Krit 的个人资料Notes on insight meditat...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
3月29日 ตรวจใจ & สหายธรรม number one ตรวจใจ
คือ ตรวจคลายความวิตกจริตส่วนตัว...
วานนี้ผมไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดและสบายใจ แต่ไม่สบายกระเป๋าเท่าไหร่... เพราะเข้าโรงพยาบาลเอกชน ก่อนหน้านั้นหมอคลีนิค แถวบ้าน และที่อื่น ๆ บอกมาว่ามี%เป็นโรคพุ่มพวง S L E สูง ทำให้เราคิดมาก... แต่...สุดท้ายก็เป็นแค่ ผื่นแพ้อะโทปิก ( ผื่นแพ้ทางพันธุกรรม ) และผนังจมูกบวม + กระดูกจมูกบิ่นใน
อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่นปวดข้อเข่า อ่อนเพลียร่างกาย ผื่นแพ้บนใบหน้า น้ำหนักลด ฯ เกิดจาก
ผื่นแพ้เป็นทางพันธุกรรมจาก DNA จริง แต่ไม่ใช่โรค SLE ปวดข้อเข่าและข้อต่าง ๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกายผิดท่า เส้นเอ็นยึด อักเสบ อ่อนเพลียร่างกาย เกิดจาก ขณะนอน หายใจรับอ๊อคซิเจนได้ไม่เพียงพอ และ มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ Sleep apnea
ตื่นมาจะยังเพลียอยู่ กล้ามเนื้อเปลี้ย ง่วงซึม ( สมอง พักผ่อนไม่เพียงพอ ขณะหลับ ) เนื่องจาก ผนังภายในจมูกบวม และ กระดูกอ่อนในจมูกปิ่นมาปิดทางเดินหายใจบางส่วน... ผลตรวจเลือดอื่น ๆ นั้นดีเลิศประเสริฐศรี ตรวจมาไม่เป็น S L E ก็สบายใจแล้ว
เพราะก่อนหน้านี้ไปถามที่อื่นมา ก็หาว่าเราเป็น SLE ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจอย่างละเอียด ทำให้ค่อนข้างวิตกจริตอยู่พักนึง ... รายการแพทย์ต่าง ๆ ที่ออกมาในโทรทัศน์นั้นผมมองว่าเหมือนดาบสองคม ที่เป็นประโยชน์
คือให้เราไวตัวทันรักษาแต่เนิ่น ๆ และโทษที่ทำให้เราวิตกจริต บางคนคิดมากน้อยไม่เท่ากัน ส่วนผมนั้นมีหมอ พยาบาล มา ไซโค อยู่หลายคนเลยหวั่นไหวอยู่พักนึง... แต่ก็ดีตรงที่เราได้รู้ว่าเป็นอะไรแน่ชัด ตรวจตั้งแต่ X-Ray ธรรมดา X-Ray com ทั่วร่างกาย
อุลตร้าซาว์ด ( อายมาก เพราะ หมอน่ารัก แถมต้องถลกกางเกงลงซะต่ำ ) ตรวจแผนก รูมาตอย แผนก ตาหูคอจมูก ตรวจเลือดสารพัดรายการ ตรวจปัจสะวะ อุจาระ ฯ ค่าตรวจ ยังไม่รักษา 1 วัน 1 คืนราคา 30,000 บาท เหลือทอนไม่เท่าไหร่
เข้าโรงพยาบาลเอกชนดีตรงที่ว่าไม่ต้องรอคิว ไม่ต้องเสียเวลานาน รู้ผลทันใจ
แต่ราคาต่างกับ โรงพยาบาลรัฐหลายเท่านัก แต่แอบเคืองหมอทุกที่ ตั้งแต่หมอแผนโบราณถึงหมอปัจจุบัน
พยายามถามอาการเราซักไซ้เหมือนสงสัยว่าเราจะเป็นเอดส์ยังไงยังงั้น...555
สหายธรรม number one
แอบเคือง ( อีกแล้ว )เพื่อนคนนึง ที่ความคิดเปลี่ยนไปมาก ทั้ง ๆ
ที่เป็นเพื่อนคนแรกที่ชวนผมเข้าไปปฏิบัติธรรม นั่งกรรมฐานสมาธิ และทำบุญต่าง ๆ
วันก่อนได้โทรฯพูดคุยกัน เพื่อบอกบุญเขาให้มาร่วมงานบวชผม รวมถึงคุยถามสารทุกข์สุขดิบ เรื่องหน้าที่การงาน และเรื่องอื่น ๆ...
