Krit 的个人资料Notes on insight meditat...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
10月21日 ของขลังวัสดุมงคล
ส่วนผสมของเนื้อพระสมเด็จวัดระฆัง หรือวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส)...ตรียัมปวาย...อธิบายไว้ละเอียดพิสดารมาก ก. ปริมาณวัสดุ...
1. ปูนขาว วัสดุหลักเนื้อหาส่วนใหญ่ของพระ สมเด็จท่านใช้ปูนขาวทำจากเปลือกหอย (ปูนเพชร) เนื้อนุ่มละเอียด
เมื่อแข็งตัวแล้วเหนียวแน่นทนทานกว่าปูนหิน
2. ข้าวสุก...เล่ากันว่า กลับจากบิณฑบาต สมเด็จท่านแบ่งข้าวสุกออกเป็นสี่ส่วน ฉันเองส่วนหนึ่ง ให้ลูกศิษย์ส่วนหนึ่ง
ให้นกกาและสุนัขส่วนหนึ่ง ส่วนที่สี่ส่วนสุดท้าย นำมาตากแห้งแล้วบดเป็นผง ผสมสร้างพระ
3. เนื้อกล้วยหอม กล้วยหอมจันทร์ กล้วยน้ำว้า ใช้ทั้งเนื้อและเปลือก
4. น้ำมันตังอิว...เดิมทีเนื้อพระสมเด็จฯชุดแรกๆแตกร้าว...เมื่อหลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองราชสำนัก แนะนำให้ผสมตังอิว
ก็ได้เนื้อพระที่ไม่แตกร้าว ไม่กระด้าง ทั้งเกิดความนุ่ม
5 เมล็ดทราย...เป็นทรายพุทธคุณที่ปลุกเสกแล้ว ขาวละเอียด
ข. อิทธิวัสดุ
มวลสารที่อำนวยผลทางกฤตยาคม...จากผงวิเศษ 5 ประการ... ผงวิเศษเขียนจากแท่งผงดินสอพอง...
ผสมด้วย ดินโป่ง ดินตีนท่า ดินหลักเมือง เถ้าไส้เทียนในโบสถ์ ดอกกาหลง ยอดสวาท ยอดรักซ้อน ไคลเสมา....ฯลฯ
พลูร่วมใจ พลูสองหาง และน้ำมันหอมเจ็ดรส
ค.มงคลวัสดุ...
1. เกสรดอกไม้ เกสรบัวทั้งห้า โดยเฉพาะบัวที่บูชาในโบสถ์ พุทธรักษา สารภี ยี่สุ่น พิกุล บุนนาค กาหลง ชงโค โยทะกา รักซ้อน
2. เนื้อว่าน 108 ว่านพระเจ้าห้าพระองค์ ว่านมหาเศรษฐี เสน่ห์จันทร์ ฉิมพลี นางคำ ไพลดำ หอมแดง สบู่เลือด ฯลฯ
3. ทรายเงินทรายทอง...ผงตะไบจากแผ่นเงินแผ่นทอง ที่ลงอักขระเลขยันต์
4. น้ำมันจันทน์หอมพระพุทธมนต์ สำเร็จจากการปลุกเสกพระพุทธคุณ 108
5. เถ้าธูป...จากกระถางธูปหน้าที่บูชา หน้าพระประธานในโบสถ์ บดกรองให้ละเอียด
ส่วนผสมเนื้อพระสมเด็จเหล่านี้...เมื่อเป็นองค์พระ มีอายุยาวนานมากกว่าร้อยปี...
