหรือเลวลง ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก
หากแท้ที่จริงแล้ว ล้วนแต่เกิดจากปัจจัยภายในเป็นสำคัญ
นั่นคือ เมื่อเราทำชั่ว ชีวิตก็เป็นอัปมงคล
ต่อให้เปลี่ยนเป็นนายสิริมงคล แต่หากไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากคนชั่วเป็นคนดี
การเปลี่ยนภายนอกก็ไม่ช่วยอะไร
และเมื่อเราทำดี ชีวิตก็จะเป็นสิริมงคลโดยตัวของมันเอง ไม่ว่าจะมีคนหรือไม่มีคนเห็นก็ตามที
ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์เป็นผู้กำหนด ชะตากรรมของตนเอง เหมือนที่มีพุทธศาสนสุภาษิตว่า
กมฺมุนา วตฺตตี โลโก (กำมุนาวัตตะตีโลโก) สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามการกระทำ (กรรม)
เราทำอย่างไร ชีวิตของเราก็เป็นอย่างนั้น ดังหนึ่งคนก่อกำแพง ยิ่งก่อก็ยิ่งขึ้นสู่ที่สูงตามกำแพง
คนขุดบ่อน้ำ ยิ่งขุดก็ยิ่งต่ำลงไปอยู่ในบ่อ
กล่าวให้สั้นที่สุด ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการ กระทำทางกาย วาจา และใจของเรานั่นเอง
เราเลว ต่อให้ปลูกไม้มงคลแก้เคล็ด ชีวิตก็คงไม่ดีขึ้น และหากเราดี
ต่อให้ไม่มีไม้มงคลอยู่ในบ้านสักต้น อะไรๆในชีวิตก็ต้องดีอยู่วันยังค่ำ
วิสัชนามายืดยาว เกรงญาติโยมจะจำไม่ได้ ท่านจึงสรุป... ขอให้จำง่ายๆว่า
ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว
อ่านคำสอนของท่าน ว.วชิรเมธีแล้ว...ต้องยอมรับครับ... จับใจเหลือเกิน อยากให้หลาย ๆ คนได้อ่านบ้างครับ
|
|
|