ผมได้อนุโมธนาสาธุกับเพื่อนเรื่องที่เขายังปฏิบัติธรรมตลอดเรื่อยมา
ทั้งวิปัสนาสมาธิ ฯ เขาว่าสถานที่ปฏิบัติปัจจุบันนั้นค่อนข้างเคร่ง และจริงจัง
ปัจจุบันหน้าที่การงานเขาก็ดูมีโอกาสรุ่ง จากอดีตที่เคยเป็นหนี้สินมากมาย
ก็สามารถหมุนเงิน ปันลุยธุรกิจขึ้นมาได้อย่างดี จากบริษัททำสินค้าส่งแบบ แมส ( ขายจำนวน + สินค้าเกรดข้างถนน ) OEM ( รับสั่งตาม order จากบริษัทใหญ่ ) จนปัจจุบันทำแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา ขายในเซ็นทรัลเวิร์ด เอ็มโพเรียม สยามพาราก้อน...และห้างชั้นนำต่าง ๆ... เขาพูดจาด้วยคารมที่เฉียดเฉียนจิตใจ ผมเข้าใจว่า คนที่ประสบความสำเร็จ
จะทำ จะพูดอะไรก็ดูดี เหมือนจะถูกไปหมด
เพราะถ้าเป็นเขาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่ต้องบอกว่า เคราะห์ซ้ำกรรมซัด และไม่พูดอะไรแบบนี้แน่ ๆ ...
มีคำนึงที่ผมอึ้งกับความคิดเขา... เปรยว่า อะไรที่เป็นปัญหาทางธุรกิจต้องแก้ไข
ผมจึงถามเรื่องพ่อแม่เขาที่ไม่ค่อยลงเอยทางความคิดกัน เขาตอบว่า " อย่าหาว่าอกตัญญู อะไรเลยนะ ถ้าพ่อแม่เป็นปัญหา ก็ต้องจำกัดทิ้งออกไป..."
ซึ่งปัจจุบันเพื่อนผมส่งพ่อแม่เขาไปอยู่ต่างจังหวัดกันสองคนตายาย...
ผมเข้าใจเพื่อนผมส่วนนึงว่า เขาเป็นดีไซน์เนอร์ ต้องมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ( อัตตา EGO ) และอีกคำพูดว่า "สิ่งที่กูทำ มันเป็นกิเลส คงปรึกษาหาความกับทางธรรมไม่น่าจะเป็นผลดีต่อธุรกิจ" ( และอีกมากมายคำพูดที่เฉียดเฉียนใจ แบบตะวันตก... ครั้นเราจะไปพูดแนะนำ ก็เกรงว่าจะเสียเพื่อนเปล่า ๆ ) กับคนที่บอกว่า ตนเองยังปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ทั้งวิปัสนา สมาธิ ฯ และนี่คือผลของคนที่ปฏิบัติธรรมอีกรูปแบบนึง ซึ่งคิดแต่จะปฏิบัติให้ตนเองสบายเท่านั้น
เหมือนคนดีด้านเดียว ที่ดีแต่สังคมส่วนตัวภายนอก ภายในกับพ่อแม่ และตนเองนั้น ยังอีกไกลนัก...