ผู้รู้...แนะเคล็ดลับในการดูพระแท้...ไว้แค่สามข้อ...กากดำ เม็ดแดง และก้อนขาว
กากดำ น่าจะเป็นเถ้าธูปส่วนที่ปริ่มมาอยู่ที่ผิวเนื้อ เม็ดแดง เศษอิฐแดงจากเตาเผาปูน...บ้างก็ว่า
ส่วนผสมจากเศษเนื้อพระกำแพงเพชรที่แตกหัก ส่วนเม็ดขาว...เม็ดปูนที่เกาะตัวแน่น จนน้ำมันตังอิว ซึมเข้าไปไม่ได้
นี่คือจุดสังเกตสำคัญ ในการพิจารณาพระแท้อีก...จุดหนึ่ง
พระสมเด็จ...เริ่มสร้างเมื่อปี 2409 ครับ ถึงวันนี้เป็นสุดยอดแห่งการไขว่คว้า เศษเสี้ยวชิ้นเล็กๆที่แตกหัก
ขนาดปลายก้อย เคยมีคนกล้าซื้อถึง 2 แสน ..
พระเครื่องดี มีคุณค่าสูง...ดูจากแค่ส่วนผสม ก็เป็นแบบอย่างการผสมพระเครื่องของขลัง รุ่นหลังๆ
เถ้าศพเด็ก...ที่อุตรินำไปผสมทำของขลัง...ไม่ใช่วัสดุมงคล แต่ผมไม่แน่ใจ วัสดุอัปมงคลอย่างนี้ ผสมแล้ว... จะเป็นเสนียดจัญไร ด้วยหรือเปล่า? ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน...ถ้าเลือกสิ่งดีมารวมกัน ก็จะได้ผลดี...มีอนาคต แต่ถ้าเผลอปล่อยให้มีสิ่งไม่ดี เข้าไป อนาคตก็อาจเป็นเสนียดจัญไร ไม่เป็นมงคลกับตัวเองแท้ ... 10月13日 แด่...ท่านปัญญาแด่...ท่านหลวงพ่อปัญญานันทะ ภิกขุ
เรื่องพระพาหิยะสมัยพุทธกาล เริ่มต้นคล้ายเรื่องพระมหาชนก ในชาดกทศชาติ เกิดในตระกูลพ่อค้าแคว้นพาหิยะ ออกเรือสำเภาไปค้า ขายสุวรรณภูมิ เจอมรสุมเรือล่มกลางทะเล รอดมาได้คนเดียว เกาะขอนไม้มาขึ้นฝั่งแถวท่าเรือ แคว้นอปรันตนชนบท
เพราะเสื้อผ้าหลุดหายไปหมด พาหิยะจึงหาเปลือกไม้มาปกปิดร่างกาย หิวหนักเข้าก็หากระเบื้องออกขอทาน เนื้อตัวหน้าตามาแปลกๆอย่างนี้
ชาวบ้านคิดว่าเป็นพระอรหันต์ หาข้าวปลาอาหารดี เครื่องใช้ ไม้สอยงามไปให้
ไปทางไหนมีแต่คนกราบไหว้ นานๆเข้าพาหิยะก็เผลอตาม ลมปากชาวบ้าน คิดว่าเป็นพระอรหันต์ไปจริงๆ
พระไตรปิฎก เล่าความตอนนี้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติแล้ว...มหาพรหมชั้นสุทธาวาส เพื่อนรักสมัยเป็นมนุษย์ ได้มาปรากฏกาย
เตือนสติพาหิยะว่า ท่านไม่ใช่พระอรหันต์
แล้วก็บอกว่า พระอรหันต์องค์จริง คือพระพุทธเจ้า บัดนี้... ประทับอยู่ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี
ได้ยินคำว่าพระพุทธเจ้า พาหิยะเกิดความปีติแรงกล้า เริ่มต้น ออกเดินทาง เดินทั้งกลางวันกลางคืน ระยะทาง 120 โยชน์ (1,920 กม.)
ถึงวัดเชตวันตอนเช้า พระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์พอดี
พาหิยะวิ่งตามไปทัน ถลาเข้าไปกราบแทบพระบาทพระพุทธเจ้า ออกปากขอให้พระองค์แสดงธรรม...