3月23日 แบบโน๊ต ๆเมื่อเดือนก่อน หลายคนคงได้ไปชม talk show เดี่ยวไมโครโฟนของโน๊ตอุดมมาแล้ว
ผมซึ่งเคยจะได้เป็นทีมงานเดี่ยว 2 เมื่อสมัยเรียนม.กรุงเทพ ด้วยการแนะนำของพี่แต้ (น้องชายโน๊ตและเป็นปู่รหัสผม)
ไม่เคยได้ชมสด ๆ สักรอบเลย แถมหลัง ๆ ดูแต่แผ่น copy T_T
ได้ดูแผ่นแท้เฉพาะเดี่ยวฯ 5 อิอิ
สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้ของ อุดม แต้พานิช
-------------------------------------------------------------------------------- * มนุษย์ต้องการสิ่งที่ตนเองไม่มี
* แฟนของคนอื่นมักจะสวยกว่าแฟนของตัวเอง * เวลาที่เราวิ่งมารับโทรศัพท์จากที่ไกลๆ เมื่อถึงโทรศัพท์ เสียงมันมักจะหยุด เราจะช้าไป 1จังหวะ เสมอ * ถ้าแอบรักใครอย่าฝากใครไปบอก บอกด้วยตัวเองจะดีกว่า * เวลาสั่งอาหารไว้นานแล้วยังไม่ได้สักทีให้พูดว่า "ไม่เอาแล้ว" จะ ได้เร็ว * ถ้าเรียกเก็บเงินแล้วไม่มีใครมาเก็บเสียที ให้ลุกขึ้นทำท่า จะกลับทั้งโต๊ะจะมีพนักงานพุ่งมาทันที
* ปลูกต้นลั่นทมไว้หน้าบ้านไม่เกี่ยวอะไรกับความทุกข์ระทมของตัวเราเลย * ระวังคนขายโรตี ที่เพิ่งเดินออกมาจากป่าละเมาะ, พุ่งไม้, ซอกตึก, อย่าตัดสินใจซื้อจนกว่าเขาจะล้างมือ * ไม่มีสัจจะในร้านตัดเสื้อ * ระวังคน ที่แสดงออกว่าเป็นคนดีมากๆ * อย่าซื้อทุเรียนมาปอกเอง * หนังสือดีคือหนังสือที่เราชอบอ่าน, หนังดีคือหนังที่เราชอบดู * อยากให้คนอื่นรู้เรื่องที่เรานินทามากๆ อย่าลืมย้ำบ่อยๆ ว่าอย่าบอกใครนะ * อย่าทิ้งกระดาษชำระไว้ในชามก๋วยเตี๋ยว คนล้างจะเสียความรู้สึก * เรียกยามว่าซีเคียวรีตี้ การ์ด ยามจะตั้งใจโบกรถ * อย่าซื้ออะไรที่ต้องเอามาซ่อมต่อ * รถในเมืองไทยพวงมาลัยอยู่ทางขวา แต่ฝาน้ำมันไม่อยู่ขวาเสมอไป * ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนไม่ต้องเอายาสีฟันไปก็ไ ด้ ยังไงเพื่อนต้องมี * อย่าเข้าใกล้หมาตอนกินข้าว * ตลาด อตก. มาจากคำว่า เอเวอรี่ติง เกินราคา * เวลาดูหนังโรง ควรจำว่ากระปุกน้ำอยู่ด้านไหน * ตัดผมวันพุธได้ ไม่บาป * คนไม่กินเนื้อไม่ได้แปลว่าเป็นคนดีเสมอไป * เวลาบ้วนน้ำยาลิสเตอรีน ออกจากปากให้หลับตาด้วย * ปูอัด มันทำจากปลา * กระเพาะปลามันทำมาจากหนังหมู * กินก๋วยเตี๋ยวจากตะเกียบไม้อร่อยกว่า * อย่าไปจ่ายตลาดเวลาหิว เราจะซื้อมาเยอะเกินจำเป็นเสมอ * ในโลกนี้จะชอบมีคนมาทักอยู่ 2 ประเภทเท่านั้น ประเภทแรก อ้วนขึ้นนะ กับประเภทที่ 2ผอมลงนะ ไม่มีใครเข้ามาทักว่าปกติดีนี่ไปทำอะไรมา * คนที่เอาหมวกตำรวจ หรือชุดตำรวจแขวนไว้หลังรถมิใช่เพราะบ้านเขาไม่มีตู้ เขาไม่ได้ลืม เค้าแค่กลัวคนไม่รู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร
* คนที่มีรถทะเบียนเลขเดียวเรียงติดกันหลายๆตัว เป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรา * คนที่มีความรู้มากๆ เขามักจะใช้ความรู้ขังจินตนาการ * ฟู่ฟ่าเดี๋ยวก็วาย เรียบง่ายอยู่ได้นาน * จงอย่าอิจฉาคนอื่น แต่จงใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา * เวลาที่เปิดหนังสือให้เพื่อนดูหน้าที่ตัวเองพูดถึง มักจะหาไม่เจอ * ขนมและน้ำในโรงหนัง จะแพงกว่าข้างนอก 3月16日 แมวกวัก แมวบอกข่าว
เมืองไทยมีอนุสาวรีย์หมู อนุสาวรีย์หมา แต่ดูเหมือนว่า ยังไม่เคยมีอนุสาวรีย์แมว
ในหนังสือ “สัตว์นิยาย” ส.พลายน้อย เล่าตำนานแมวญี่ปุ่น ตัวสำคัญ
ผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อนางยูสุกูโม รักแมวเลี้ยงแมวตัวหนึ่ง แมวก็รักตอบเจ้าของเป็นปกติ บางครั้งก็วิ่งมาเคล้าแข้งเคล้าขา เบื่อนายก็ไปวิ่งไล่จับหนู
วันหนึ่ง แมวเริ่มแสดงอาการผิดปกติ ไม่ว่านางยูสุกูโม จะเดินไปทางไหน มันก็วิ่งตามติดไปด้วย ไม่วิ่งตามเปล่า ยังดึงเสื้อผ้า เป็นทำนองว่า
ไม่ให้ไปไหนเรื่องของความรัก ไม่ว่าระหว่างคนกับคน หรือคนกับแมว ถ้าเกื้อกูลกันพอดี ก็ไม่มีปัญหา แต่นี่แมวเล่นรักมากกว่าธรรมดา
คนถูกรักก็ชักรำคาญ
ตัวนางยูสุกูโม รำคาญไม่หนักหนา แต่เพื่อนชายกลับยิ่งรำคาญกว่า เขาพยายามไล่แมวไปให้พ้น ไม่เพียงแมวไม่ยอมไป แมวยังเกาะนายหญิงไว้แน่น
นิทานไม่ได้บอกว่า เพื่อนชายของนายแมวเป็นซามูไรหรือไม่ แต่เล่าต่อว่า เขาโกรธมาก
ชักดาบออกมาฟันทีเดียว แมวคอขาดกระเด็น
แทนที่แมวจะชักดิ้นชักงอตาย เกิดปาฏิหาริย์ คอแมวที่ขาดกลับกระเด็นขึ้นไปบนเพดานบ้าน
และเมื่อมันตกลงมา มันก็คาบเอางูใหญ่ตัวหนึ่งลงมาตายพร้อมกันไปด้วย...
เหตุการณ์ตรงหน้า นางยูสุกูโม จึงเข้าใจ เหตุที่แมววิ่งไล่ พันขา ก็เพราะต้องการเตือนให้ระวังภัยจากงูที่อยู่บนเพดานนั่นเอง
ยูสุกูโม เสียใจ อาลัยรักแมวมาก ทำฮวงซุ้ยให้ วันๆก็เอาแต่นั่งร้องไห้อยู่ด้านหน้า
ต่อมา นักแกะสลักไม้คนหนึ่ง เห็นนางยูสุกูโมก็สงสาร สลักไม้ให้เหมือนแมวตัวที่ตาย ในท่ายกขาหน้าซ้ายขึ้นแตะหูซ้าย
นางยูสุกูโม พอใจมาก หล่อนนั่งเล่นกับมัน ถึงเวลาก็หาอาหารให้มันกินทุกวัน
ความรักความผูกพันระหว่างคนกับแมวคู่นี้ เล่าขานกันทั่วญี่ปุ่น
ต่อมาก็มีการทำรูปแมวยกขาซ้ายแตะใบหูซ้าย ซึ่งเรียกภาษาญี่ปุ่นว่า มาเนกิ-เนโก หรือแมวกวัก ด้วยไม้ ดินดิบ ดินเผา หรือโลหะ
พ่อค้าแม่ค้าชอบนำไปวางไว้หน้าร้าน เป็นนัยว่า มีแมวกวักเรียกลูกค้า
เล่ากันว่า พวกเกอิชา ที่รอลูกค้าหนุ่มหล่อมีเงิน นิยมใช้แมวกวักกันมาก
เหตุที่นิยมแมวกวัก เพราะมีความเชื่อเดิมๆว่า เมื่อใดที่แมวยกขาหน้าขึ้นเหนือหูซ้าย
แสดงว่า วันนั้นจะมีแขกมาหาถึงบ้าน
ส.พลายน้อย บอกว่า แมวทำกิริยาเดียวกัน มีความเชื่อว่าคนจะมาหาเหมือนกัน ในฟิลิปปินส์ ในไทย ไม่เรียกว่าแมวกวัก แต่เรียกว่าแมวล้างหน้า
ตอนนี้ บ้านใครที่เลี้ยงแมวไว้ ต้องคอยดูแมวเอาไว้บ้างนะครับ...ถ้าเห็นตัวไหนทำท่ากวักหรือล้างหน้า...ก็ต้องทำใจเตรียมรับ “คนที่กำลังจะมาถึงบ้าน”
กวักตอนกลางวันอาจเป็น ลูกค้าเพื่อนหรือ ญาติพี่น้อง กวักดึก ๆ อาจเป็นแขก โจร หรือ ผี หูยยยย..
ปล.
ตรวจร่างกายที่แรกมาแล้ว
ปรากฏว่าโรคที่เป็นนี้รักษาไม่หายแน่
แต่ยังไม่ขอบอกว่าโรคอะไร ไว้ตรวจอีกโรงพยาบาลก่อน ค่อยฟันธง อึ๋ยส์สสส.....วัยรุ่นเซ็ง
3月9日 บ่นนิ๊ดดด บ่นหน่อย..
วันก่อนจะไปตรวจร่างกายที่รพ.