พระพุทธองค์ตรัสห้ามสามครั้ง เวลาและสถานที่ยังไม่สมควร
พาหิยะอ้างความไม่เที่ยงของชีวิต ยืนยันที่จะฟังธรรม...ทันที
“ดูก่อน พาหิยะ...” พระพุทธองค์ตรัส “ท่านพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า จักสักแต่ว่าเห็นในสิ่งที่เห็น จักสักแต่ว่าฟังในสิ่งที่ฟัง จักสักแต่ว่าทราบใน
สิ่งที่ทราบ จักสักแต่ว่ารู้สึกในสิ่งที่รู้สึกเมื่อสักแต่ว่าเช่นนั้นได้ ท่านก็จะไม่มี เพราะท่านไม่มีนั้นแล ท่านก็จะไม่มีในโลกนี้ ในโลกอื่น....
"นี่คือที่สุดแห่งทุกข์"
พาหิยะฟังธรรมแล้วก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ระหว่างหาจีวรและบาตรเพื่อขอบวช แต่ก็ถูกแม่วัวขวิดตาย...เสียก่อน
พระพุทธเจ้ายกย่องท่านว่าเป็นเอตทัคคะในทางบรรลุ ธรรมได้เร็ว
นิพพานหรือการดับกิเลส พระพุทธศาสนาแบ่งเป็นสองชั้น...ชั้นแรก ดับกิเลสแล้วตอนยังเป็นๆ ถือว่ายังมีเบญจขันธ์ เหลือ เมื่อตายแล้ว
จึงถือว่า ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือหลวงพ่อปัญญานันทะ ท่านละกิเลสของท่านได้นานแล้ว วันนี้ ท่านละวางสังขารของท่านแล้ว
สงบสุขอยู่ในแดนนิพพานแล้ว
แต่คำสอน...ธรรมะแท้ๆของพระพุทธเจ้า จากปากของท่าน เหมือนดวงเทียนส่องสว่าง ก็ยังถูกจุดต่อๆกันไปไม่มีวันจบสิ้น
ในบ้านเมืองของเรา พระที่สอนแล้วให้ปัญญา เหมือนท่านปัญญา ไม่มีมากนักหรอกนะครับ...
10月7日 ขอบ่นหน่อยธรรมเนียมไทย
ช่วงอาทิตย์ก่อน ที่ผ่านมา ได้ซื้อหนังสือที่อยากอ่าน 2 เล่ม นั่งอ่านในห้องน้ำเล็ก ๆ อย่างมีความสุข..
และได้ไปดูหนังกับเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนคนนึ้เป็นเพื่อนที่กวน...มาก ถึงขนาดผมต้องหลุดพูด กู มึง กับเธอ โดยปรกติแล้ว ผมอาจพูดประชดบ้าง แต่แทบไม่พูดหยาบเลย กับลูกน้องที่บ้าน ผมยังไม่พูด กู มึง เลย ลองนึกดูว่ากวนแค่ไหน ... ดูหนังเรื่อง star dust เนื้อหาประมาณว่า แม่มดอยากได้ความเป็นอมตะ จึงออกตามล่านางเอก เพื่อจะกินหัวใจ... นึกแล้วก็ขำ ยังมีคนที่อยากเป็นอมตะด้วยเหรอ มันไม่น่าเบื่อเหรอ กับความเป็นอมตะน่ะ
คุณลองนึกถึงเวลาที่คุณเป็นอมตะ แล้ว เพื่อนคุณ ญาติพี่น้องคุณ รุ่นแล้วรุ่นเล่า ตายจากไป..
ทั้งเหงา ทั้งน่าเบื่อ สำหรับผมแล้ว ขอมีอายุสักไม่เกิน 60-70 ก็พอ
แค่ให้เรามีแรงทำอะไรได้เองโดยไม่ลำบากคนอื่น นึกถึงเรื่องนี้ก็นึกถึง องค์ ดัลไลลามะ ของธิเบต ที่ท่านเวียนว่าย ตายแล้วก็เกิดเป็นคนเดิมอีก...