เพราะหลัง ๆ นี้ร่างกายได้ส่งสัญญาณแปลก ๆ ออกมาถี่ขึ้น ทั้งร่างกายอ่อนเพลีย ซึม แน่นหน้าอก หายใจติดขัด (เวลานอน) ผื่นขึ้นหน้า ปวดเหมื่อยร่างกาย ปวดข้อ โรคที่ผมเป็นก็ไปรักษามาหลายที่แล้ว เริ่มตั้งแต่ผื่นแพ้ เป็นมา 10กว่าปี และเนื่องจากอาการที่ผมเป็นจะ เป็น ๆ หาย ๆ ผมเลยทนทายาไปเรื่อย ๆ
แต่ช่วง 3 ปีหลังมานี่ รู้สึกว่า จะเป็นเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจมากขึ้น เช่นหายใจไม่ออกอิ่ม แน่นหน้าอก เลยตั้งใจอยากตรวจดูให้ละเอียดว่าเราเป็นอะไรกันแน่ ทำไมมันเป็นนานจัง
ทีแรกคิดว่าจะไปรักษาที่ รพ.พญาไท หรือ รพ.พระราม9 แล้วนึกขึ้นได้ว่า ข้างบ้าน(แม่)เรา
ก็มีหมอเก่งๆ อยู่ 2 คน ทั้งสามีภรรยา .. พอบอกอาการให้ฟัง ( เขามาตรวจผมพร้อมกัน 2 คนเลย ) สรุปว่าผมเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง
ซึ่งผมแอบขำในใจสงสัยหมอคงมีมุข (ฟังชื่อแล้วฮาเนอะ แต่ไม่น่าเป็น) และพอหมอผู้ชายพูดติงว่า
อาการที่ผมเป็นน่ะ มี 4 อาการที่คล้ายโรคพุ่มพวง SLE
เท่านั้นแระ ผมชะงักเลย แต่ไม่กลัวเท่าไหร่ ( แต่ไม่ประมาทนะ ) แค่คิดว่าถ้าจะไปขอให้ไปเร็ว ไม่ต้องทรมานนาน
หมอทั้งสองเลยแนะนำให้ผมลองไปตรวจเลือดอย่างละเอียดที่รพ.ดูอีกที โรคนี้เป็นภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นลึกในระดับ DNA ไม่ติดต่อ แต่ลูกหลานหรือเหลนอาจเป็นได้ เพราะเป็นโรคทางพันธุกรรม
มาสังเกตก็วันนี้เอง ที่พี่ชายผมก็เป็นแบบผม 1 อาการ แม่ผมเป็นแบบผม 1 อาการ แต่ทั้งสองเป็นแค่ 3 ใน10ที่ผมเป็น
เหมือนกับ DNAแกะดำ นั้น มาตกที่ผมเยอะหน่อย เคยทำสกินเทส ที่รพ.ศิริราชมา อยากรู้ว่าตัวเองแพ้อะไรกันแน่ เทสทั้งอาหาร 18 ชนิด และอากาศไรฝุ่น ฯ 20ชนิด
ผลคือ ผมไม่แพ้อะไรเลยสักอย่าง หมอบอกว่าเป็นภูมิแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ผลก็ยังไม่แน่ว่าเป็นโรค SLE เสมอไป เพราะปลายเดือนคงไปตรวจให้ระเอียดอีกรอบ แพ้ภายนอกนี่ยังหาทางป้องกัน หลีกเลี่ยงได้ แต่แพ้ภายในนี่ ไม่ต้องหนีไปไหนเลย... กรรมชัด ๆ
ปล. ตอนแรกคิดจะศึกษาโรคเหล่านี้ให้มากขึ้น แต่ก็ไม่อยากอ่าน อ่านมากแล้วใจตก ทำตัวธรรมดาไปเรื่อย ๆดีกว่า.. กินดี อารมณ์ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ น้ำถึง ก็โอเคแระ อึ๋ยส์สสส 3月2日 สันดานกา สันดานกา
ปลายกรุงศรีอยุธยา พระอาจารย์สุก วัดท่าหอย ขึ้นชื่อเก่งทางเมตตาครับ เล่าลือกันว่า ท่านเลี้ยงไก่ป่าเชื่อง กรุงแตกแล้ว พระอาจารย์ลี้ภัยไปอยู่นครศรีธรรมราช เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า...ศิษย์คนหนึ่ง
สถาปนาเป็นองค์ปฐมบรมพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี ก็นิมนต์ท่านมาตั้งสำนักวิปัสสนา ที่วัดพลับ ฝั่งธนฯ
ต่อมาพระอาจารย์สุกได้รับโปรดเกล้าฯเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่สี่ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เพราะท่านเป็นอาจารย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง พระผงพิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟัก...
ด้านหลังจารคำว่าอรหัง...นักพระเครื่องเชื่อว่า สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อนองค์นี้สร้าง...เล่นหากันในราคาแพงมาก
เชื่อกันว่า พระสมเด็จอรหัง...ดีทางเมตตา ก็เพราะประวัติการเลี้ยงไก่ป่าเชื่องของท่านนี่เอง
นี่เป็นเรื่องของความเชื่อ...เชื่อกันว่า ความเมตตา เป็นวิทยาคุณสำคัญด้านหนึ่ง
แต่ถ้าอ่านเล่าไว้ในวัยสนธยา อาจารย์พุทธทาส ท่านกลับเล่าว่า
ความเมตตาเป็นธรรมชาติ เมื่อเมตตาสัตว์สัตว์ก็มีเมตตาตอบ
ตอนแรกๆเริ่มฝึกวิชาพระป่าอยู่ที่พุมเรียง สวนโมกข์เก่า ท่านอาจารย์พุทธทาสทดลองเลี้ยงกา
สัตว์ซึ่งโบราณเชื่อกันว่าเลี้ยงไม่เชื่อง
ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุที่มีความปรารถนา ลามก ไร้ยางอาย
แสวงหาลาภสักการะชื่อเสียงในทางที่ขัดต่อพระธรรมวินัย ว่ามีความประพฤติเยี่ยงกา
ความประพฤติของเดรัจฉานเยี่ยงกา....
ธรรมชาติของกาในสายตามนุษย์เป็นเรื่องไม่ดี
คนละประเด็นกับกา เลี้ยงเชื่องหรือเลี้ยงไม่เชื่อง
ท่านอาจารย์พุทธทาสคงตั้งใจทดสอบวิชาเมตตา...เมื่อเห็นมันบินวนไปเวียนมา ท่านก็โปรยข้าวสุกก้นบาตรให้
ขนาดไม่ให้ กาก็มักโฉบเข้าหาจิกกินเองอยู่แล้ว เมื่อให้...กาก็ได้ใจ นัดบินกันมาหาข้าวสุกจากท่าน นับวันฝูงก็ใหญ่ขึ้นๆ
“กลับจากบิณฑบาต เขาจะบินเบียดกันเหนือหัว เหมือนร่มคันใหญ่” ท่านอาจารย์เล่า
“เมื่อกำข้าวสุกจากบาตรสาดออกไป เขาจะบินมาไล่จิกเม็ดข้าว จากปลายมือเป็นแนวยาวตามสายข้าวสุก”
ภาพฝูงกาบินปกท่านเหมือนร่มคันใหญ่ รวมกับภาพท่านอาจารย์เลี้ยงกาเชื่อง ถ้าเกิดกับพระบางจำพวกที่นิยมปลุกเสกในสมัยนี้
คงเป็นพาดหัวยักษ์หนังสือพิมพ์ติดต่อกันหลายวัน
แต่ก็นั่นแหละ เมื่อถึงเวลากาก็แสดงสันดานกา แต่ละวันมันก็รบกวนท่านอาจารย์ ไม่เพียงโฉบมาจิกเอาของเครื่องใช้
หลายครั้งมันก็ขี้รด
เมื่อความเมตตากลายเป็นเรื่องเดือดร้อนหนักหนาจนทนต่อไปไม่ไหว
ท่านอาจารย์ก็ต้องเลิกทดลองวิชาเลี้ยงกา เมื่อไม่มีอะไรให้มันกิน ไม่นานไม่ช้ากาก็ค่อยๆเลิกราหายหน้าไป
บทสรุปจากท่านอาจารย์พุทธทาสสวนกับคำโบราณ กาเลี้ยงเชื่องครับ ถ้าทนให้มันขี้รดได้
และความที่มันเป็นสัตว์เดรัจฉาน จึงไม่ยากที่จะผลักไส
มนุษย์บางจำพวก สันดานเหมือนกา ไม่มีเงินล่อมันก็ไม่อยู่
มีเงินที่ไหนก็บินไปหา มนุษย์จัดการยากกว่ากาตรงหน้าด้านกว่า ถ้ายังมีเงินให้ ตั้งใจไล่ก็มักไม่ยอมไป.
|
|
|