สุด ๆ ครับ.... ไม่เบื่อเหรอ ??? ณ ปัจจุบันผมแค่คิดว่าใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ พอมีพอกิน สบาย ๆ ไม่เบียดเบียนคนอื่น ฟังดูแล้วอาจไม่เจริญในทางโลก
แต่ผมว่ามันเจริญในทางจิตใจนะครับ ชีวิตมีสุข... ชีวิตที่ผ่านมา ผมค่อนข้าง ฟุ้งเฟ้อ หาเงินง่าย มั่นใจในตัวเองสูง มักมีปัญหาทะเลาะกับทางบ้านประจำ ฯ
ตอนนี้ ถือว่าเป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดในชีวิต แต่จิตใจกลับ สูงและ เย็นขึ้น ครอบครัวเป็นสุข จริง ๆ... ผมมีเพื่อนคนนึง เรียนไม่จบป.ตรี ช่วยงานครอบครัวบ้างนิดหน่อย (แต่ไม่พอรายจ่ายส่วนตัวแน่)
พึ่งเงินทางบ้านไปเรื่อย ซึ่งครอบครัวเขาก็ไม่ได้ว่าแต่อย่างไร วัน ๆ ใช้ชีวิตไปเรื่อย เล่นเน็ท เลี้ยงหมาแมว
ดูหนัง เที่ยวตจว. ฯ
หลายคนอาจมองว่า อายุขนาดนี้ ยังทำตัวหลักลอย แบบนี้ ไม่มีความมั่นคง ไม่มีอนาคต แต่ผมมองว่า
ชีวิตเขาน่าอิจฉานะ สบายๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่มีค่อยมีความกดดันในชีวิต
ถึงเขาไม่ทำงาน แต่ก็ยังพอมีเงินกินเงินใช้ ตลอด (ถ้าไม่ฟุ้มเฟือยนะ ) ความสบายที่ใจมันอยู่ที่จุดนี้ เขาพอใจในจุดยืนของตัวเอง ซึ่งไม่ได้ไปเบียดเบียน หรือทำให้คนอื่น เดือนร้อน ไม่ได้ก่ออกุศลใด ๆ
พูดแบบนี้ คงคิดว่า เพื่อนผมคนนี้รวย ... ไม่ใช่ครับ เรียกว่าพอมีพอกินดีกว่า เราอยู่อย่างจน ๆ พอมีพอกินอย่างมีความสุขก็มีได้ครับ คนมี 100 อยากมี 1000
หันไปดูคนที่มี 1 อยากมี 10 ดูบ้างนะครับ ว่าเขาใช้ชีวิตพอเพียงอย่างไร ดูตัวอย่างข่าวคราวในช่วงที่ผ่านมา นานๆที เมืองไทยจะมีเรื่องรัฐมนตรีลาออก...ครับ รายคุณสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีไอซีที บอกว่าใช้เวลาตัดสินใจสองวินาทีเท่านั้น
ภาพหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง คุณสิทธิชัยพ่นบุหรี่ควันโขมง... แอ็กชั่นอย่างนี้ นับแต่มีการรณรงค์และมีกฎหมายห้าม
ผมจำได้ว่า ไม่เคยเห็นจากสื่อมานานเต็มที เมื่อเห็นแล้ว ก็งง...สงสัย รัฐมนตรีสูบบุหรี่...ในที่สาธารณะต่อหน้านักข่าว ผิดกฎหมายหรือไม่ สื่อที่เผยแพร่ภาพ
จะผิดไปด้วยหรือเปล่า? รวมถึงสีหน้าแววตา...ในบรรยากาศที่คุยเรื่อง “ลาออก” เห็นได้ว่า “เครียด”... ในวันที่นายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะของญี่ปุ่น ประกาศลาออก ดูจากข่าวทีวีช่อง NHK เห็นเขาเอาภาพข่าวตอน
เป็นเด็กๆ มาออกอากาศฟังไม่รู้ภาษา ก็พอเดาความได้
วันต่อมา ก็มีข่าวนายกฯอาเบะถูกหามเข้าโรงพยาบาล แม้มีคนครหาว่าป่วยการเมือง แต่เป็นที่รู้กัน
ว่าต้นเหตุอาการป่วยมาจากความเครียด
ตลอดปีที่เป็นนายกฯ...นายกฯอาเบะเจอปัญหาหนักๆ เครียดมาโดยตลอด เริ่มแต่รัฐมนตรีเกษตรเจอข้อหาโกงกิน...
ฆ่าตัวตายไป
เปลี่ยนรัฐมนตรีเกษตรไปสองคน คะแนนนิยมตัวนายกฯตกต่ำ
มาเจอฟางเส้นสุดท้าย คนญี่ปุ่นเลือก ส.ว.พรรครัฐบาลน้อยกว่าฝ่ายค้าน นายกฯอาเบะก็ตัดสินใจลาออก
ว่ากันโดยนิสัย ไม่ใช่แค่นายกฯญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นโดยทั่วไปก็เป็นคนจริงจัง ยึดมั่นในธรรมเนียม ถูกบ่มเพาะให้ทำงานหนัก
เก็บความทุกข์ไว้ในใจ โรงเรียนและองค์กรสังคม ไม่มีวัฒนธรรมการยืดหยุ่น ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียม มักจะถูกโดดเดี่ยว
เป็นที่มาของความเครียดสะสม
คนญี่ปุ่นมากกว่า 1 ล้าน เก็บตัวโดดเดี่ยวไม่สุงสิงกับใครแม้เริ่มป่วยทางจิตใจ ก็ไม่กล้าไปหาจิตแพทย์
อยู่ในชนบทกลัวชาวบ้านนินทา อยู่ในเมือง ก็รอเวลาเที่ยวกลางคืนเป็นการผ่อนคลาย
ปี 2548 คนญี่ปุ่นเข้ารักษาสุขภาพจิตถึง 3 ล้านคน อัตราฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่น สูงสุดถึง 3.2 หมื่นคน
สูงกว่าคนในประเทศพัฒนาด้วยกัน ไปญี่ปุ่น สัมผัสวันแรก ผมคิดว่าเทียบกับเมืองไทย นี่คือแดนสวรรค์ วันที่สอง ที่สาม เริ่มเห็นอีกด้านของมาตรฐาน
ชีวิตที่สมบูรณ์ คือความเครียดและความเหงา ผมเริ่มให้คะแนนต่ำลง
ช่วงเวลาท้ายในสนามบินนาริตะ...ผมถามไกด์หนุ่ม ที่ผูกพันกับญี่ปุ่นมานาน เทียบกับคนไทย คนญี่ปุ่นที่มีมาตรฐาน
ชีวิตสูงกว่าสักสิบเท่าแต่ระดับความสุขมากน้อย
ภาพห้อง...เล็กๆ ขนาดห้องรับแขกทาวน์เฮาส์เมืองไทย ...บ้านราคา 8 ล้านเยน ที่คนญี่ปุ่นชั้นกลางผ่อนส่ง 30 ปี
เพื่ออยู่กันทั้งครอบครัว... ผมเห็นแล้วก็หาคำตอบได้
วิถีชีวิตคนญี่ปุ่นทั่วไปเครียด ถ้าวัดกันด้วยดัชนีความสุข เทียบกับคนไทยไม่ได้
นายกฯญี่ปุ่นประกาศลาออก แล้วยังแบกทุกข์อยู่...ป่วยเข้าโรงพยาบาล ส่วนรัฐมนตรีไทย ใช้เวลาสองวินาที
ลาออกแล้ว ปล่อยวางได้ ก็กลับบ้าน...สูบบุหรี่ จิบไวน์...สบายๆ
ผมก็ยังสรุปได้ อยู่อย่างไทยดีกว่า...บ้านนี้เมืองนี้ ขนาดทหารปฏิวัติ ขับรถถังออกนอกถนน
ยังมีคนหอบดอกไม้ไปยื่นให้เรื่องหนัก ขนาดคอขาดบาดตาย คนไทยยังเบาๆสบายๆได้อย่างนี้
ไม่มีที่ไหน มีที่เมืองไทยแห่งเดียว. |
|
|